
ท่อง'สวนฟักข้าว'บ้านปลักไม้ลาย
ท่อง'สวนฟักข้าว'บ้านปลักไม้ลาย ดูวิธีจัดการสไตล์'สมาร์ทฟาร์มเมอร์' : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
การปรับแนวคิดของเกษตรกรสู่นโยบาย "สมาร์ทฟาร์มเมอร์" (Smart Farmer) นั้นถือเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "ยุคล ลิ้มแหลมทอง" สั่งกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ เพราะนโยบายดังกล่าวไม่เพียงเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยสู่ความเป็นมืออาชีพและพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริงเท่านั้น แต่ยังสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เมื่อเข้าสู่นโยบาย "อาเซียนหนึ่งเดียว" หรือประชาคมอาเซียน ในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้จะพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยม "สวนฟักข้าว" ที่ดัดแปลงเป็นเกษตรผสมผสานของเกษตรกรคนเก่งแห่งบ้านปลักไม้ลาย ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม "พรชัย จานิมิตร" ที่พลิกชีวิตด้วยวิถีเกษตรจนประสบความสำเร็จ แม้จะมีความรู้แค่ป.7 แต่ก็สามารถเนรมิตพื้นที่เพียงแค่ 2 ไร่เศษกลายเป็นสวนฟักข้าวและแปลงเกษตรผสมผสานจนเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกมาแล้วหลายรุ่น ด้วยความเป็นคนหัวก้าวหน้า จึงมองว่าการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ จึงได้ตัดสินใจคัดเลือกชนิดพืชที่ตลาดต้องการ มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน มีการจัดวางระบบวิธีการปลูกที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ความเหมาะสมและสัมพันธ์กันเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวัน
พรชัยเล่าว่า เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากปลูกติดต่อกันเป็นเวลานาน ประกอบกับการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมียากำจัดศัตรูพืชอย่างหนัก ส่งผลให้ดินเกิดปัญหาเสื่อมสภาพ หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกไว้ก็มีโรคแมลงรุมเร้า ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย ขายผลผลิตไม่ได้ราคา และตลาดรองรับไม่มี สุดท้ายเงินที่ลงทุนไปก็กลายเป็นหนี้สิน
จากนั้นก็เริ่มคิดหาทางออก ด้วยการไปขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอกำแพงแสน อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนและศึกษาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนในที่สุดจึงล้มเลิกการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแล้วหันมาใช้วิธีทำเกษตรแบบผสมผสานเพื่อจะได้ไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน
เกษตรกรคนเดิมเผยต่อว่า หลังจากเลิกปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ก็หันมาปรับปรุงดินเริ่มด้วยการปลูกไผ่กิมซุงเพื่อฟื้นฟูสภาพดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จากการศึกษาข้อมูลของพืชตระกูลไผ่พบว่า เป็นพืชที่มีรากฝอยมากสามารถดูดซับสารเคมีตกค้างในดินได้ดี ขณะเดียวกันก็จะได้ประโยชน์จากไผ่ที่ปลูกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน่อ ใบ ต้น และส่วนต่างๆ ของไผ่ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทั้งหมด
"ตอนแรกก็คิดจะใช้ปอเทืองเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน แต่ปอเทืองใช้ทำปุ๋ยอย่างเดียวก็เลยมาลงที่ไผ่ เพราะไผ่ช่วยฟื้นฟูดินด้วย ใช้ประโยชน์ได้ด้วย จากนั้นเมื่อขุดไผ่ทิ้งก็มาปลูกพืชชนิดอื่นต่อ อย่างที่สวนผมพอขุดไผ่ทิ้งก็ปลูกมะกอก เผือก ฟักข้าว แล้วก็สร้างโรงเพาะเห็ด ซึ่งพืชแต่ละชนิดที่ปลูกก็ใช้พื้นที่ไม่มากเพียง 2 งานเท่านั้น โดยจะเน้นพืชที่สามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวันเพื่อจะได้มีรายได้ทุกวัน"
เขาแจงรายละเอียดพืชที่ปลูก ได้แก่มะกอก โดยจะเน้นปลูกเพื่อเก็บใบขาย ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 100 กว่าต้น บนเนื้อที่ประมาณ 2 งานเศษ ทุกวันนี้สามารถเก็บยอดมะกอกได้ทุกวัน วันละ 100 กำ มีพ่อค้ามารับถึงที่ สนนราคากำละ 5 บาท ถัดมาใกล้กับแปลงปลูกมะกอกก็จะเป็นโรงเพาะเห็ด จำนวน 4 โรงตั้งอยู่ติดกัน แบ่งเป็นโรงเพาะเห็นนางฟ้าภูฏาน 2 โรง และเห็ดโคนญี่ปุ่นอีก 2 โรง ซึ่งทั้งสองโรงขณะนี้ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวันเช่นเดียวกัน
"ถ้าเป็นนางฟ้าภูฏานจะส่งแม่ค้าอยู่ที่กิโลละ 30-35 บาท ผลผลิตแต่ละวันอยู่ที่ 20-30 กิโล ส่วนโคนญี่ปุ่นส่งอยู่ที่กิโลละ 120-130 บาท ตอนนี้วันละประมาณ 10-15 กิโล จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อที่บ้านทุกวัน" พรชัยเผยระหว่างพาเยี่ยมชมโรงเพาะเห็ด จากนั้นก็พาไปดูแปลงปลูกฟักข้าว ซึ่งปลูกไว้ฝั่งตรงข้ามโรงเห็ด บนเนื้อที่ 2 งานเศษ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างเก็บเกี่ยวผลผลิตเช่นกัน
พรชัย เผยว่า ตลาดฟักข้าวไม่มีปัญหา มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามนั้นกำลังต้องการฟักข้าวจากประเทศไทยมาก เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพดี ลูกใหญ่ เนื้อแดงเยอะกว่าฟักข้าวที่ปลูกในเวียดนาม และขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจส่งออกชาวเวียดนามมาสั่งซื้อผลผลิตฟักข้าวจากสวนจำนวน 15 ตันเพื่อจะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป เนื่องจากฟักข้าวเป็นที่นิยมของผู้บริโภคสูงอายุเป็นอย่างมาก
เจ้าของสวนฟักข้าวคนเดิมย้ำด้วยว่า การวางแผนเก็บเกี่ยวผลผลิตถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะจะต้องทำควบคู่ไปกับการตลาด ทำให้สามารถกำหนดราคาล่วงหน้าได้ อันจะส่งผลไปถึงการคำนวณในเรื่องต้นทุน ไม่ใช่ว่าเมื่อผลผลิตออกแล้วถึงจะหาตลาดมารองรับ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะลืมในจุดนี้ นอกจากนี้ผลผลิตจากสวนทั้งหมดจะปลอดสารพิษ 100% เนื่องจากพืชทุกชนิดที่ปลูกจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองตามสูตรพด.ของกรมพัฒนาที่ดิน จึงมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยไม่มีสารพิษตกค้างสู่ผู้บริโภคอย่างแน่นอน
"แม้จะมีพื้นที่แค่ 2 ไร่เศษ แต่ตอนนี้ผมมีรายได้จากการขายผลผลิตทุกวัน วันละ 4-5 พันบาท ส่วนรายจ่ายแทบจะไม่มี เพราะเรากินทุกอย่างที่ปลูกและปลูกทุกอย่างที่กินได้ แต่สิ่งสำคัญเรามักจะลืมคือการวางแผนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับตลาด ไม่ใช่ยึดติดแต่พืชตัวเดิมๆ วิถีเดิมๆ ทำไปโดยไม่รู้ว่าตลาดอยู่ตรงไหน ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักติดกับดักอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คิดว่าการเกษตรเป็นอาชีพที่น่าสนใจสามารถทำให้รวยได้ ไม่ใช่ทำไปมีแต่หนี้แต่สิน" เกษตรกรคนเก่งกล่าวทิ้งท้าย
นับเป็นความสำเร็จของเกษตรกรหัวก้าวหน้า ภายใต้กรอบการทำงานตามหลักการของ "สมาร์ทฟาร์มเมอร์" ถือเป็นแบบอย่างให้แก่เกษตรกรที่สนใจในละแวกใกล้เคียงและต่างถิ่นนำเอาหลักการและวิธีการทำงานไปประยุกต์ใช้ในอาชีพได้เป็นอย่างดี สนใจศึกษาดูงานและเยี่ยมชมสวนฟักข้าว โทร.08-1005-8678 คุณพรชัยยินดีต้อนรับตลอดเวลา
..................................................
(ท่อง'สวนฟักข้าว'บ้านปลักไม้ลาย ดูวิธีจัดการสไตล์'สมาร์ทฟาร์มเมอร์' : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



