ข่าว

เลือกตั้งกัมพูชากับโอกาสของฝ่ายค้าน

เลือกตั้งกัมพูชากับโอกาสของฝ่ายค้าน

28 ก.ค. 2556

เลือกตั้งกัมพูชากับโอกาสของฝ่ายค้าน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์

                   07.00-15.00 น.วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม ชาวกัมพูชาผู้มีสิทธิ์และลงทะเบียนเลือกตั้งราว 9.7 ล้านคน จะออกไปหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 123 ที่นั่งจากผู้สมัคร 8 พรรคการเมือง แต่หลักๆ แล้ว เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กับพรรคกอบกู้แห่งชาติ (ซีเอ็นอาร์พี) ที่เกิดจากการรวมตัวของพรรคสม รังสี (เอสอาร์พี) และพรรคสิทธิมนุษยชน (เอชอาร์พี) ที่เป็นพรรคเกิดใหม่จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในปี 2551

                  แม้ไม่มีการทำโพลล์หยั่งความนิยม แต่ค่อนข้างแน่นอนว่าพรรคซีพีพีภายใต้นายกรัฐมนตรีฮุน เซน จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย เหลือแต่การรอดูว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างซีเอ็นอาร์พี ที่ได้สม รังสี ประธานพรรค กลับบ้านจากการลี้ภัยนาน 4 ปีมาสร้างความคึกคักก่อนหน้าหย่อนบัตร 9 วัน จะได้ที่นั่งเพิ่มจาก 29 ที่นั่งได้หรือไม่

                  ในการเสวนา "จับตาการเลือกตั้งกัมพูชา 2013" โดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการมีความเห็นไปทางเดียวกันว่านายกรัฐมนตรีฮุน เซนจะกุมอำนาจต่อไป หากเข้าใจระบบการเมืองแบบกัมพูชา กลไกรัฐ และการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.หรือ เอ็นอีซี)

                  นายธีระ นุชเปี่ยม ที่ปรึกษาศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพการเมืองกัมพูชาในปัจจุบันว่าเป็นระบบอุปถัมภ์พวกพ้อง การยึดติดตัวบุคคลและการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์ของฮุน เซนนั้นกว้างขวาง ควบคุมกลไกแทบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกองทัพ ตำรวจและศาล รวมถึงกกต.ที่หวังความเป็นอิสระได้ยาก

                  การหาเสียงเลือกตั้ง ไม่เน้นนโยบาย ยกเว้นประเด็นเอกราชและบูรณภาพดินแดนที่ยังเป็นเรื่องใหญ่และละเอียดอ่อน เพราะมีประวัติศาสตร์ขมขื่นสูญเสียดินแดน โดยเฉพาะการสูญเสียดินแดนทางใต้ให้เวียดนาม เมื่อมองถึงการยึดตัวบุคคลอย่างนายกฯ ฮุน เซน ชาวบ้านในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมองว่า ฮุน เซนเป็นคนของประชาชน อยู่กับรากหญ้า ขณะที่สม รังสี การศึกษาดี แต่มีพาสปอร์ตสองใบ สองสัญชาติ โตเมืองนอก และแทบไม่เคยอยู่ในกัมพูชา

                  นายธีระ กล่าวว่า นับจากการเลือกตั้งหลังสุดปี 2551 ที่ตอกย้ำชัยชนะถล่มทลายของพรรคซีพีพี การเมืองกัมพูชาในปัจจุบันเรียกได้ว่าใกล้จะเป็นรัฐภายใต้พรรคการเมืองเดียว (one state party) คล้ายสิงคโปร์ ในแง่ที่ว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ค่อยมีความหมาย หากแต่ระบบของสิงคโปร์ยังถือระบบคุณธรรมนิยม (Meritocracy) ที่คุณธรรมและความซื่อสัตย์ของนักการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ    

                  นอกจากนี้ ก่อนเลือกตั้ง 2551 กัมพูชาได้แก้รัฐธรรมนูญให้การจัดตั้งรัฐบาลใช้เพียงเสียงข้างมาก จากเดิมกำหนดว่าจะต้องใช้เสียงสองในสาม หากพรรคซีพีพีได้เสียงลดลงไปบ้างจากเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตก ไม่จำเป็นจะต้องจับมือกับพรรคใด ที่สำคัญการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่เรียกว่าคอมมูน ในปี 2555 ซีพีพีกวาด 1,592 จาก 1,633 ที่นั่ง จึงถือว่าพรรคซีพีพีครองอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดแล้ว

                  น.ส.วัชรินทร์ ยงศิริ ที่ปรึกษาศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกกต.กัมพูชาว่า เป็นเพียงกลไกหนึ่งของพรรคซีพีพี ก่อนหน้านี้ สององค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการเป็นกลางและยุติธรรมสำหรับการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมในกัมพูชา (นิกฟิก) และสถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นดีไอ) องค์กรพัฒนาเอกชน มีสำนักงานในสหรัฐ ได้สุ่มตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งจาก 9.7 ล้านคน ทั้งสององค์กรพบว่า ประมาณ 10% ของบัญชีรายชื่อ ไม่ตรงกับบุคคลตัวจริง และมีถึง 11% ของประชาชนที่ลงทะเบียนแสดงสิทธิเรียบร้อยแล้ว แต่กลับไม่ปรากฏรายชื่อ นอกจากนี้ ยังมีข้อผิดพลาดต่างๆ ที่รวมแล้วคิดเป็นสัดส่วนถึง 36%

                  ทั้งสององค์กรอิสระ คือนิกฟิก และเอ็นดีไอ จึงวิเคราะห์ว่า ความยุติธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะเกิดขึ้นน้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2551 ที่เปอร์เซ็นต์ผิดพลาดน้อยกว่า ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การอนุญาตให้ใช้หลักฐานประจำตัวได้หลายแบบในการลงทะเบียน นอกจากบัตรประชาชนยังอนุญาตให้ใช้หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ กระทั่งบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งตั้งแต่ครั้งก่อน จึงเป็นช่องโหว่ให้เกิดการสวมสิทธิของผู้มีสิทธิตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่เป็นฐานเสียงของฝ่ายค้าน พบความผิดพลาดในเปอร์เซ็นต์สูง    

                  น.ส.วัชรินทร์ ยังกล่าวว่า จากการสำรวจความนิยมของสม รังสี กับฮุน เซน พบว่า ประชาชนในชนบทให้ความนิยมในตัวฮุน เซน และพรรคซีพีพี มากกว่าสม รังสี  ที่ชาวบ้านมองว่าเป็นชนชั้นสูง จบการศึกษาเมืองนอก แต่ห่างไกลชาวบ้านและพูดจากลับกลอกขณะที่นายกฯ ฮุน เซน ถูกมองว่าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา คลุกคลีประชาชนมากกว่า ในอดีตเคยเข้าร่วมกับประชาชนสู้รบกับเขมรแดง และเวลาไปพบปะประชาชน  ยังแต่งกายเหมือนชาวบ้าน ผ้าขาวม้าคล้องคอ จับเข่าคุยกับประชาชน จึงเห็นว่า เป็นคนของประชาชน หรือ Man of the People  

                  ขณะที่ประชาชนในเมืองนิยมสม รังสี มากกว่า เพราะเป็นคนที่นำปัญหาคอร์รัปชั่น ระบบอุปถัมภ์มาตีแผ่ ตลอดจนหยิบยกความไม่เป็นธรรมเรื่องที่ดิน การเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน

                   นางสมศรี หาญอนันทสุข กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในกัมพูชาในปี 2551 ร่วมกับเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี มองว่า การเลือกตั้งทั่วไปในวันนี้ พรรคซีพีพีชนะแล้ว จากการเลือกตั้งคอมมูนเมื่อปีก่อน พรรคใดชนะก็เท่ากับจะชนะการเลือกตั้งใหญ่ด้วย และต้องเข้าใจการเมืองอุปถัมภ์หรือสร้างเครือข่ายแบบเขมรที่มีการวางตัวกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวคะแนนของพรรคใหญ่ทั่วประเทศไว้หมดแล้ว" การสร้างเครือข่ายมีความสำคัญต่อการเลือกตั้งและไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง"  พรรคฝ่ายค้านในชนบทห่างไกล จะอยู่ยากมากเพราะมักถูกข่มขู่ หรือการแซงชั่นทางสังคม

                  นางสมศรี กล่าวว่า ความเป็นกลางของเอ็นอีซี  มีปัญหามาก จากองค์ประกอบ 9 คน โควตามาจากพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งในสภา นั่นหมายถึงการครอบงำของซีพีพีด้วย การใส่เกียร์ว่างของเอ็นอีซีเวลาได้รับเรื่องร้องเรียน จึงไม่น่าแปลกใจ

                  ส่วนกรณีของ สม รังสี ก็มองไปในทางเดียวกับนักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่  เป็นเพราะแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศผู้บริจาค แม้รัฐบาลตะวันตกไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆ ก็กังวลว่าสถานการณ์การเมืองกัมพูชาไม่คืบหน้าเลย

                  นอกจากนี้ อดีตผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งกัมพูชา ยังเห็นว่าการกลับกัมพูชาโดยที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งของนายสม รังสี ใช่ว่าจะไร้ความหมาย ให้จับตาดูหลังเลือกตั้งหลังมีผลคะแนนออกมา หากมีข้อสงสัยหรือข้อครหา แต่เอ็นอีซีไม่จัดการข้อร้องเรียนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพนมเปญคงมีการประท้วงอย่างแน่นอน และคนที่เป็นผู้นำประท้วง ก็น่าจะเป็นสม รังสี

 

เขตเลือกตั้งที่น่าจับตา



เสียมราฐ 6 ที่นั่ง

                  เป็นฐานที่มั่นของพรรคซีพีพีมายาวนาน โดยในการเลือกตั้งปี 2546  ซีพีพีได้ 4 จาก 6 ที่นั่ง ต่อมา เพิ่มเป็น 5 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดปี 2551 แต่หากดูจากจำนวนฝูงชนที่เข้าร่วมการชุมนุมหาเสียงของพรรคฝ่ายค้าน ก็อาจเป็นสัญญาณว่าศึกเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเข้มข้นกว่าเดิม

                  เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้สนับสนุนออกมาต้อนรับนายสม รังสี ประธานพรรคซีเอ็นอาร์พี ราวแสนคน ทัดเทียมกับจำนวนที่ออกมาต้อนรับผู้นำฝ่ายค้านกลับถึงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม นายสม รังสีจับกระแสความไม่พอใจของคนในท้องถิ่นเสียมราฐมาเรียกคะแนนว่า ธุรกิจของคนเวียดนาม ครอบงำจังหวัดการท่องเที่ยวเฟืองฟูแห่งนี้มากเกินไปแล้ว



กำปงสปือ 6 ที่นั่ง

                  แม้เป็นจังหวัดค่อนข้างเล็กและอยู่ใต้การครอบงำพรรคซีพีพีอีกเช่นกันจากผลเลือกตั้งครั้งก่อน แต่นักสังเกตการณ์ชี้ว่า กำปงสปือ คือสมรภูมิหนึ่งที่สองพรรคหลักแข่งขันกันอย่างดุเดือด  พรรคเอสอาร์พี กับเอชอาร์พี ก่อนรวมตัวเป็นซีเอ็นอาร์พี ได้คะแนนเสียงรวมกัน 34% ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือคอมมูนครั้งหลังสุดที่จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พ่ายซีพีพี ที่ได้ 56% กระนั้น คะแนนที่ได้มา ก็เพิ่มขึ้นจาก 28% จากที่ทั้งสองพรรคเคยได้รวมกันในศึกเลือกตั้งระดับชาติปี 255

                  คู่ปรับเก่าที่จะกลับมาทำศึกเลือกตั้งอีกครั้งในกำปงสปือ ได้แก่ นายเพ็ญ โสวัน นายกรัฐมนตรีคนแรกของกัมพูชาหลังยุคเขมรแดง และคู่ปรับของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ลงสมัครในนามพรรคซีเอ็นอาร์พี และ ฮุน มณี ลูกชายคนเล็กของนายกฯ ฮุน เซน ก็ลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรกที่นี่ด้วย ความสำเร็จจากการเลือกตั้งของทายาทฮุน เซน จะเป็นก้าวแรกของการผลัดใบผู้นำรุ่นใหม่ของพรรคซีพีพี



พนมเปญ 12 ที่นั่ง

                  เมืองหลวงกัมพูชา มีที่นั่งให้ชิงชัย 12 ที่นั่ง และเป็นสมรภูมิเดือดสำหรับเลือกตั้งเสมอ  

                  การเลือกตั้งปี 2546 เอสอาร์พี ได้ที่นั่งครึ่งหนึ่ง ส่วนพรรคซีพีพีกับฟุนซินเปก ได้ 4 และ 2 ที่นั่งตามลำดับ แต่ในการเลือกตั้งปี 2551 พรรคฟุนซินเปคสูญพันธุ์ และเป็นพรรคซีพีพีที่ได้เพิ่มเป็น 7 ที่นั่ง ขณะพรรคสมรังสีได้ 5 ที่นั่ง

                  ส่วนศึกเลือกตั้งครั้งนี้ก็คาดว่าจะระอุเช่นเดิม และนักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่ยังมองว่าซีเอ็นอาร์พีได้เปรียบอยู่เล็กน้อย



กำปงจาม 18 ที่นั่ง

                   จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของกัมพูชา มีที่นั่งมากถึง 18 ที่นั่ง

                   การเลือกตั้งระดับคอมมูนเมื่อปีที่แล้ว กำปงจามเป็นเขตเลือกตั้งที่แข่งขันดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่ง พรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลได้คะแนนเสียงสนับสนุนรวม 40% จากที่นั่งทั้งหมด และแม้พรรคซีพีพี ชนะกวาด 11 ที่นั่งจากการเลือกตั้งปี 2551 แต่เลือกตั้งคราวนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า พรรคฝ่ายค้านน่าจะเจาะได้มากกว่าเดิม  

                  ความน่าสนใจในสนามเลือกตั้งนี้ ยังเป็นเพราะผู้สมัครเฮฟวีเวทหลายคนลงสมัครที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นนายเข็ม สกคา รองประธานพรรคซีเอ็นอาร์พี  นายเฮม สัมริน ประธานกิตติมศักดิ์พรรคซีพีพีและประธานสมัชชาแห่งชาติ นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ตลอดจนสมเด็จพระอนุช นโรดม อรุณรัศมี (พระราชธิดาองค์สุดท้องกษัตริย์สีหนุ และพระขนิษฐาของกษัตริย์สีหมุณี องค์ปัจจุบัน)ประธานพรรคฟุนซินเปก ที่ตั้งความหวังเล็กๆ ว่าจะฟื้นบารมีของพรรคแนวราชนิยมที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อนได้บ้าง



เปรยแวง 11 ที่นั่ง

                  แม้ว่าพรรคซีพีพี กวาดได้ถึง 7 ที่นั่งจาก 11 ที่นั่งในจังหวัดเปรยแวง ในปี 2551 จากความตกต่ำของพรรคฟุนซินเปก แต่ในการเลือกตั้งคอมมูนปีที่แล้ว เปรยแวงเป็นจังหวัดที่แข่งดุเดือดที่สุด พรรคเอชอาร์พีและเอสอาร์พี ได้คะแนนรวมกัน 210,209 เสียง ขณะที่พรรคซีพีพีได้ 258,716 เสียง เมื่อสองพรรคฝ่ายค้านรวมตัวเป็นซีเอ็นอาร์พี  เปรยแวงก็น่าจะเป็นสนามประลองกำลังที่น่าลุ้น นอกจากนี้ เปรยแวงยังเป็นจังหวัดชายแดนติดกับเวียดนาม การมุ่งโจมตีต่อต้านเวียดนามของซีเอ็นอาร์พี อาจจะโดนใจชาวเปรยแวงผู้มีสิทธิออกเสียงไม่มากก็น้อย



กันดาล 11 ที่นั่ง

                  หนึ่งใน 11 ที่นั่งของจังหวัดกันดาล คือที่นั่งในสภาของนายกรัฐมนตรีฮุน  เซน และนักสังเกตการณ์จัดให้เป็นจังหวัดที่จะต้องจับตามองมากที่สุดในศึกเลือกตั้งครั้งนี้

                  ในปี 2551 พรรคเอสอาร์พีครองอยู่ 3 ที่นั่ง ส่วนเอชอาร์พีได้ 1 ที่นั่ง ในห้วงเวลาที่ผู้สมัครสายนิยมเจ้าของพรรคฟุนซินเปกหมดบารมีอย่างสิ้นเชิง สูญเสีย 3 ที่นั่งทั้งหมดในจังหวัดนี้  ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านตั้งความหวังว่าจะช่วงชิง 7 ที่นั่งของพรรคซีพีพีได้บ้าง กระนั้น เมื่อมีศักดิ์ศรีของฮุน เซน เป็นเดิมพัน  เชื่อว่าพรรคซีพีพีจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาฐานเสียงส่วนใหญ่ไว้ให้ได้

..........................................................................

(เลือกตั้งกัมพูชากับโอกาสของฝ่ายค้าน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)