ข่าว

บี้รัฐถอดสลักปัญหาท่องเที่ยวปั๊มศก.

บี้รัฐถอดสลักปัญหาท่องเที่ยวปั๊มศก.

29 ก.ค. 2556

บี้รัฐถอดสลักปัญหาท่องเที่ยว หนุนเป็นแม่แรงหลักปั๊มเศรษฐกิจ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                             การส่งออกย่ำแย่-กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ทำให้สำนักวิจัยต่างๆ พากันปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เหลือประมาณ 4% เนื่องจากเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน 2 ตัวมีสัญญาณชัดว่ากำลังขัดข้อง และแม้ภาครัฐจะพยายามเร่งผลักดันการลงทุนให้มีเม็ดเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงในครึ่งปีหลัง แต่ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น การท่องเที่ยวที่ยังดูสดใสจึงรับบทเป็นแม่แรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

                             ทั้งนี้ ตัวเลขการท่องเที่ยวเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 12.7 ล้านคน คิดเป็นอัตราเติบโต 20% จากทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศประมาณ 25.5 ล้านคน นำรายได้เข้าประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่เป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวไทยจะอยู่ที่ 115 ล้านคนครั้ง ทำรายได้กว่า 6 แสนล้านบาท

                             อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังพบปัญหาและอุปสรรคต่อการเติบโตในอนาคต ทั้งประเด็นเรื่องความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา และปรับปรุง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

 

จี้รัฐเร่งแก้ปัญหา-พัฒนายั่งยืน

 

                             นางพรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ในภาพรวมขณะนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากก็จริง แต่ปัญหาก็ยังมีมาก ปัญหาหลักคือเรื่องความปลอดภัย และปัญหาอาชญากรรม โดยเฉพาะที่ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวต่างชาติร้องเรียนกันมาก ส่งผลต่อการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาเร่งแก้ไขโดยด่วน

                             “อยากให้รัฐบาลเข้ามาเร่งแก้ปัญหานี้ เพราะขณะนี้กำลังเข้าใกล้ช่วงฤดูท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายน หากไม่รีบดำเนินการก็อาจจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้เวลาเข้ามาพักในประเทศไทยจะกินเวลานานถึง 17 วัน และใช้จ่ายวันละประมาณ 4.5-5 พันบาทต่อวัน หากคนกลุ่มนี้หายไป รายได้ที่จะเข้าประเทศก็จะหายไปด้วย” นางพรทิพย์กล่าวและว่า การจะรักษาตลาดยุโรปไว้นั้น ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวก จึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกำหนดค่าโดยสารที่เป็นธรรมสำหรับแท็กซี่ใน จ.ภูเก็ต เช่นเดียวกับที่เมืองพัทยาได้ทำมาแล้ว

                             นอกจากนี้ ในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว ภาครัฐควรแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ทั้งการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม การปลูกจิตสำนึกคนในท้องถิ่น การอนุรักษ์ท้องถิ่นและธรรมชาติ การปรับปรุงพื้นที่สนามบินให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และรองรับให้มากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากปัจจุบัน แม้ยังไม่เข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวดี พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิก็หนาแน่นมาก รวมไปถึงการต้องพัฒนาศักยภาพแรงงานและบุคลากรด้านการท่องเที่ยว

                             “หากรัฐบาลต้องการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงในทุกๆ ด้าน ทั้งเพิ่มศักยภาพด้านแรงงาน และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ซึ่งหากไม่ทำอะไร หรือปล่อยปละละเลย นักท่องเที่ยวก็จะไม่เข้ามา แต่หากเราพัฒนาก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น และรายได้ที่จะเข้าประเทศก็มีมากขึ้นด้วย” นางพรทิพย์กล่าว

                             นางพรทิพย์กล่าวถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศว่า การกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งทางภาคเอกชนเองเสนอให้รัฐบาลนำมาตรการลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดากลับมาใช้อีกครั้ง โดยนำรายจ่ายจากการท่องเที่ยว ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศอีกด้วย

                             รวมไปถึงภาคราชการเองที่จะต้องเร่งการใช้จ่ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2556 ในสิ้นเดือนกันยายน 2556 นี้ อยากเห็นให้มีการจัดประชุม สัมมนาในประเทศ โดยจัดประชุมข้ามภูมิภาคกันมากขึ้น เช่น หากอยู่ภาคเหนือ ก็ให้ไปจัดการสัมมนาทางภาคอีสาน หรือภาคใต้บ้าง สลับกันไป หรือจากที่เดินทางไปดูงานในต่างประเทศกัน ก็ให้แบ่งส่วนมาดูงานในประเทศกันบ้าง เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น

 

 

แนะนั่งนายกฯหัวโต๊ะปั๊มท่องเที่ยว

 

                             เช่นเดียวกับ นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า ที่กล่าวถึงปัญหาเร่งด่วนที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาจัดการคือเรื่องความปลอดภัย โดยเขากล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐจะต้องเข้ามาดูแลจัดการให้ดี นอกจากนี้คือ การพัฒนาและรักษาแหล่งท่องเที่ยว และควรนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่สด ใหม่ มานำเสนอเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ด้านการคมนาคม ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรมีการบริหารจัดการที่ดี อย่างเช่น ที่ภูเก็ต แม้อยู่ระหว่างการปรับปรุงสนามบิน แต่ก็ล่าช้า จึงอยากเห็นการปรับปรุงที่สนามบินกระบี่ให้มีศักยภาพรองรับการบินระหว่างประเทศให้มากขึ้นได้

                             “หากสามารถพัฒนาสนามบินที่กระบี่ได้ ก็จะทำให้เกิดความคล่องตัว เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการที่รัฐจะลงทุนนั้นควรต้องมีวิสัยทัศน์ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ให้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่เฉพาะแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนดอนเมืองเองก็ควรมีการบริหารจัดการ และรองรับเที่ยวบินนานาประเทศไทย ไม่เฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำเท่านั้น” นายศิษฎิวัชร กล่าว

                             ขณะเดียวกัน การพัฒนาทรัพยากรบุคคลในวงการธุรกิจการท่องเที่ยว ภาครัฐควรวางนโยบายและกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะพัฒนาอย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพคนขับรถ ควรพัฒนาศักยภาพคนขับรถที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน รวมทั้งมัคคุเทศก์ ที่ปัจจุบันพบว่าขาดบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากตลาดต่างๆ ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังขาดในส่วนนี้อยู่มาก ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการน่าจะเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ด้วยว่า ตลาดใหม่ๆ ตลาดไหนบ้างที่จะให้ความสำคัญ ก็จะต้องกำหนดและวางรากฐานให้ชัดเจน

                             นายศิษฎิวัชรกล่าวว่า ทิศทางการท่องเที่ยวของไทยในปี 2556 นี้ ยังคงมีการเติบโตที่ดีพอสมควร ซึ่งเราได้รับอานิสงส์จากหลายๆ เรื่อง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในไทยจำนวนมากขึ้น โดยครึ่งปีแรกเติบโตไปแล้วถึง 20% แต่ทั้งปี ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเติบโตได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 17% เพราะยังมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยธรรมชาติ จึงมองว่า หากทั้งปีการท่องเที่ยวเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 13% ถือว่ายังเติบโตดี

                             “การท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ต่างๆ เสมอ ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ รวมไปถึงภัยธรรมชาติ ซึ่งเราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ หรือแม้แต่การเมืองภายในประเทศที่ปัจจุบันยังดูสถานการณ์ปกติ แต่ก็ถือว่ายังไม่แน่นอน” นายศิษฎิวัชรกล่าว

                             นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลมองว่าการท่องเที่ยวมีความสำคัญกับประเทศ และต้องการให้การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ ทุกหน่วยงานก็ต้องมาช่วยกัน เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นเกี่ยวกับกับหน่วยงานต่างๆ จำนวนมาก ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ดังนั้น การจะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ และเป็นแบบบูรณาการ ทางนายกรัฐมนตรี ควรมานั่งเป็นประธาน เพื่อสั่งการในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

 

 

--------------------------

(บี้รัฐถอดสลักปัญหาท่องเที่ยว หนุนเป็นแม่แรงหลักปั๊มเศรษฐกิจ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)