ข่าว

CNNชี้รถทัวร์มรณะตอกย้ำอันตรายเที่ยวไทย

CNNชี้รถทัวร์มรณะตอกย้ำอันตรายเที่ยวไทย

24 ก.ค. 2556

CNN ชี้รถทัวร์มรณะตอกย้ำอันตรายเที่ยวไทย ขณะที่ญาติทยอยรับศพอุบัติเหตุรถทัวร์ร้อยเอ็ดบรรยากาศโศกเศร้า

               24 ก.ค.56 ข่าวคราวเกี่ยวกับประเทศไทยขึ้นเว็บสำนักข่าวยักษ์ใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเพิ่งประโคมข่าวอื้อฉาวเรื่องอดีตพระเณรคำ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ครั้งนี้ เป็นการยกโศกนาฏกรรมบนท้องถนนครั้งใหญ่จากอุบัติเหตุรถทัวร์ชนประสานงารถบรรทุก ก่อนไฟลุกท่วม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 19 ราย เช้ามืดวันอังคารที่ผ่านมาว่า ตอกย้ำอันตรายของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศไทย

               ซีเอ็นเอ็นระบุว่า อุบัติเหตุมรณะบนท้องถนนล่าสุด ยิ่งเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยการเดินทาง ในประเทศที่ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องหาดทรายสวยงามอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นที่รู้กันว่ามีอัตราการตายที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงมากทุกปี  

               อุบัติเหตุล่าสุดเกิดขึ้นวันเดียว หลังรถทัวร์อีกคันจาก จ.พังงา มุ่งหน้ากรุงเทพ ประสบอุบัติเหตุที่ จ.ประจวบคีรีขันธุ์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 22 คน และสำหรับคนที่อยู่ในประเทศไทย ข่าวพาดหัวเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถตู้หรือรถโดยสาร กลายเป็นเรื่องที่เกิดเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์ ขณะสถิติจากองค์การอนามัยโลกก็ระบุว่า ไทยติดอันดับประเทศที่มีสถิติความปลอดภัยบนท้องถนนเลวร้ายที่สุดในโลก 

               ทั้งนี้ การที่ไทยให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 22 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว ตามตัวเลขที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ ความปลอดภัยการเดินทางจึงเป็นประเด็นเฉพาะหน้าที่รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามหาทางไม่ให้พลเมืองของตนเองเข้าไปอยู่ในสถิติการตายบนท้องถนนของประเทศไทย

               อีกทั้ง ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ต่างประกาศเตือนนักท่องเที่ยวและพลเมืองที่พำนักในไทย ให้ระวังสภาพถนนที่ย่ำแย่ การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการความปลอดภัยหย่อนยาน          

               ในรายงานประจำปีว่าด้วยพฤติกรรมชาวอังกฤษในต่างประเทศ ที่สำนักงานต่างประเทศอังกฤษและเครือจักรภพ(เอฟซีโอ) เพิ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อนโดยวิเคราะห์จากความช่วยเหลือที่สถานกงสุลจัดหาให้กับพลเมืองในต่างแดน ระหว่าง 1 เมษายน 2555-31 มีนาคม 2556 ระบุว่า ชาวอังกฤษเสียชีวิตและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในไทย เพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ทั่วโลก อัตรานี้ลดลง ปัจจัยหนึ่งมาจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และจำนวนมากเป็นคนหนุ่มสาวที่ประสบเหตุจากการขี่รถจักรยานยนต์

               นอกจากนี้ ยังมีอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับยวดยานอื่น ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถทัวร์ และมินิบัส ที่ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อพลเมือง อุบัติเหตุจำนวนมาก เกิดขึ้นเนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ขับขี่ยวดยานและยานพาหนะย่ำแย่

               รายงานเตือนด้วยว่า มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์ (สกู้ตเตอร์)ให้เช่า ตามชายหาดหรือแหล่งตากอากาศ  มักไม่มีป้ายทะเบียน ไม่สามารถนำมาใช้บนถนนสาธารณะได้อย่างถูกกฎหมาย

               ด้วยเหตุที่นักท่องเที่ยวอังกฤษและพลเมืองที่พำนักในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างไทย ออสเตรเลีย และสเปน ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สูงมาก เอฟซีโอจึงได้เปิดเว็บไซต์เพื่อรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยครั้งใหม่ในปีนี้ ซึ่งตอนหนึ่งในถ้อยแถลงของทางการอังกฤษต่อการณรรงค์ครั้งใหม่นี้ก็ระบุด้วยว่า ประเทศไทย มีชาวอังกฤษพำนักอยู่ราว 5 หมื่นคน และมีนักท่องเที่ยวอีกกว่า 8.7 แสนคนมาเยือนในแต่ละปี/ ในปี 2554  มีอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้น 68,582 ครั้ง เป็นเหตุถึงแก่ความตายทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว 9,205 ราย ขณะที่ในอังกฤษปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตจากอบุติเหตุบนท้องถนน 1,901 คน

               ด้านกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็มีคำเตือนทำนองเดียวกัน โดยประกาศแนะนำการเดินทางในประเทศไทย ที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อมีนาคม 2556 ระบุว่า การขับด้วยความเร็วสูง ประมาท และไม่เคารพกฎจราจร เป็นเรื่องปกติในทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยระบุว่า ผู้ขับขี่รถเพื่อใช้ในการพาณิชย์ มักดื่มแอลกอฮอล์และใช้แอมเฟตามีน  อุบัติเหตุรถบัสเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางข้ามคืน    และบางครั้ง ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต ถนนที่การจราจรคับคั่งและรถพยาบาลหายากหรือขาดแคลน ทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุ ยากจะได้รับบริการทางการแพทย์ในเวลาที่ควรจะเป็น       

               จากรายงานว่าด้วยสถิติความปลอดภัยบนท้องถนนทั่วโลกฉบับล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ในปี 2553 ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 38 ต่อ 1 แสนคน จึงติดอันดับถนนอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

               รายงานซีเอ็นเอ็น อ้างความเห็นของ อาวี ซิลเวอร์แมน จากโครงการรณรงค์ถนนปลอดภัยในสหรัฐฯ ว่าการรณรงค์สวมหมวกกันน็อค น่าจะช่วยลดอัตราการตายบนถนนได้ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานถนนหนทาง การทำทางข้ามที่ปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็วอย่างเหมาะสม  ปรับปรุงการดูแลหลังเกิดอุบัติเหตุเหตุ และประสานงานระหว่างประเทศในภูมิภาคที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน   

               
ญาติทยอยรับศพอุบัติเหตุรถทัวร์ร้อยเอ็ดบรรยากาศโศกเศร้า

               ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สถาบันนิติเวชวิทยาว่า เป็นไปอย่างโศกเศร้ามีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถประจำทางสายกรุงเทพมหานคร - ร้อยเอ็ด ทยอยเดินทางมาติดต่อรับศพ โดยมีเจ้าหน้าที่ของสถาบันนิติเวชวิทยาตั้งโต๊ะไว้ให้บริการญาติที่มารอรับศพโดยให้ญาติแจ้งข้อมูลเพื่ิอยืนยันตัวบุคคลให้มากที่สุดทั้งรูปถ่ายประวัติการทำฟัน เครื่องประดับ เสื้อผ้า รูปพรรณสัญฐานตำหนิของผู้ตายเพื่อจะยืนยันตัวบุคคลให้ได้

                พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า สถาบันนิติเวชฯ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลทั้งหมด การผ่าศพจะหาสาเหตุการเสียชีวิตว่าเสียชีวิตก่อนหรือหลังไฟไหม้ นอกจากนั้นจะดูเรื่องของตำแหน่งที่นั่งของผู้เสียชีวิตเพื่อที่จะนำไปศึกษาแผนการป้องกันอุบัติเหตุ ว่าที่นั่งใดเสี่ยงที่จะเสียชีวิตและหาวิธีป้องกัน โดยคาดว่าจะสามารถตรวจพิสูจน์ได้แล้วเสร็จภายในวันนี้ หากญาติมีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน

                พล.ต.ต.นพ.พรชัย กล่าวต่อว่า การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์เบื้องต้นจะตรวจสภาพศพภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ส่วนสูง เพศ วัย ตำหนิรูปพรรณต่างๆ รอยสัก แผลเป็น เครื่องประดับต่างๆ เพื่อยืนยันตัวบุคคลในเบื้องต้น ถ้าญาติไม่สามารถจำสภาพภายนอกได้ ก็จะให้นำประวัติการทำฟันมาเปรียบเทียบ หากไม่มีขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการตรวจดีเอ็นเอญาติที่ใกล้ชิดที่สุด คือ มีความสัมพันธ์เป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อง่ายในการเปรียบเทียบดีเอ็นเอซึ่งหากถึงขั้นต้องตรวจดีเอ็นเอจะทราบผลได้ภายใน 2 วัน

                " ตอนนี้มีญาติมาติดต่อรับศพแล้วจำนวน 12 ราย สามารถยืนยันตัวบุคคลได้แล้ว 7 ราย คือ นายทศพร แก้วสุภา นางนวลมณี ปิ่นบัณฑิต นายอมรศักดิ์ อินทนพ นายอำนาจ ชัยพอ เด็กชายอธิชาติ ชัยพอ นายสาคร สวัสดิ์ผล และนายชาญชัย แนบเสนา และอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์อีก 12 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และผู้หญิง 8 คน สำหรับเหตุการณ์นี้มีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งหมดรวม 19 คน และบาดเจ็บ 22 คน" พล.ต.ต.นพ.พรชัย กล่าว

                นายธวัชชัย แก้วสุภา อายุ 51 ปี บิดานายทศพร แก้วสุภา กล่าวว่า เดินทางมารับศพลูกชายเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านที่ จ.นครพนม ก่อนเกิดเหตุลูกชายได้เดินทางไปหาภรรยาและลูกวัย 5 เดือน ที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อทำบุญวันเข้าพรรษา และเดินทางจากร้อยเอ็ดโดยรถทัวร์เที่ยวดังกล่าวเพื่อกลับไปทำงานที่กทม. ตนเองก็ได้คุยกับลูกชายทางโทรศัพท์ก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีอะไร มีแต่แม่เขาที่บ่นว่าไม่น่าจะกลับรถตอนกลางคืนน่าจะกลับตอนกลางวัน มารู้ข่าวว่ารถเกิดอุบัติเหตุก็ช่วงเช้าแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายกับครอบครัวแบบนี้

                ด้านนางทองรัก อินทนพ อายุ48ปี ภรรยานายอมรศักดิ์ อินทนพ อายุ51ปี คนขับรถทัวร์ กทม.-ร้อยเอ็ด เป็นคนขับรถคนแรกจากต้นทางร้อยเอ็ดแล้วก็เปลี่ยนให้อีกคนขับ โดยสามารถขับรถของบขส.มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ขับเส้นทาง กทม.ร้อยเอ็ด ได้ 6 ปี ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงมีแต่เฉี่ยวชน นิดหน่อย ล่าสุดสามีเดินทางกลับบ้านที่ จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 17ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะเดินทางขึ้นรถโดยสารเพื่อไปทำงานขับรถมาขับรถที่ร้อยเอ็ด

                นางทองรัก กล่าวต่อว่า ตนเคยบอกให้สามีเลิกขับรถเพราะอายุมากและไม่ค่อยได้หยุดอยู่บ้านโดยเฉพาะช่วงเทศกาล สำหรับครอบครัวมีลูกด้วยกัน 2 คน ลูกสาวอายุ17 ปี และลูกชายอายุ13 ปี ซึ่งลูกสาวเพิ่งคุยโทรศัพท์กับ นายอมรศักดิ์ เมื่อเวลา 22.48 น.คืนวันที่ 22 ก.ค.ก่อนเกิดเหตุ ทางญาติจะรับศพไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด จ.มุกดาหาร