ข่าว

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย

28 ก.ค. 2556

"กรุงเทพโพลล์"เผยนักเศรษฐศาสตร์62.9%เชื่อศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย61.2%ชี้ต้องกระตุ้นศก.ด้วยการเร่งลงทุนจากภาครัฐ 69.4%เชื่อ3เดือนข้างหน้ามีข่าวทางลบมากกว่าทางบวก


 
          วันที่ 28 กงค.56  ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 32 แห่ง จำนวน 62 คน เรื่อง “วัฏจักรเศรษฐกิจกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย” โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 15 - 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า
 
          นักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 62.9 เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย(Contraction / Recession) ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มลดลง GDP และความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง ธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน การผลิตและการจ้างงานลดลง  มีเพียงร้อยละ 12.9  ที่เห็นว่าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว  เมื่อถามต่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำหรือไม่  ร้อยละ 61.2  เห็นว่ามีความจำเป็น (ในจำนวนนี้ร้อยละ 17.7 เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง)  ขณะที่ร้อยละ 30.6 เห็นว่าไม่มีความจำเป็น 
 
          อย่างไรก็ตาม  หากรัฐบาลมีแนวคิดที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ  51.6 เสนอให้กระตุ้นด้วยการเร่งการลงทุนภาครัฐในโครงการต่างๆ ตามที่ได้วางแผนไว้  ร้อยละ 41.9 เสนอให้กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน

          สำหรับประเด็นข่าวบริษัทสหฟาร์มขาดสภาพคล่องนั้น  นักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 59.7 ไม่ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่เป็นที่ลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม หรือลักษณะเฉพาะของบริษัทที่ใช้แรงงานเข้มข้นในการผลิตมากกว่า  ขณะที่ร้อยละ  32.3  ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้วิกฤติเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐบาลต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
  
          สุดท้ายเมื่อถามว่า “ในระยะสามเดือนข้างหน้าข่าวเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทยข่าวทางบวกกับข่าวทางลบข่าวใดจะมากกว่ากันและจะมีประเด็นข่าวอะไรบ้างที่หน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าจับตาเป็นพิเศษ”  ร้อยละ  69.4  เชื่อว่ามีข่าวทางลบมากกว่าทางบวก โดยประเด็นข่าวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น  นักเศรษฐศาสตร์ 29 จาก 37 คนที่แสดงความเห็นยังคงเป็นห่วงประเด็นข่าวเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองที่จะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของภาครัฐ  มีเพียงร้อยละ  8.1 เท่านั้นที่เชื่อว่ามีข่าวทางบวกมากกว่าทางลบ