
ถก'นิรโทษ'ใน'สภากห.'ผิดกม.
'กลาโหม' ยัน 'พรบ.นิรโทษ' ไม่ใช่เรื่องทางทหาร ชี้ผิดกม. ถ้านำเข้าหารือ เผยทหารพร้อมปรับแผน รปภ.ใต้รัดกุม
26 ก.ค. 56 พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะรมว.กลาโหม ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมสภากลาโหมเป็นครั้งแรกว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการหยิบยกประเด็น พรบ.นิรโทษกรรม เข้าหารือ ยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกิจการทางด้านทหาร เพราะการประชุมสภากลาโหมเป็นกฎหมายที่รองรับมาจาก พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ซึ่งมีกฎหมายที่ชัดเจน แต่ใน พรบ.กลาโหม มีการเขียนเปิดไว้ 1 ข้อ สำหรับ รมว.กลาโหม ที่นำเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อทางทหารเข้ามา หากไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางทหาร เราจะไม่นำเข้ามา เพราะถือว่าผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ก่อนการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวถึงความรู้สึกในการเข้ามาทำหน้าที่ว่ามีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง พร้อมทั้งจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และจะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่อประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งจะดูแลช่วยเหลือขวัญกำลังใจของกำลังพล และดูแลงานภาพรวมของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกระทรวงต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ซึ่งบรรยากาศในการประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น
เผยทหารพร้อมปรับแผน รปภ.ใต้รัดกุม
พ.อ.ธนาธิป แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมครั้งแรกว่า ในที่ประชุมยังได้มีการสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังคงดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในช่วงรอมฎอน และมีการปรับแผนให้รัดกุมตลอดเวลา แต่หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ภาคใต้ที่ผ่านมาถือว่า สถิติก่อเหตุน้อยลง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้กำชับให้ กอ.รมน.ติดตามงานพัฒนา รวมถึงโครงการต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ส่วนงานด้านยุทธการทางกองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการได้ดีอยู่แล้วและยืนยันว่า เกิดจากข้อผิดพลาดของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้กดระเบิดจนทำให้ครูเสียชีวิต กระทรวงกลาโหมขอแสดงความเสียใจ เจ้าหน้าที่ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ทำเรื่องนี้อย่างแน่นอน เราพยายามสร้างให้ประชาคมโลกเห็นถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยยึดหลักสันติวิธี การพูดคุยตามหลักกฎหมาย ยึดหลักด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามทำทุกอย่าง เพราะขณะนี้ไม่มีฐานมวลชน ประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นได้รับผลกระทบต่อครอบครัวเขาโดยตรง
วันเดียวกัน ที่หอประชุมกองทัพเรือ ราชนาวิกสภา ได้จัดแสดงปาฐกถาหัวข้อ “การเจรจาสันติภาพทางออกวิกฤติชายแดนใต้” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคมเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพต่อปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมมาภิบาลสถาบันพระปกเกล้า พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) น.อ.สมเกียรติ ผลประยูร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ ร่วมบรรยายพิเศษ
โดย พล.อ.เอกชัย กล่าวถึงการพูดคุยสันติภาพ ว่า ทั่วโลกมีการใช้แนวทางการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งกว่า 100 ประเทศ แต่ประสบความสำเร็จและจบลงด้วยดีเพียง 41 ประเทศ อาทิ ไอแลนด์เหนือใช้เวลาถึง 26 ปี อาเจะห์ อินโดนีเซียใช้เวลา 7 ปี สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ เพราะนักการเมืองมีทักษะ มีความเชี่ยวชาญในการพูดคุยระหว่างประเทศ แต่ประเทศไทยไม่มีทักษะในจุดนี้ และการดำเนินการต้องมีความต่อเนื่องในทุกรัฐบาล ดังนั้นหากในอนาคตจะมีการเปลี่ยนผู้นำประเทศ เปลี่ยนผู้ที่ดำเนินการพูดคุย เช่น เลขาธิการ สมช. กระบวนการก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ สิ่งสำคัญคือรัฐต้องพยายามเปิดพื้นที่การพูดคุยกับคนทุกกลุ่ม เพราะไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว อย่างไรก็ตาม ตนสงสัยในท่าทีของมาเลเซียที่พยายามบีบไทยและบีอาร์เอ็นเพื่อให้ทำตามในสิ่งที่ต้องการ
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นรู้ทั้งหมดในสิ่งที่เราทำ ทั้งทางลับและเปิดเผย ดังนั้นไทยต้องพูดความจริง ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ทางการไทยไปพูดคุยด้วยนั้นจะถูกตัวหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่คนที่ผมคุยและเลขาธิการ สมช.คุยนั้น เป็นคนเดียวกัน ซึ่งผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรู้หน้าตาหรือบันทึกหน้าตาพวกเขา เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อคนที่เราไปพูดคุยด้วย สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้น และต้องมีหน่วยค้นหาความจริง เช่น กรณีที่เกิดการสังหาร 6 ศพล่าสุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากไม่ใช่ฝีมือบีอาร์เอ็นแล้วเป็นฝีมือใคร เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่าไม่ใช่ผู้กระทำ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องมาร่วมหาความจริงด้วยกัน” พล.อ.เอกชัย กล่าว
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพกับบีอาร์เอ็นในขณะนี้ถือว่า อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างก่อนการพูดคุยกับการพูดคุย ขอยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ผู้ไกล่เกลี่ย แม้จะเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย แต่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในเรื่องที่พักและสถานที่ประชุม ส่วนการที่บีอาร์เอ็นมีการเรียกร้องและตอบโต้ผ่านทางมาเลเซียนั้น เพราะมีการตกลงร่วมกันว่า หากจะมีการสื่อสารใด ๆ ของสองฝ่ายจะให้ผ่านมาเลเซีย แต่มาเลเซียจะไม่แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะใด ๆ สิ่งที่ยากที่สุดในการพูดคุยกับบีอาร์เอ็นขณะนี้ คือ การทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ซึ่งคนนอกพื้นที่หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ตนเห็นว่าการที่บีอาร์เอ็นออกมาแถลงการณ์เรียกร้องผ่านยูทูบนั้น ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ไทยได้รู้ถึงข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของบีอาร์เอ็นเร็วขึ้นว่า ต้องการสิ่งใดบ้าง ขอยืนยันว่าการพูดคุยสันติภาพขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามทฤษฎีและขั้นตอน ทั้งทางลับและเปิดเผย และการพูดคุยครั้งนี้เปิดเผยได้เพราะรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอนนี้ลดลงอย่างชัดเจน มีประมาณ 20 เหตุการณ์ ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นฝีมือของขบวนการบีอาร์เอ็น 5-6 เหตุการณ์เท่านั้น โดยเฉพาะเหตุครูเสียชีวิตล่าสุด 2 รายที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยบีอาร์เอ็นยอมรับว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น แต่ไม่ได้มีเจตนามุ่งทำร้ายครู
น.อ.สมเกียรติ กล่าวว่า ในฐานะผู้ปฏิบัติ เห็นว่าสิ่งสำคัญในการพูดคุยสันติภาพคือบีอาร์เอ็น ต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องการจะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 แต่ปรากฏว่าในส่วนของระดับล่าง กลับมีการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งตนมองว่า การพูดคุยสันติภาพมีมุมที่ดีหลายมุม และประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงในพื้นที่ แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือเงื่อนไข 2 ข้อสำคัญที่ทำให้มีการออกมาต่อสู้ คือ การสูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองของคนในพื้นที่ และการไม่ได้รับความเป็นธรรมของคนในพื้นที่ ในฐานะผู้ปฏิบัติ ตนยืนยันว่าคนเกือบทั้งหมดในพื้นที่อยากอยู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากอยู่ในราชอาณาจักรไทย ไม่มีใครอยากอยู่ประเทศอื่น เชื่อว่าเรากำลังต่อสู้กับคนไม่มาก เพราะในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีประชาชน 2.2 ล้านคน มีพี่น้องไทยมุสลิม 1.8 ล้านคน อีกประมาณ 4 แสนคนเป็นไทยพุทธ แต่ที่จับอาวุธมาต่อสู้มีเพียง 2,900 คน



