
เตือน!เหนือฝนชุกระวังน้ำป่าไหลหลาก
ปภ.เตือนชาวบ้าน 13 จังหวัดภาคเหนือ มีฝนตกชุก อาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่ 'ระนอง' เตือนรับมือฝนหนักช่วง 25-27 ก.ค.
25 ก.ค. 56 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ช่วงวันที่ 25 - 26 กรกฎาคม 2556 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรงต่อเนื่อง ประกอบกับร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือ ทำให้มีฝนตกชุกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ในพื้นที่เสี่ยงภัย 13 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน จึงขอเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมพร้อมรับมือภาวะฝนตกหนัก โดยติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึงหมั่นสังเกตสัญญาณความผิดปกติทางธรรมชาติ จะได้อพยพหนีภัยได้อย่างทันท่วงที
นายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า ปภ.ได้ประสาน 13 จังหวัดเสี่ยงภัย และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง เขต 15 เชียงราย จัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวัง สถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ประจำจุดเสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันทีที่เกิดสถานการณ์ภัย รวมถึงกำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับเตรียมความพร้อมปฏิบัติการรองรับการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะฝนตกหนัก สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ ปภ. ในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
'ระนอง' เตือนรับมือฝนหนักช่วง 25-27 ก.ค.
นายวิโรจน์ แสงศิวะฤทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ช่วงระหว่างวันที่ 25-27 ก.ค. 2556 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงยังพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น ฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง อาจทำให้น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ลมพัดแรงกรรโชกบางช่วง สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 ม. จึงขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรงในทะเล อันอาจจะสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบ และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และขอให้รายงานให้จังหวัดทราบจนกว่าสถานการณ์จะยุติ
'พิษณุโลก' เตือนปชช.เฝ้าระวัง 5 อำเภอ เสี่ยงน้ำป่าดินโคลนถล่ม
นายบุญยิ่ง คุ้มสุพรรณ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ขณะนี้สถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ซึ่งความเสียหายจะตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งในพื้นที่ของจังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มมี 5 อำเภอ คือ อ.นครไทย อ.ชาติตระการ อ.วังทอง อ.วัดโบสถ์ และ อ.เนินมะปราง ซึ่งหากมีปริมาณฝนตกลงมากก็จะมีมิสเตอร์เตือนภัยรายงานมาที่ทางจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่
โดยเฉพาะที่ อ.เนินมะปราง ที่มักเกิดบ่อยเป็นประจำทุกปี แต่ละหมู่บ้านที่เสี่ยงก็จะคอยประสานความร่วมมือกัน และจะมีถ้วยวัดปริมาณน้ำฝน ประจำทุกหมู่บ้าน หากเกิด 100 มิลลิเมตร ก็จะมีการเตือนให้ประชาชนในหมู่บ้านอพยพทันที อย่างไรก็ตามก็อยากให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามรายงานสภาพอากาศจากอุตุนิยมวิทยาและประกาศของทางราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วงนี้เริ่มมีปริมาณฝนตกลงมาจำนวนมาก ส่งให้อาจมีน้ำท่วมขังและน้ำป่าไหลหลากได้
'ตรัง' ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเร่งซ่อมบ้านเรือนชาวบ้านหลังพายุถล่ม
นายอำนวย จันทรัฐ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นายสุริยะ ประยูรยวง ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตรัง และนายธนกฤต ภูมิมาตร นายกเทศมนตรีตำบลโคกหล่อ ได้ประสานงานไปยัง พันเอกเกรียงศักดิ์ วัฒนเกริก ผบ.ร.15 พัน 4 ค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ จังหวัดตรัง จัดกำลังทหาร มาร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เพื่อเร่งทำการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน ซึ่งได้รับความเสียหายจากพายุถล่มอย่างรุนแรง เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เนื่องจากเทศบาลตำบลโคกหล่อ นับเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดตรัง รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ และสถานศึกษาอีกจำนวนมาก ซึ่งผลจากพายุดังกล่าวได้ทำให้อาคารบ้านเรือนเกิดความเสียหายไปอย่างมากมาย โฉยเฉพาะหลังคาบ้าน ต้องปลิวว่อนไปทั่ว ส่วนโครงหลังคาบ้าน ก็ถูกลมพัดจนหักและยุบตัวลงมา ในขณะที่ต้นไม้ใหญ่น้อยก็ล้มระเนระนาดไปเป็นจำนวนมาก รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 100 หลังคาเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่หมู่ที่ 3, 6, 7 และ 8
นายอำนวย กล่าวว่า ล่าสุดหน่วยงานต่างๆ ได้ทำการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน โดยเฉพาะหลังคาบ้าน จนเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ก่อนที่จะอพยพชาวบ้านซึ่งบางส่วนต้องมาอาศัยอยู่ตามเต้นท์ชั่วคราว กลับเข้าไปในบ้านตามเดิม พร้อมทั้งจัดถุงยังชีพเข้าไปช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม พายุดังกล่าวยังพัดถล่มในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย ทำให้มีบ้านเรือนที่ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรัง เสียหายไป 1 หลัง และที่ตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง เสียหายไป 2 หลัง
----------------------------
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)



