ข่าว

รัฐกับการจัดการกับกองกำลังข้างถนนผู้คลั่งแค้น

รัฐกับการจัดการกับกองกำลังข้างถนนผู้คลั่งแค้น

29 ก.ค. 2556

รัฐกับการจัดการกับกองกำลังข้างถนนผู้คลั่งแค้น : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman

              ในโลกที่ประชาธิปไตยเข้าแทรกซอนในสังคมไม่มากก็น้อย การก่อการชุมนุมปรากฏทุกวันง่ายมาก แต่การจ้องจะใช้กำลังกับศัตรูกลุ่มเป้าหมายของผู้ชุมนุมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏบ่อยนัก เพราะรัฐมักเอาจริงกับการละเมิดกฎหมายถึงขั้นเลือดตกยางออก อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เช่นนี้มีมากขึ้นในปัจจุบัน อาจเพราะผู้ชุมนุมเห็นว่ารัฐไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากศัตรูได้และพวกเขามีแนวร่วมมากขึ้นจากโลกที่กระชับเข้าหากัน

              บทความนี้ไม่ได้พูดถึงขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐที่ถ้าไม่หลบลงใต้ดินก็สู้รบแบ่งแยกดินแดนกันไป โดยอาศัยชาวบ้านประท้วงออกหน้า และไม่ได้พูดถึงกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เอ็นจีโอชักชวนให้ต่อต้านนโยบายรัฐ แต่กล่าวถึงกลุ่มที่ในอดีตอาจเป็นคนนอกสังคมหรือเป็นกลุ่มที่เคยทำมาหากินสุจริตมาก่อน แต่ไม่พอใจคนต่างถิ่นต่างศาสนาต่างเชื้อชาติที่มาอาศัยใกล้บ้าน จนในที่สุดมีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ก้ำกึ่งกับการผิดกฎหมายและไม่กลัวที่จะใช้ความรุนแรงถ้าจำเป็น ในยุโรป คนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายขวาใหม่ ที่เหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติแต่ก็ตั้งกลุ่มที่ไม่ได้ดีเด่นอะไร เป็นนีโอนาซี พังก์ หรือพวกว่างงานไปวันๆ แต่ทุกวันนี้มีการปรับองค์กรให้ทันสมัย ติดต่อกับกลุ่มที่คิดคล้ายๆ กันอาจไม่ถึงกับเป็นเครือข่ายแต่เป็นวงกว้าง หยิบยกเป้าหมายเฉพาะเอามาเล่นเป็นประเด็นและรณรงค์เชิงรุกให้คนเห็นภัยของศัตรู ที่กำลังดัง ก็เช่นกลุ่มสันนิบาตพิทักษ์ชาวอังกฤษ หรือ อิงลิช ดีเฟนซ์ ลีก ที่นำประเด็นพวกหัวรุนแรงฆ่าทหารตายหน้าค่ายเมื่อเดือนพฤษภาคมมาขยายต่อต้านชาวมุสลิมทุกรูปแบบ โดยถือเสมือนเป็นสงครามปกป้องแผ่นดิน ผลก็คือ ความตึงเครียดในชานเมืองใหญ่สูงขึ้น การปะทะอันเนื่องมาจากเชื้อชาติก็มีมากขึ้น

              ในเอเชีย ที่เด่นตอนนี้ก็คือพระวิรธู กับกลุ่ม 969 ของท่าน ที่ปลุกระดมมวลชนสู้กับชาวมุสลิมอย่างเป็นระบบ ในขณะที่รัฐบาลพม่ายังลังเลว่าจะแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมอย่างไรดี พระสงฆ์ในฐานะผู้นำชุมชนท้องถิ่นทั้งทางธรรมและทางโลกไม่รอแล้ว พระวิรธูไม่ได้บอกให้ฆ่าคน แต่ท่านสนับสนุนการปกป้องดินแดนชาวพุทธในเชิงรุกอย่างเช่นรณรงค์ห้ามซื้อของมุสลิมและห้ามแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ผลคือ ชาวพุทธจำนวนมากแปรยุทธศาสตร์ของท่านไปเป็นยุทธวิธีของกลุ่มปะทะกับชาวมุสลิมจนเจ็บตายไปหลายร้อย พระวิรธูเองก็เจอระเบิดหวิดมรณภาพไปเมื่อ 21 กรฎาคมนี้เอง

              ในยุคที่หลายฝ่ายกล้าลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงตอบโต้กลุ่มที่อ้างว่าเคร่งศาสนาแต่นิยมใช้ความรุนแรงอย่างบ้าคลั่งนั้นกำลังจะมาถึงในยุคของเรา รัฐบาลบางประเทศอาจเห็นเป็นเรื่องดีที่อาศัยคนเหล่านี้ช่วยเล่นงานชนกลุ่มน้อยให้แทนเจ้าหน้าที่ ในอดีตบางประเทศในอเมริกาใต้กับเอเชียอาคเนย์ก็เคยใช้ แต่ในวันนี้ทุกรัฐบาลกลับกังวล เพราะผลกระทบจากความขัดแย้งในลักษณะนี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะในบ้านนอกท้องถิ่น แต่เป็นผลกระทบข้ามชาติ ในเวทีโลกมีองค์กรเหนือรัฐที่รณรงค์ช่วยเหลือประชากรศาสนาเดียวกับเขา หากมีความพยายามกวาดล้างกัน องค์กรเช่นนี้ก็จะบีบรัฐบาลเจ้าของประเทศจนหน้าเขียว ขณะเดียวกันองค์การก่อการร้ายข้ามชาติก็พร้อมส่งคนที่ถูกล้างสมองมาเข้าร่วมต่อสู้ในนามศาสนา ความขัดแย้งจะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่

              การจัดการกับปัญหาต้องเดินสายกลาง ไม่ใช่เข้มงวดกับฝ่ายหนึ่งแต่ผ่อนปรนกับอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ใช่แข็งตัวยึดแต่ข้อกฎหมายอาญา เพราะจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งลงใต้ดิน ต้องกล้าแก้ปัญหาที่ปลายรากซึ่งอาจกระทบกับเสรีภาพบ้าง เช่น จำกัดการเข้าเมืองที่มิใช่การท่องเที่ยว การก่อสร้างศาสนสถาน การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเกลียดชังหรือการส่งเสริมอัตลักษณ์เฉพาะที่มีการกีดกันคนกลุ่มอื่น ทั้งยังต้องมีการจัดกิจกรรมสมานฉันท์ให้บ่อยขึ้น ควบคู่ไปกับการสกัดกั้นการยุ่งเกี่ยวของต่างชาติทั้งทางโลกจริงและโลกออนไลน์ ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาก็ต้องทำอยู่แล้ว ที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นตัวอย่างให้รัฐไทยปฏิบัติ แต่หากสถานการณ์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้นเกิดกับเราบ้าง ก็อาจใช้ประโยชน์ได้