ข่าว

กฎการทำศึกในอิสลาม:อีกข้อเสนอเพื่อลดความรุนแรงสถานการณ์ไฟใต้

กฎการทำศึกในอิสลาม:อีกข้อเสนอเพื่อลดความรุนแรงสถานการณ์ไฟใต้

26 ก.ค. 2556

กฎการทำศึกในอิสลาม:อีกข้อเสนอเพื่อลดความรุนแรงในสถานการณ์‘ไฟใต้’ : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

              "จงต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามด้วยความยุติธรรมและเป็นกลาง จงอย่ารุนแรงโดยไม่จำเป็น จงพยายามปรองดองให้ถึงที่สุด และจงอย่าเป็นศัตรูกันอย่างถาวร" (วจนะของศาสนทูตมุฮัมมัด รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)

              ศาสนาอิสลามถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงครามระหว่างชนเผ่าและอาณาจักรต่างๆ มากมาย ใครที่มีความเข้มแข็งมากกว่า มีการเตรียมความพร้อมดีกว่า มีกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เหนือกว่า ย่อมมีสิทธิ์ขยายอำนาจครอบครองดินแดนต่างๆ สภาพการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติในโลกยุคกลาง ด้วยเหตุนี้ สงครามจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับมุสลิมในยุคนั้น แต่สงครามของอิสลามก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาที่ศาสนากำหนด

              กรอบกติกาที่สำคัญอันหนึ่งคือ ห้ามล่วงล้ำหรือกระทำการอันเกินกว่าเหตุ การต่อสู้จะต้องกระทำกับทหารที่กำลังต่อสู้ด้วยเท่านั้น มิใช่รบกับคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านอบูบักรฺ  ซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกหลังการเสียชีวิตของศาสนทูตมุฮัมมัด ได้กำชับอุซามะฮ์ ซึ่งเป็นแม่ทัพรับผิดชอบศึกสงครามที่ซีเรียว่า “จงอย่าทรยศหรือหักหลัง จงอย่าอาฆาตพยาบาท จงอย่าฟันศพ จงอย่าฆ่าเด็ก คนชรา หรือผู้หญิง จงอย่าตัดหรือเผาต้นปาล์มหรือต้นไม้ที่ออกผล จงอย่าฆ่าแกะ วัวหรืออูฐ (นอกจากเพื่อเป็นอาหาร) และท่านจะพบคนที่พากเพียรปฏิบัติธรรมดำรงตนแบบสันโดษ จงปล่อยพวกเขาให้ปฏิบัติธรรมของพวกเขาต่อไป”

              นอกจากนั้น การรักษาความยุติธรรมและการหลีกเลี่ยงการแก้แค้นอย่างมืดบอด ก็เป็นอีกหนึ่งขอบเขตของการทำศึกในอิสลาม เกี่ยวกับเรื่องนี้อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้ว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย…จงเป็นพยานด้วยความยุติธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังผู้หนึ่งผู้ใดทำให้สูเจ้าไม่มีความยุติธรรม…”  (กุรอาน 5:8)

              ส่วนประเด็นเรื่องเชลยศึกนั้น อิสลามได้กำหนดให้มีความเมตตา และให้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมิตร การเลี้ยงดูเชลยศึกถือเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐสุดอย่างหนึ่ง และเป็นการทดสอบน้ำใจ ในธรรมเนียมของอิสลาม เชลยศึกจะได้รับการเอาใจใส่เสมือนว่าเขาเป็นแขกผู้มาเยือน มิใช่เยี่ยงผู้ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนที่กำลังถูกแปรสภาพให้เป็นทาส

              กฎกติกาอีกประการในการทำสงครามคือ หากฝ่ายตรงข้ามมีความประสงค์ที่จะสงบศึกและตกลงทำสนธิสัญญา การรบของมุสลิมจะต้องยุติลงทันที จะฆ่าฟันหลั่งเลือดฝ่ายตรงข้ามต่อไปอีกไม่ได้ อีกทั้งต้องรักษาสัญญาในการสงบศึกนั้นอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ดังโองการของอัลกุรอานที่ว่า “แต่ถ้าพวกเขายุติ ก็ย่อมไม่มีการเป็นปฏิปักษ์ใดๆ นอกจากบรรดาผู้อธรรมเท่านั้น”

              หลักธรรมในการทำศึกเหล่านี้ หากนำมาเป็นมาตรวัดความรุนแรงและการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ ‘ไฟใต้’ ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา ก็จะพบว่า ทั้งการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกกลุ่มขบวนการได้ละเมิดกฎเกณฑ์การทำศึกเหล่านั้น ฝ่ายหนึ่งก่อเหตุรุนแรงอย่างเกินขอบเขต เช่น กรณีกรือเซะและตากใบ การอุ้มฆ่าผู้ต้องสงสัย การกราดยิงในมัสยิด การปฏิบัติต่อนักโทษอย่างมีอคติ ฯลฯ ส่วนอีกฝ่ายอยู่เบื้องหลังการตายและบาดเจ็บของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากมาย ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา ครู หรือแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า ซึ่งล้วนไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้แต่อย่างใด มีการทำลายศพ สร้างความเสียหายและเผาทำลายอาคารบ้านเรือน โรงเรียน สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ

              ดังนั้น เป็นไปได้ไหมที่ หากข้อตกลงยุติความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนระหว่างรัฐไทยกับบีอาร์เอ็น หมดเวลาลง (ซึ่งก็มีกรอบเวลาเพียงแค่ 40 วันนับตั้งแต่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา) เราจะเห็นข้อตกลงร่วมอีกฉบับที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ใช้ความรุนแรงจนเกินเลยขอบเขต อันจะทำให้ประชาชนคนไทยทั้งหมดมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินไปเพิ่มมากขึ้น และลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยลง