
สลด!เณรหน้าคล้าย'สมีคำ'โดนคนเมาชก
สลด!เณรหน้าคล้าย'สมีคำ'โดนคนเมาชก ขณะบิณฑบาต-ไม่ติดใจเอาความเพราะเห็นใจมารดาของผู้ต้องหา ดีเอสไอแกะรอย2กลุ่มคนไทยที่ช่วยเหลือ'สมีคำ'หลบหนี
27ก.ค.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับรายงานว่ามีสามเณรที่วัดศรีนวล ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ถูกนายอนุสรณ์ เจ้าเงื่อน อายุ 26 ปี ทำร้ายร่างกายขณะออกบิณฑบาตตอนเช้า เนื่องจากมึนเมาเห็นสามเณรหน้าคล้ายสมีคำ หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ และเมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดดังกล่าว พบสามเณร(เอ) นามสมมติ อายุ 15 ปี ยังคงมีอาการเจ็บที่หัวไหล่และลำคอ
ทั้งนี้สามเณร(เอ) เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าตรู่เวลาประมาณ 06.00 น.ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังเดินบิณฑบาตตามลำพังจากญาติโยม เมื่อมาถึงบริเวณถนนชีท่าขอน เขตเทศบาลนครขอนแก่น ใกล้โรงแรมเป็นหนึ่ง นายอนุสรณ์ ซึ่งทราบชื่อภายหลัง ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ เข้ามาชกต่อยเข้าที่บริเวณต้นคอ และยังใช้เท้าเตะถีบเข้าที่บริเวณต้นขาจนล้มคว่ำเนื้อ บาตรตกหล่น ข้าวของกระจัดกระจายเต็มพื้น จากนั้น ก็ขับขี่จักรยานยนต์หายไป โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร แต่อย่างไรก็ตามได้ติดตามจับกุมคนร้ายได้ในเวลาต่อมา
นายอนุสรณ์ได้บอกถึงสาเหตุที่เข้าไปชกต่อยสามเณรเอเนื่องจากเห็นว่ามีหน้าตาเหมือนเณรคำที่เป็นข่าวดังครึกโครมจึงเกิดหมั่นไส้ ประกอบกับเพิ่งกลับจากการดื่มสุรา ทำให้เกิดอารมณ์ฉุน เมื่อเห็นจึงเข้าไปชกต่อยทำร้ายร่างกาย
สามเณรเอ บอกว่า เมื่อตำรวจติดตามจับกุมตัวมาได้ ก็ไม่รู้สึกโกรธ กลับรู้สึกสงสารและเห็นใจมารดาของผู้ต้องหา และได้ให้อภัยนายอนุสรณ์ที่ทำเพราะความมึนเมาจากการดื่มสุรา จึงยอมไกล่เกลี่ยและรับมอบเงินค่ารักษาพยาบาล-ค่าทำขวัญ ก่อนลงบันทึกประจำวันเพื่อยุติคดี ซึ่งถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของตนเองที่ถูกมองว่าหน้าคล้าย นายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ
ดีเอสไอแกะรอย2กลุ่มคนไทยที่ช่วยเหลือสมีคำหลบหนี
หน่วยงานรัฐยังคงเดินหน้าติดตามตัวนายวิรพล สุขผล หรือ อดีตพระเณรคำ ซึ่งถูกออกหมายจับใน 3 ข้อหาหนัก และหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ พร้อมทั้งติดตามทรัพย์สินเงินบริจาค และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอย่างไม่ลดละ ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกากำลังติดตามตัวนายวิรพล เพื่อหาที่อยู่ให้แน่ชัด ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีคนไทย 2 กลุ่ม ที่ช่วยเหลือในการหลบหนี ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่ามีความใกล้ชิดในระดับใด ส่วนการเอาผิดผู้ที่ช่วยเหลือนายวิรพลในการหลบหนีนั้น ต้องขึ้นอยู่กับสหรัฐว่าจะมีกฎหมายในการเอาผิดหรือไม่
นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์คดีความมั่นคง ดีเอสไอ เชื่อว่า คงเป็นไปไม่ได้แน่ที่นายวิรพลจะเดินทางเข้ามอบตัวต่อดีเอสไอในวันที่ 31 กรกฎาคม ตามที่ออกข่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่เดินทางกลับมาไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่เชื่อได้ว่าจะกลับมาจริง แต่ดีเอสไอก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้หากกลับมาจริง ทั้งพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา และผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความว่าถูกอดีตพระเณรคำฉ้อโกงเพื่อให้ชี้ตัวยืนยันผู้กระทำผิดตามกฎหมาย
"ในเดือนหน้านี้ (ส.ค.) ดีเอสไอจะลงพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษอีกครั้ง หลังสืบสวนพบว่ายังคงมีพยานอีกหลายคนที่ดีเอสไอต้องการข้อมูล ทั้งเรื่องการฉ้อโกงและความผิดเรื่องอื่น" นายอังศุเกติ์ระบุ
ประวัติสุขุมเคยถูกหมายจับยักยอก
ส่วนกรณี นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม และเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอดีตพระเณรคำ ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับดีเอสไอในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 นั้น หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์คดีความมั่นคง ดีเอสไอ บอกว่า เป็นสิทธิที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของดีเอสไอสามารถทำได้ และพร้อมไปให้ข้อมูลหากมีคำสั่งมา แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระบทต่อคดีนี้อย่างแน่นอน เพราะดีเอสไอทำทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมายและพยานหลักฐาน
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฉ้อโกงประชาชนของอดีตพระเณรคำ กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายสุขุมเคยมีประวัติถูก สน.ดุสิต ออกหมายจับในคดีฉ้อโกง ว่า ดีเอสไอจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว นอกจากนี้จะประสานไปยังกองบังคับการกองปราบปรามเพื่อขอสำเนาการร้องทุกข์แจ้งความของนายสุขุมมาตรวจสอบว่าเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่
ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติของนายสุขุม หลังพบว่า นายสุขุม มีชื่อเดิมว่า สราวุธ วงเวียน เคยถูกหมายจับในคดียักยอกทรัพย์ในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม เมื่อปี 2547 ซึ่งหลังจากนี้จะตรวจดูว่าหมายจับดังกล่าวหมดอายุความแล้วหรือไม่ หากพบว่ายังมีอายุความอาจจะดำเนินคดีในความผิดค้างเก่าทันที
ลูกศิษย์สมีคำแจ้งความฟ้องดีเอสไอและสื่อ
เมื่อเวลา 13.30 น. นายสุขุม พร้อมด้วยนายเริงศักดิ์ กำธร สองลูกศิษย์นายวิรพลเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ประวีณ วงศ์ปัญญา พนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสื่อหนังสือพิมพ์สองฉบับประกอบด้วย นสพ.ไทยรัฐและนสพ.มติชน ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ว่า พระครูธรรมธรคำไข โสภาจาโร ที่ปรึกษาพระเลขาเจ้าคณะจังหวัด(ธ) ภายหลังจากเดินบิณฑบาตกลับถึงวัดก็มาสวดมนต์ไหว้พระร่วมกับพระสงฆ์อีก 3 รูป รวม 4 รูป ขณะนี้พบว่ายังมีพระลูกศิษย์ของอดีตหลวงปู่เณรคำอีก 3 รูป ที่ยังไม่ยอมลงมาฉันร่วมกันที่ศาลาฉัน เพราะไม่พอใจที่พระครูธรรมธรคำไขมาประจำอยู่ที่วัดในฐานะประธานสงฆ์รูปใหม่ของที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม และยังเชื่อมั่นว่า ภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ อดีตหลวงปู่เณรคำจะเดินทางกลับมาที่วัดเพื่อมาสะสางทุกเรื่อง พร้อมพิสูจน์ความถูกต้องด้วยตนเอง
พระสำนักสงฆ์เริ่มออกบิณฑบาต
พระครูธรรมธรคำไข โสภาจาโร กล่าวว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรมก็เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัด ส่วนเรื่องพระสงฆ์ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของอดีตหลวงปู่เณรคำเริ่มไม่พอใจเป็นอันมากนั้น ไม่ขอโต้แย้งใดใด จะตั้งหน้าปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองตามที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น และการที่ถูกจัดให้มาอยู่ยังกุฏิหลังเล็กๆ ข้างศาลาฉัน ไม่ได้ขึ้นไปอยู่ร่วมกับพระสงฆ์ที่อยู่ก่อนในที่พักสงฆ์หลังใหญ่ที่ติดแอร์นั้น ไม่ว่ากระไร เพราะพระสายธรรมยุตก็จะทำตัวสมถะอยู่แล้ว ที่อยู่ไม่สำคัญ สำคัญที่การปฏิบัติตนมากกว่า ตื่นเช้าออกบิณฑบาต ฉันเสร็จก็ล้างบาตรตนเอง เก็บไว้ในกุฏิ สวดมนต์ท่องตำราตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเรื่อยมา
"ญาติโยมที่เคยอยู่วัด ณ วันนี้เริ่มขาดรายได้ก็หนีออกห่างจากวัดไป ขณะที่ยังมีญาติโยมที่ตั้งใจเข้าวัดมาทำบุญจริงๆ ก็เริ่มจะเดินทางมาวัดแทนกลุ่มเดิม เชื่อว่าวันหนึ่งวัดก็จะกลับมาเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นอาตมาจะยกวัดให้พระสงฆ์รูปใดดูแลก็ได้ แต่วันนี้อยากให้ญาติโยมเข้าวัดมาทำบุญใส่บาตร แม้เมื่อก่อนหลวงปู่เณรคำไม่เคยออกบิณฑบาตก็ตาม แต่ขณะนี้อาตมาได้พาพระสงฆ์ที่อยู่ออกบิณฑบาตทุกวันแล้ว" พระครูธรรมธรคำไข กล่าว
ยายลอนไม่เข้าคุ้มครองพยาน
คุณยายลอน มนัส เจ้าของที่ดินวัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ย้ายจากบ้านทุ่งนาเข้ามาอยู่ยังหมู่บ้านดังเดิมแล้ว ภายหลังจากทราบว่าพระครูธรรมธรคำไขเดินทางมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ และพาพระลูกวัดออกบิณฑบาตเช่นพระตามวัดทั่วๆ ไป อีกทั้งยังรู้สึกปลอดภัยจากที่เคยหนีออกไปอยู่กลางทุ่งนาเพียงลำพัง
"ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเคยชักชวนยายให้เข้าร่วมโครงการคุ้มครองพยาน แต่ยายปฏิเสธไป เพราะไม่อยากเดินทางไกลไปเป็นพยานที่กรุงเทพฯ เนื่องจากอายุมาก เดินไม่สะดวก แต่ยอมรับว่าเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง เพราะมีข่าวที่ไม่ค่อยดีเข้าหูทุกวัน" เจ้าของที่ดินวัด กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้พบว่าบริษัทก้าวหน้าเริ่มส่งคนมาขนข้าวของต่างๆ ที่พอจะมีค่านำกลับไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยจะแอบมาตอนที่ผู้สื่อข่าว หรือช่วงที่คนน้อยๆ มาเปิดประตูในอาคารกองทุนวัตถุมงคลที่ยังมีของมีค่า ทั้งหนังสือ วัตถุมงคลของอดีตหลวงปู่เณรคำ ที่บริษัทเคยสร้างขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้แก่ญาติโยมที่เดินทางมากราบไหว้พระที่วัด รวมทั้งในช่วงที่มีงานสำคัญๆ ก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่พอเกิดเรื่องราวขึ้นไม่มีใครสนใจเลย แถมนำออกไปทิ้งนอกบ้านด้วย



