
'สม รังสี'ลั่นมีสิทธิลงเลือกตั้งได้
'สม รังสี' อ้างได้รับอภัยโทษ ทำให้มีสิทธิลงเลือกตั้งได้ ขู่หากถูกขัดขวางอีก จะฟ้องศาล รธน.
24 ก.ค. 56 นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชายังคงดิ้นรนเพื่อให้มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้งในสัปดาห์หน้า หลังคณะกรรมการเลือกตั้งไม่รับใบสมัคร โดยเขาอ้างว่าการได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทำให้เขายังคงมีสิทธิออกเสียง และลงสมัครเลือกตั้งได้ พร้อมกับขู่ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ หากยังถูกขัดขวาง
ภายหลังคณะกรรมการเลือกตั้งประกาศเมื่อวันจันทร์ ไม่รับใบสมัครเลือกตั้งของนายสม รังสี ผู้นำพรรคกู้ชาติกัมพูชาหรือ CNRP โดยอ้างว่าเขาไม่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งภายในเวลาที่กำหนดที่จะทำให้มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้งได้ ล่าสุดนายสม รังสี ทำหนังสือถึงนายอิม สุสดี ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวาน ระบุว่า แม้ กกต.ตัดชื่อเขาออกจากรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง หลังเขาต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปี แต่เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษ เมื่อ 12 ก.ค. ทำให้เขาจะได้รับเอกสิทธิคุ้มครองและสิทธิอื่นๆ ตามเดิม ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำให้เขาอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และเป็นผู้สมัครเลือกตั้งโดยอัตโนมัติ
และนายเข็ม สกคา รองหัวหน้าพรรค CNRP ระบุว่า หาก กกต.ยังไม่อนุญาตให้นายสม รังสี ลงสมัครเลือกตั้งได้ พรรคก็จะยื่นเรื่องร้องเรียนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ขณะเดียวกันนายสม รังสี ซึ่งกลับจากลี้ภัยในฝรั่งเศสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังทำหนังสือถึงนายเฮง สัมริน ประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกัน เพื่อขอให้สภาคืนเอกสิทธิคุ้มครองในฐานะ ส.ส.ให้กับเขา หลังถูกเพิกถอนเอกสิทธิดังกล่าวเมื่อปี 2552 ที่เป็นการเปิดทางให้มีการดำเนินคดีอาญากับเขา
ส่วน ส.ส.คนอื่นๆ ทั้งหมดของพรรค CNRP ก็ถูกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสั่งเพิกถอนสถานะ ส.ส.และเอกสิทธิคุ้มครองเมื่อเดือนที่แล้ว โดยกล่าวหาว่าทั้งหมดฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีลาออกจากพรรค สม รังสี เพื่อเข้าร่วมพรรค CNRP ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่จากการรวมตัวกันของพรรคสม รังสี กับพรรคสิทธิมนุษยชน แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้ลงสมัครเลือกตั้งได้
ในการเลือกตั้งสัปดาห์หน้า เป็นที่คาดกันว่า พรรคประชาชนกัมพูชาหรือ CPP ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน จะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า ระบบการเลือกตั้งไม่มีความยุติธรรม เนื่องจากพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง การใช้ข้าราชการ ทหาร และตำรวจ ช่วยหาเสียงให้พรรครัฐบาล การควบคุมสื่อและการข่มขู่ผู้สมัครฝ่ายค้าน และผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งอิสระ
'กัมพูชา' ไม่ยอมรับรายงานของฮิวแมน ไรท์ส วอทช์
เจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชา ปฏิเสธรายงานของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ว่า ทหารและตำรวจ ใช้ตำแหน่งของพวกเขาไปช่วยพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน หาเสียงเลือกตั้ง โดยระบุว่า พวกเขามีสิทธิเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป ที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ได้ นอกเวลาทำงาน
กลุ่มฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ ที่มีสำนักงานอยู่ในสหรัฐ ได้กล่าวหากองกำลังรักษาความมั่นคงของกัมพูชาว่า มีการหาเสียงอย่างเปิดเผยให้กับนายกรัฐมนตรีฮุน เซน และพรรค CPP ในการเลือกตั้ง ที่ทหารและตำรวจต่างสร้างบรรยากาศของการข่มขู่คุกคามต่อบรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ในหลายพื้นที่ของประเทศ // แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมน ไรท์ส ประจำภาคพื้นเอเชีย ระบุว่า ตำรวจและทหารควรเป็นสถาบันที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พวกเขากลายเป็นอาวุธหาเสียงให้กับฮุน เซน และพรรคของเขา
อดัมส์ ให้ความเห็นในขณะที่กำลังมีการหาเสียงอย่างเข้มข้น ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม และพรรค CPP ได้รับการคาดหมายว่าจะชนะอย่างขาดลอยด้วยว่า การที่กองกำลังรักษาความมั่นคงที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนพรรคใดพรรคหนึ่ง ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งบิดเบือนไป และเกิดความอยุติธรรมต่อพรรคการเมืองและผู้สมัครคนอื่นๆ
เจ้าหน้าที่แผนกอาชญากรรมของกระทรวงมหาดไทย ไม่ยอมรับรายงานของฮิวแมน ไรท์ส์ วอทช์ โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง ต่างมีความเป็นกลางตราบที่ยังสวมเครื่องแบบ ส่วนเรื่องที่ไปช่วยหาเสียงก็เอาเวลาส่วนตัวไม่ใช่เวลาราชการ เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ ที่พวกเขาก็เป็นพลเมืองปกติ และสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ
ด้านนายพาย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รายงานของฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ ออกมาเพื่อสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน ทั้งที่ตำรวจและทหารเหล่านี้ ออกไปช่วยหาเสียงโดยไม่ได้สวมเครื่องแบบ เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องนี้จากนายฮุน มาเนต บุตรชายคนโตของฮุน เซน ซึ่งเป็นนายทหารระดับสูง ก็ได้รับคำตอบว่า เขาไม่ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
ฮิวแมน ไรท์ส วอชท์ ระบุว่า การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของบุคลากรด้านความมั่นคง ในนามพรรค CPP ไม่ว่าจะเป็นทหารในกองทัพบกหรือตำรวจ พบว่า มีขึ้นมาหลายเดือนแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง มาตั้งแต่เปิดการหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ 27 มิถุนายน ในรายงานยังยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ รวมทั้ง กรณีที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พอล สะเรือน ไปเยือนจังหวัดสีหนุ วิลล์ และพลเอกคุน คิม ประธานเสนาธิการทหารร่วม ไปเยือนจังหวัดออดดาร์ เมียนเจย (อุดรมีชัย) เมื่อเดือนพฤษภาคมทั้งสองเหตุการณ์ และทั้งคู่ยังเรียกร้องให้ประชาชนสร้างความมั่นใจว่า CPP จะชนะเลือกตั้ง ด้วยการช่วยไปเทคะแนนเสียงให้
ฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ ระบุว่า พลตรี ฮุน มาเนต รองประธานเสนาธิการทหารร่วม ได้ไปเยือนจังหวัดสวาย เรียง เมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อหาเสียงให้พรรค CPP และเฮง บุนเฮียง ผบ.คุมกองกำลังหน่วยรบพิเศษ ได้เป็นประธานการประชุมที่จัดโดยพรรค CPP ที่จังหวัดกันดาล
ระบบการเลือกตั้งของกัมพูชา ถูกมองว่า เต็มไปด้วยปัญหาใหญ่ๆ รวมทั้ง รายชื่อผู้ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง , การใช้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ไปช่วยพรรค CPP หาเสียง , รัฐบาลควบคุมสื่อในการรายงานข่าว และการข่มขู่คุกคามฝ่ายค้าน และการตรวจสอบของภาคประชาสังคม
พรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ที่ดูแลการเลือกตั้ง ก็ขาดความเป็นอิสระจากพรรค CPP และพรรครัฐบาลก็พยายามกีดกันไม่ให้นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านหมดสิทธิ์ทุกอย่างจากการเลือกตั้ง // ฮุน เซน บอกด้วยว่า เขาจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 10 ปี จนกว่าจะอายุครบ 64 ปี ซึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ระบุว่า จะยิ่งทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงขึ้น รวมถึงการคอร์รัปชั่น และการกดขี่เสรีภาพทางการเมืองด้วย
'คนรุ่นใหม่' ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเมินความทุกข์สมัยเขมรแดง
นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ถูกมองว่า ใช้กลยุทธ์ข่มขู่ชิงความได้ปรียบในศึกเลือกตั้ง หวังเอาเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์มาข่มขวัญ ด้วยการเตือนว่า จะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่ แต่บรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ ต่างสนใจอนาคตมากกว่า
ฮุน เซน อดีตนักรบเขมรแดง ที่ไม่เคยยอมรับข้อกล่าวหาเรื่องการมีเอี่ยวในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา และกลายมาเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดคนหนึ่งในเอเชีย ได้พยายามดึงอดีตอันน่าสะพึงกลัวในยุคเขมรแดง และอ้างตัวว่ามีบทบาทสำคัญในการปลดปล่อยกัมพูชาเพื่อเรียกคะแนนนิยม แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า กว่า 1 ใน 3 ของชาวกัมพูชาที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 9.6 ล้านคน ที่เกิดหลังยุค " ทุ่งสังหาร " ในสมัยเขมรแดงเมื่อทศวรรษที่ 1970 ต่างส่งสัญญาณว่า ยุทธศาสตร์ของฮุน เซน ใช้ไม่ได้ผล
ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกคนหนึ่ง บอกว่า ไม่คิดว่า ฮุน เซน จะได้ประโยชน์จากการหาเสียงแบบนี้ มันจะเป็นการดิสเครดิตเขาเสียมากกว่า คนพวกนี้ชอบอ้างว่า กัมพูชา เป็นประชาธิปไตยไตยแล้ว แต่ต่อมาก็บอกว่า ถ้าพรรครัฐบาลแพ้ ก็จะเกิดสงครามกลางเมืองการที่ผู้นำพูดแบบนี้ มันไม่ดีเลย // คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่บอกว่า ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา คือ ปัญหาการทุจริต และต้องการให้ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา , ปรับขึ้นเงินเดือนครูและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งอีกคนหนึ่ง บอกว่า เธอมีแผนจะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคที่จะนำความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนามาสู่ประเทศ ส่วนเรื่องยุคเขมรแดงนั้น เธอทราบเพียงว่า ผู้คนพากันทุกข์ยากแต่ก็ควรจะลืมไปได้แล้ว และจำเป็นต้องหันมาประเทศ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่กับความรู้สึกที่เลวร้ายบั่นทอนจิตใจ
เขมรแดง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรกัมพูชา ขณะที่ฮุน เซน อ้างว่าตัวเองเป็นสมาชิกเขมรแดง แต่ได้แปรพักตร์ในภายหลัง // เขาหนีไปเวียดนามเมื่อปี 2520 และกลับกัมพูชาในปีถัดมา พร้อมกับผู้แปรพักตร์ชาวกัมพูชาอีกจำนวนหนึ่งและทหารเวียดนาม ที่ผลักดันเขมรแดงจนถอยร่นเข้าไปในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีการสู้รบกันอีกยาวนานถึง 20 ปี
นายเชียง วุน ส.ส.ของพรรค CPP อ้างว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่่สนับสนุนฮุน เซน และพรรค CPP ก็เพราะเชื่อว่า เป็นผู้มาช่วยปลดปล่อยพวกเขาออกจากกรงเล็บของผู้ปกครองที่โหดร้าย
-------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)



