
'สงครามข่าว'ป่วนรอมฎอน!โยนผิดจนท.
'สงครามข่าว'ป่วนรอมฎอน!โยนผิดจนท.ทำลายสันติภาพ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
การขึ้นป้ายผ้าข้อความป้ายสีตำรวจว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิง นางนายีฮะ ยีร๊ะ อายุ 38 ปี พนักงานราชการครูผู้สอนศาสนาอิสลาม และ นางนูรยาฮัน อาแว อายุ 35 ปี ครูผู้ช่วย เสียชีวิต 2 ศพที่หน้าโรงพยาบาลจะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เป็นตัวอย่างอีกครั้งของการทำ "สงครามข่าวสาร" ของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการดิสเครดิตฝ่ายรัฐ และสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นในพื้นที่
เป็นยุทธวิธีที่อีกฝ่ายงัดมาใช้ทุกครั้งหลังเกิดเหตุรุนแรง และเป็นฝ่ายรัฐที่คล้ายจะไล่ "ตามหลัง" ในการต้องออกแรงชี้แจงข้อเท็จจริงการจุดชนวนของฝ่ายตรงข้ามทุกครั้ง !!
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ. 4 สน.) กล่าวถึงการก่อเหตุของกลุ่มก่อความไม่สงบ แล้วโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ว่า เป็นเรื่องปกติของกลุ่มก่อความไม่สงบที่มักจะกระทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งเกิดเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอน
"แต่ช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้อาจมีความพิเศษ เพราะมีการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และมีการแถลงลดเหตุการณ์ความรุนแรง แต่เมื่อมีเหตุรุนแรงขึ้นก็โยนความผิดว่า เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มก่อน เช่น การวิสามัญฯ นายมะสุเพียน มามะ แกนนำใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ซึ่งมีการระบุว่า เจ้าหน้าที่ลงมือก่อน แต่ไม่พูดถึงเหตุลอบวางระเบิดของนายมะสุเพียนเลย"
พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวถึงมาตรการเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ว่า กอ.รมน.ภาค 4 ได้ชี้แจงในทุกช่องทาง คือ 1.การแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน 2.การให้ข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย และ 3.การให้หน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) หรือกองร้อยในพื้นที่ เข้าไปชี้แจงกับประชาชนโดยตรง รวมทั้งการชี้แจงผ่านผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ฝ่ายตรงข้ามก็มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนเพื่อตอบโต้ตามช่องทางต่างๆ เช่น 1.การเผยแพร่แบบปากต่อปากกับประชาชนตามมัสยิด หรือร้านน้ำชา 2.การส่งต่อในโซเชียลมีเดีย 3.ช่องทางการแสดงออกอื่นๆ เช่น การขึ้นป้ายผ้า หรือพ่นสเปรย์ลงบนถนน เป็นต้น
"ปกติถ้าสื่อมวลชนพร้อมใจกันนำเสนอข่าวสารก็จะถึงชาวบ้าน เพราะคนในพื้นที่ก็ติดตามข่าวอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่นั้น การทำความเข้าใจคงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่บางทีสื่ออาจกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว เช่น บางครั้งเขาขึ้นป้ายผ้าแค่ 3 ป้าย คนมองเห็นไม่กี่คน แต่ถ้าสื่อเอาไปลงข่าว คนก็จะรู้กันทั้งประเทศ"
ด้วยเหตุนี้ โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงมีแนวคิดที่จะจัด "เพรสทัวร์" โดยเชิญสื่อมวลชนระดับ "บรรณาธิการ" มาร่วมลงพื้นที่ และเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และเพื่อให้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนเป็นไปอย่างเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความสลับซับซ้อนของปัญหาในพื้นที่
ขณะที่ความรุนแรงในช่วงเดือน "รอมฎอน" ปีนี้ พ.อ.ปราโมทย์ ระบุว่า ถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยกอ.รมน.ได้เก็บสถิติเหตุในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเดือนรอมฎอน เป็นเวลา 1 เดือน พบว่า ในช่วง 5 ปีหลัง จะมีสถิติการก่อเหตุเพิ่มขึ้น 3 เท่า และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากช่วงปกติ
"ส่วนในปีนี้เหตุการณ์เพิ่งมาเกิดถี่ขึ้นในช่วง 2-3 วันมานี้ โดยตั้งแต่ช่วงรอมฎอนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณ 20 กว่าเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว หรือยาเสพติด เพราะช่วงเดือนรอมฎอนจะเป็นช่วงที่มีคนเดินทางกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก เมื่ออริเก่ามาเจอกันจึงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น" โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวชี้แจง
ด้านแหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวตรงกันว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นพยายามปฏิบัติการทุกรูปแบบเพื่อชิงความได้เปรียบจากเจ้าหน้าที่รัฐ จึงสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดทำให้ครูเสียชีวิต 2 คน คนร้ายก็โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ ทั้งที่จริงแล้ว ครูเสียชีวิตเนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิดของคนร้ายที่ลอบวางเอาไว้
“ปฏิบัติการการทำสงครามด้านการข่าวในทุกวันนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงมาก เขาพยายามทำทุกทางเพื่อโจมตีรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวหาว่าทหาร และตำรวจยิงประชาชน ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารเกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย” แหล่งข่าวความมั่นคงคนเดิม กล่าวเตือน
แหล่งข่าวความมั่นคงรายนี้กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามให้หนักยิ่งขึ้น และทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะเครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่จะต้องนำขมาใช้ให้หมด
"เราไม่ถึงขั้นต้องทำสงครามข่าวสารตอบโต้กลุ่มก่อความไม่สงบ เพียงแต่ให้นำข้อเท็จจริงที่มีอยู่ชี้แจงทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว รัฐบาล และกองทัพ จะต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏทุกอย่าง เราจะต้องไม่บิดเบือน และข้อเท็จจริงทุกอย่างจะต้องถูกเปิดเผย เพราะเรื่องจริงแท้ๆ เขายังทำให้เป็นเรื่องเท็จได้"
แหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า การปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้ามที่มากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าการพูดคุยระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยดี ซึ่งหากฝ่ายไหนเริ่มใช้ความรุนแรงก่อนก็จะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ดังนั้น เขาจึงต้องก่อเหตุความรุนแรงแล้วป้ายสีว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างเงื่อนไขความไม่พอใจให้แก่ประชาชน และดึงแนวร่วมกลับคืนมา
ทั้งนี้ การต่อสู้ของกลุ่มก่อความไม่สงบจะต้องมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ถ้าเขาหยุดก็เหมือนกับว่าไม่มีตัวตน ดังนั้น เขาจึงต้องทำอะไรก็ได้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขามีตัวตน และแสดงศักยภาพให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือทำอะไรก็ผิด เช่น การทำสงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อป้ายสีรัฐ ซึ่งฝ่ายรัฐต้องชี้แจงให้รวดเร็ว ทำความจริงให้ปรากฏ และอย่าบิดเบือน
“เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องรัดกุม และต้องเข้มข้นเกี่ยวกับมาตรการในเชิงรับทุกรูปแบบ การรับมือที่ดีที่สุดคือการชี้แจงให้เร็วที่สุด และถูกต้องที่สุด รัฐไม่จำเป็นต้องทำไอโอ (สงครามข่าวสาร) อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องชี้แจงให้เร็วที่สุดเท่านั้น" แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ กล่าวย้ำ
เขาชี้ว่า การก่อเหตุความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนยังเป็นการฟ้องต่อนานาชาติด้วยว่า รัฐไทย "ไม่จริงใจ" ในการสร้างสันติภาพ ด้วยการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายกระทำเอง ซึ่งหากเราไม่ตั้งรับด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ดีก็จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้
นอกจากนี้ กลุ่มก่อความไม่สงบยังมีกระบวนการ "ปล่อยข่าว" ว่าจะมีการก่อเหตุความรุนแรง เช่น จะมีของกลุ่มอาร์เคเคเข้ามาในพื้นที่เพื่อก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งจุดนี้ทาง "หน่วยข่าว" จะต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะข่าวในลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นบ่อยมากในช่วงเทศกาลสำคัญตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ช่วงตรุษจีน หรือช่วงเดือนรอมฎอน
"การปล่อยข่าวถือเป็นปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามเพื่อต้องการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทางทหาร เพื่อนำไปสร้างข่าวว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ก่อความรุนแรงก่อน ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ได้ประมาท และได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเราคงไม่สามารถสกัดได้ทุกข่าว เพราะเขาปล่อยในทุกรูปแบบ แต่เราต้องรีบชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงที" แหล่งข่าวในพื้นที่ กล่าวทิ้งท้าย
.............................
(หมายเหตุ : 'สงครามข่าว'ป่วนรอมฎอน!โยนผิดจนท.ทำลายสันติภาพ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



