
'เอ-อาร์ต'แก้วแตกยากที่จะประสาน
เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด 'เอ-อาร์ต'แก้วแตกยากที่จะประสาน : โต๊ะกีฬารายงาน
“ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้”, “มันจบแล้ว” นี่คือ สองวลี ที่ผู้บรรยายการแข่งขันแบดมินตันกรังด์ปรีซ์ “โยเน็กซ์ แคนาดา โอเพ่น 2013" ทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง พอจะนึกได้และพูดเป็น เมื่อเห็นเหตุการณ์ช็อกวงการลูกขนไก่โลก เช่นเดียวกับ นักกีฬา ผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่ หรือไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครคาดฝัน หรือจินตนาการได้ว่ามันจะเกิดขึ้น
ศึก “โยเน็กซ์ แคนาดา โอเพ่น 2013" นัดชิงชนะเลิศ ประเภทชายคู่ เป็นการโคจรมาพบกันเองของนักหวดลูกขนไก่ไทย ระหว่าง “เอ” มณีพงศ์ จงจิตร กับ “ต้นน้ำ” นิพิฐพนธ์ พวงพั่วเพชร พบกับ “อาร์ต” บดินทร์ อิสระ กับ “ท็อป” ภควัฒน์ วิไลลักษณ์
เพียงแค่คะแนนแรกของเกม กลิ่นอายของความรุนแรงก็โชยติดจมูก
ผู้ตัดสินต้องเตือนนักกีฬาทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากที่ทั้งคู่เริ่มออกอาวุธทางวาจา สีหน้าแววตา นั้นบ่งบอกได้ดี ไม่ว่าใครก็ดูออกว่า นี่ไม่ใช่การพูดจาเยาะเย้ย อันเป็นแท็กติกของการแข่งขันธรรมดาทั่วไป กีฬาแบดมินตันนั้น เป็นกีฬาแห่งความสุภาพ นักกีฬาได้โชว์ทั้งความแข็งแกร่ง เด็ดขาด ว่องไว และความพลิ้วไหวสวยงาม แถมมีตาข่ายกั้นกลาง แต่ก็ไม่สามารถกั้นความคุกรุ่นในจิตใจของนักหวดไทยได้
เมื่อจบเกมแรก และถึงช่วงนักกีฬาต้องสลับคอร์ตแบด มณีพงศ์ กับ บดินทร์ จึงก่อเรื่องราวที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก หลังจากมีปากเสียงด่าทอโต้ตอบกัน ทั้งคู่ก็ทนไม่ไหวถึงขั้นออกอาวุธทำร้ายกัน บดินทร์ ออกหมัด ในขณะที่ มณีพงศ์ เอาแร็กเกตฟาดใส่กกหู เมื่อเห็นเลือดก็ร้อนจนเดือด ต้องวิ่งใส่ประเคนหมัดและเท้าเข้าใส่ ก่อนที่จะมีการแยกตัวออกไป และในชั่วระยะเวลาไม่นาน เหตุการณ์นี้ก็ได้รับรู้กันทั่วทุกมุมโลก
ฝ่ายจัดการแข่งขันจึงตัดสินให้คู่ของ มณีพงศ์ กับ นิพิฐพนธ์ เป็นฝ่ายชนะ พร้อมทั้งคว้าแชมป์ในประเภทชายคู่ไปครอง แต่มันช่างไร้ค่าสิ้นดี
ย้อนกลับไปหาวันวาน เมื่อครั้งที่ “เอ-อาร์ต” เป็น “คู่หูนรกแตก” นักแบดมินตันชายคู่ที่น่าจับตามองมากที่สุดคู่หนึ่งของโลก นับจากปี 2011 ที่เริ่มต้นสร้างชื่อ และโด่งดังที่สุดก็ในกีฬา โอลิมปิกเกมส์ที่ “ลอนดอนเกมส์” ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2012 ทั้งคู่ทะลุเข้าถึงรอบ 8 คู่สุดท้าย แม้ว่าจะไร้เหรียญรางวัล แต่ด้วยลีลาดุดัน เร้าใจ ภาพที่ทั้งคู่พุ่งขนานไปกับพื้นพร้อมกันเพื่อรับลูกขนไก่ที่พุ่งเข้ามา คือ ภาพที่ชนะใจแฟนกีฬา และใครต่อใครจึงคาดหวังกันว่า นี่คือ หนึ่งในอนาคตของวงการแบดมินตันไทย ที่จะมอบให้เป็นของขวัญล้ำค่าแก่วงการแบดมินตันโลก
คู่หูนรกแตก คว้าแชมป์ “เวียดนาม โอเพ่น” เมื่อปลายปี 2012 และก้าวไปถึงมือวางอันดับ 7 ของโลก แต่เมื่อถึงต้นปี 2013 ในเดือนมกราคม ก็มีข่าวการแยกคู่ของ บดินทร์ กับ มณีพงศ์ โดยเบื้องต้นนั้นข่าวว่าเป็นเพราะบดินทร์ มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังรบกวน แต่ปรากฏว่า บดินทร์ซึ่งยืนยันว่าหายดีแล้ว ได้ไปจับคู่กับ ภควัฒน์ วิไลลักษณ์ ส่วน มณีพงศ์ ก็จับคู่กับ นิพิฐพนธ์ พวงพั่วเพชร
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของปัญหาการเลือกเป็นนักกีฬาอิสระ กับนักกีฬาของสมาคม ไปจนถึงการเล่นอาชีพที่ผิดที่ผิดทาง และผิดใจกัน จนบางฝ่ายต้องสูญเงินนับแสน ทั้งคู่ต้องแยกทางกันเดินอย่างสิ้นเชิง จากเพื่อนรักที่สนิทสนม นอนห้องเดียวกัน ลากเตียงมาติดกัน กลายเป็นมองหน้ากันไม่ติด
แต่บนถนนลูกขนไก่ นั้นไม่มีวันหนีกันพ้น
ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเอง ในฐานะนักหวดอาชีพ หลายรายการที่เกือบจะได้พบกัน อย่างในศึกไทยแลนด์โอเพ่น 2013 ก็หวุดหวิดที่จะมาเจอกัน แฟนกีฬาขนไก่ไทยวงในยังบอกไว้ว่า “น่าจะมาเจอกันนะ มันแน่ๆ” แต่ก็คลาดกันไปจนได้
จนทั้งคู่โคจรมาพบกันในนัดชิงชนะเลิศที่แคนาดา จึงเกิดเหตุการณ์ “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” วางมวยกันในสนามแบดมินตัน จารึกเหตุการณ์ที่ไม่มีใครต้องการเห็น ให้ประทับไว้อย่างนั้น ตลอดกาล
นี่คือเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในวงการแบดมินตันโลก กีฬาที่ไม่มีการเข้าปะทะ แต่นักกีฬาแทบจะฆ่ากันตายในสนาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มาจากความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกมานาน เหมือนแก้วแตกที่ยากจะประสาน และไม่เคยได้รับการเยียวยาแก้ไข จนลุกลามบานปลาย เรื้อรัง ยากที่จะทำให้คืนกลับมาดังเดิม
นักกีฬาบาดเจ็บทั้งกายและใจ เมื่อสติกลับคืนมาแล้ว ก็กล่าวคำขอโทษที่ดูเหมือนจะสายเกินไป เพราะบทลงโทษที่ตามมานั้น จะต้องยอมรับมันอย่างไม่มีทางเลือก
สหพันธ์แบดมินตันโลก (บีดับเบิลยูเอฟ) และสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย คือ 2 องค์กรที่จะต้องมีบทบาทในการพิจารณาเรื่องนี้ และตัดสินอนาคตของนักหวดไทยทั้ง 2 คน ภาพที่เห็นกันไปทั้งโลกนั้น มองได้ตามความรู้สึกที่แตกต่างกัน ว่านี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากภายใน คนในประเทศเดียวกัน สร้างปัญหาขึ้นมา และมาระเบิดในเวทีระดับนานาชาติ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ย่อมตกอยู่ที่ชาติของตนเองเป็นหลัก แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่นักกีฬาแสดงออกมานั้น “ไม่ใช่นักกีฬา” อย่างสิ้นเชิง และสมควรที่จะขจัดให้พ้นไปจากวงการกีฬา
การถูกแบนตลอดชีวิต ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้
บทลงโทษนั้น นอกเหนือจากนักกีฬาแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ก็อาจจะต้องได้รับบทลงโทษเช่นเดียวกัน เพราะนี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวเดียวกัน เราต่างมีส่วนร่วม รับรู้ ละเลย กันมาตลอดจนกระทั่งมีวันนี้
ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ยิ่งชีวิตของนักกีฬา ยิ่งแสนสั้น หากไม่มุ่งมั่นขยันฝึกซ้อม ตั้งใจแข่งขัน ปล่อยให้เรื่องอื่นเข้ามามีอิทธิพลจนเบี่ยงเบนไปในทิศทางอื่น กว่าจะรู้สึกตัว ช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว
2 วลีที่มีต่อเหตุการณ์นี้ตั้งแต่แรกก็คือ “ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้” แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ด้วยน้ำมือของนักกีฬาไทย และ “มันจบแล้ว” ก็คือ ความจริงที่จะเกิดขึ้นตามมา
.........
(หมายเหตุ : เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด 'เอ-อาร์ต'แก้วแตกยากที่จะประสาน : โต๊ะกีฬารายงาน)



