ข่าว

'เจาะ6ปม'คร่า19ชีวิตทัวร์ประสานงาเทรลเลอร์

'เจาะ6ปม'คร่า19ชีวิตทัวร์ประสานงาเทรลเลอร์

24 ก.ค. 2556

'เจาะ6ปม'คร่า19ชีวิต ทัวร์ประสานงาเทรลเลอร์ : วินัย วงศ์วีระขันธ์ / ศุภกร อรรคนันท์รายงาน

         เป็นที่ทราบกันดีว่า รถโดยสาร 2 ชั้น โดยเฉพาะที่ออกวิ่งให้บริการโดยบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) นั้นจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับหนึ่ง เพราะไม่เช่นนั้น กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมก็จะไม่ออกทะเบียนให้เดินรถได้ นั่นหมายความว่ารถโดยสาร 2 ชั้นทุกคันจะต้องผ่านขั้นตอนตรวจเช็กสภาพรถ ความปลอดภัยของรถอย่างเคร่งครัดถี่ถ้วน

         แม้โศกนาฏกรรมรถเทรลเลอร์ 22 ล้อพุ่งข้ามเลนชนเข้ากับรถประจำทางปรับอากาศของบขส.สายร้อยเอ็ด-กรุงเทพ ที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กลืน 19 ชีวิตไปกับกองเพลิงจะไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของรถโดยสาร หากแต่สภาพในที่เกิดเหตุที่ผู้โดยสารถูกไฟคลอกอย่างน่าอนาถต่างหากที่ควรต้องตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

         ตามข้อมูลที่ระบุเอาไว้สำหรับการตรวจมาตรฐานรถโดยสาร 2 ชั้นกำหนดว่า จะดูที่การใช้งานของระบบเบรก สภาพความปลอดภัยของคัสซี ระบบไฟเลี้ยว ไฟหน้า ไฟท้าย ทางออกฉุกเฉินทั้งทางกระจกและเพดานรถ อุปกรณ์ดับเพลิง

         แต่อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีประเด็นคำถามที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการออกใบประทับรับรองมาตรฐานรถโดยสาร 2 ชั้นที่จะต้องตอบต่อสังคมก็คือ

         1.อุปกรณ์ดับเพลิง โดยปกติรถโดยสารทุกประเภทต้องติดตั้งอยู่แล้วแต่สำหรับรถโดยสาร 2 ชั้นย่อมน่าจะพิเศษกว่าก็คือ ในห้องผู้โดยสารที่อยู่ชั้นบนนั้น ได้ติดตั้งเอาไว้กี่จุด และมีเจ้าหน้าที่เดินรถคอยอำนวยความสะดวกพอเพียงหรือไม่

         2.โดยปกติ รถโดยสาร 2 ชั้นควรจะต้องผ่านมาตรฐานทดสอบการชนด้วย แต่สำหรับรถโดยสาร 2 ชั้นในประเทศไทยที่ใช้วิธีการดัดแปลงคัสซีเพื่อเพิ่มจำนวนเพลาและล้อเป็น 3 เพลา 8 ล้อ และ 10 ล้อนั้นได้มาตรฐานเพียงพอหรือยัง

         3.โครงสร้างห้องโดยสารด้านบน ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกระจก มากกว่าที่จะเป็นโครงเหล็กที่แข็งแรงเพียงพอ ในกรณีรถคว่ำ รถชน อาจทำให้เกิดความสูญเสียได้ไม่แพ้เหตุเพลิงไหม้

         4.ประตู หรือทางออกฉุกเฉิน มีข้อสังเกตมาก่อนหน้านี้แล้วว่า รถโดยสาร 2 ชั้นควรจะมีทางออกฉุกเฉินบริเวณกระจก บริเวณเพดานรถด้วย แต่สำหรับรถคันที่เกิดอุบัติเหตุนี้ยังไม่แน่ชัดว่าได้มาตรฐานเช่นนั้นหรือไม่ ขณะเดียวกัน ประตูรถปกติที่ใช้อยู่ก็ต้องให้ผู้โดยสารปีนลงมาใช้ชั้นล่าง ในวินาทีแห่งชีวิตนั้นด้วย

         5.ตำแหน่งที่นั่งบนรถโดยสาร ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่อยู่ชั้นบน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ถามว่าโอกาสที่พวกเขาที่โดยสารมาบนที่นั่งในแต่ละจุดนั้นจะได้รับอันตรายต่างกันอย่างไร หรือไม่ว่าไม่ปลอดภัยเสมอกันหมด

         6.มาตรฐานการติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิง หรือก๊าซเอ็นจีวีบริเวณตัวถังรถ ได้มาตรฐานหรือไม่ เพราะอุบัติเหตุไฟคลอกผู้โดยสารเสียชีวิตจำนวนมากเช่นนี้น่าจะมีเรื่องเชื้อเพลิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

         อุบัติเหตุทางถนนแต่ละครั้ง สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเกินคณานับ หากแต่ที่มาของอุบัติเหตุนั้นมาก็ประกอบขึ้นด้วยหลายปัจจัย การวิเคราะห์วิจัย หาจุดอ่อน จุดเปราะบางเพื่อวางมาตรการป้องกันจึงเป็นทางออกทางเดียวที่จะรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยบนท้องถนน

         ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งให้ตั้งศูนย์บัญชาการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและญาติผู้ชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นรถบรรทุกคันดังกล่าวติดตั้งก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่รถโดยสาร บขส. ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง โดยจากระบบจีพีเอส พบว่าเมื่อเกิดเหตุรถ บขส.ใช้ความเร็ว 78 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งต่อจากนี้ต้องตรวจสอบมาตรฐานตัวรถ ทั้งทางออกฉุกเฉินกรณีรถ 2 ชั้น และตรวจสอบการติดตั้งก๊าซอย่างรอบคอบ เนื่องจากหลังเกิดอุบัติเหตุ ไฟได้เกิดลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากอะไรไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว โดยวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ จะเชิญผู้เกี่ยวข้องจากกรมการขนส่งทางบก และ บขส. มาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว รวมทั้งสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย

         นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า สำหรับการชดเชยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น เบื้องต้น บขส.ได้เร่งประสานกับบริษัทประกันภัย จ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียชีวิตรายละ 3 หมื่นบาท และให้ผู้บาดเจ็บรายละ 1 หมื่นบาท โดยไม่ต้องรอผลว่าใครเป็นฝ่ายผิด หรือฝ่ายถูก ส่วนประกันภาคบังคับและภาคสมัครใจ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติม คาดว่าวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ จะเริ่มจ่ายเงินชดเชยได้


น้ำตาแห่งความสูญเสีย


             โศกนาฏกรรมเมื่อรถเทรลเลอร์ 22 ล้อ พุ่งข้ามเกาะชนกับรถทัวร์ 2 ชั้น บขส. สายกรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ด มีผู้เสียชีวิตมากถึง 19 ศพ หากแต่ผลกระทบมิใช่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังต่างก็ช็อกกับเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
    
             เสียงร้องไห้ระงมผวาเข้ากอดเพื่อปลอบโยนกันและกันของญาติๆ นายอำนาจ ชัยพอ วัย 34 ปี ที่เสียชีวิตพร้อม ด.ช.อภิชาต หรือ น้องฟ่ง ชัยพอ ลูกชายวัย 3 ขวบ บรรยากาศเศร้าสลดไปทั้งบ้านไม้ชั้นเดียวสภาพเก่า ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ 4 บ้านดงเค็ง ต.ป่าสังข์ อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด มีชาวบ้านและญาติพี่น้องในหมู่บ้านต่างมาคอยปลอบใจ นางรำไพ เจนสระคู อายุ 57 ปี แม่และย่าของผู้เสียชีวิตที่อยู่ในอาการช็อก เหม่อลอย น้ำตารินไหลมาตั้งแต่ช่วงเช้าที่ทราบข่าว เวลาผ่านนานนับชั่วโมง จนไม่มีน้ำตาจะไหล ได้แต่นั่งเหม่อกอดรูปลูกชายไว้แนบอก
    
             ก่อนหน้านี้ นางรำไพ ต้องอยู่กับความเหงา เพราะลูกๆ ทั้ง 4 คน ต่างแยกย้ายไปอยู่ต่างถิ่น ลูกชายคนโตบวชเป็นพระที่กรุงเทพฯ ลูกสาวก็ไปมีครอบครัวอยู่ราชบุรี ส่วนนายอำนาจที่เสียชีวิตเป็นลูกคนที่ 3 ไปมีครอบครัวอยู่กรุงเทพฯ และน้องคนเล็กก็ถูกคัดเลือกไปเป็นทหารเกณฑ์
    
             วันเข้าพรรษาปีนี้ได้ทราบข่าวจากลูกชายว่าจะมาเยี่ยมเพื่อพูดคุยเรื่องหนี้สินที่นางรำไพไปกู้เงิน ธ.ก.ส. จำนวน 1 แสนบาท ให้ลูกชายไปซื้อเสื้อวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหาเลี้ยงครอบครัวในกรุงเทพฯ เมื่อถึงวันลูกชายพาหลานคนเล็กวัย 3 ขวบ กลับมาเยี่ยมย่า ลูกชายยังยืนยันให้อุ่นใจว่าไม่ต้องห่วงจะหาเงินมาใช้หนี้ ธ.ก.ส.อย่างแน่นอน แต่ในใจลึกๆ หัวอกคนเป็นแม่ก็อดห่วงไม่ได้ เพราะลูกมาแจ้งข่าวว่า ภรรยาเพิ่งตกงาน ภาระทั้งครอบครัวที่มีลูกสาววัย 9 ขวบอีก 1 คน ถือว่ามากโข
    
             การเสียลูกและหลานพร้อมกันครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการขาดเสาหลักของครอบครัว เงินที่กู้จากธ.ก.ส. ก็ยังไม่รู้จะหามาใช้คืนด้วยหนทางใด
    
             "ก่อนกลับแม่ได้แต่บอกลูก ถ้าไม่ไหวก็ให้กลับบ้าน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นรถทัวร์ เพื่อนบ้านได้มาเอ่ยปากชวนให้ติดรถกลับกรุงเทพฯ ด้วยกัน เพราะเอารถส่วนตัวมา แต่ลูกชายซื้อตั๋วไป-กลับไว้แล้ว เสียดายเงินและเกรงใจจึงตอบปฏิเสธไป"
    
             ลูกชายของนางรำไพเสียชีวิตในกองเพลิง ขณะนั่งอยู่ที่นั่งด้านหลังคนขับแถวแรก
    
             นางรำไพ บอกว่า หลังทราบข่าวได้ให้ญาติไปติดต่อรับศพลูกและหลานแทน เนื่องจากไม่สามารถไปด้วยตัวเองได้ เพราะป่วยเป็นโรคความดัน พร้อมกันนี้ให้พี่ชายที่บวชเป็นพระช่วยทำพิธีเผาศพน้องชายที่กรุงเทพฯ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะนำกระดูกมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดต่อไป
    
             ขณะเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 1 บ้านดงแดง ต.ดงแดง อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นบ้านของ นายไพโรจน์ แก้วคุณ ครูโรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก ที่ต้องสูญเสีย น.ส.ปาริชาติ แก้วคุณ บุตรสาววัย 31 ปี ที่ทำงานเป็นครูอัตราจ้างอยู่ที่ จ.ชลบุรี และเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ช่วงวันหยุดยาว โดยไม่มีลางสังหรณ์ใดๆ เลยว่า การจากครั้งนี้... จะเป็นครั้งสุดท้าย
    
             พ่อแม่ของเธออยู่ในอาการเศร้าโศกอย่างหนัก ไม่มีคำพูดใด มีเพียงน้ำตาที่ตกอยู่ส่วนลึกของหัวใจ มีเพียง นายไชโย ปิตบูรณ์ ผู้เป็นญาติคอยตอบคำถามผู้คนที่เข้ามาปลอบใจและแสดงความเสียใจ
    
             ชะตามนุษย์ยากจะคาดเดา น.ส.ปาริชาติ ผู้เสียชีวิต เดินทางเที่ยวบัสมรณะ โดยใช้บัตรโดยสารชื่อ รติรัตน์ กุลจิติสาธร บุตรสาวของนายไชโย ที่ซื้อตั๋วไว้แล้ว แต่ยกเลิกการเดินทาง จึงขายตั๋วต่อให้ น.ส.ปาริชาติ ทันทีที่ทางบ้านทราบข่าวว่ารถทัวร์ร้อยเอ็ดเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พ่อแม่ต่างภาวนาไม่ให้เป็นรถคันที่ลูกสาวโดยสารไป สุดท้ายน้ำตาแห่งความสูญเสียก็เอ่อล้นพรั่งพรู เมื่อไปดูศพและยืนยันเอกลักษณ์ ความหวังสุดท้ายก็มลายลง
    
             ส่วน น.ส.จิราพร สืบเมืองสาย อายุ 29 ปี ลูกพี่ลูกน้องของ น.ส.เอมอร เทียมสิงห์ นักศึกษาพยาบาลสภากาชาดปี 4 หนึ่งในผู้เสียชีวิต ถึงกับน้ำตานองหน้าระหว่างเดินทางมาดูศพที่ สภ.แก่งคอย
    
             "ห้ามไม่ให้น้องสาวเดินทางมากับรถทัวร์ เพราะปกติน้องจะเดินทางด้วยรถตู้ เพราะชำนาญกว่า แต่น้องสาวพยายามจะเดินทางมาจนได้ บอกว่ามีงานค้าง เนื่องจากใกล้สำเร็จพยาบาลแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะประสบเหตุร้าย" น.ส.จิราพร กล่าว
    
             บนคราบน้ำตาแห่งความโศกเศร้า ย่อมปรากฏแสงแห่งความหวังเช่นกัน เช่นเดียวกับ ส.ต.อ.หญิง อรวรรณ อสิกัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประตู 1 ทำเนียบรัฐบาล รอดชีวิตมาได้ราวปฏิหาริย์
    
             ส.ต.อ.หญิง อรวรรณ เล่านาทีชีวิตด้วยสภาพมีบาดแผลที่บริเวณใต้เปลือกตาซ้าย และต้นขาซ้าย ว่า กลับบ้านเกิดมาทำบุญเข้าพรรษาร่วมกับพ่อแม่และญาติๆ ที่ จ.ร้อยเอ็ด ปกติจะเดินทางโดยสารกับรถร่วมของบริษัทเอกชน แต่ครั้งนี้ที่นั่งเต็มทุกเที่ยว จึงใช้บริการรถ บขส. ได้ตั๋วที่มีคนซื้อไว้แล้ว แต่นำมาขายคืน เพราะเขาเปลี่ยนแผนการเดินทาง
    
             ระหว่างโดยสารมาก็หลับมาตลอดทาง เพื่อออมแรงไว้ทำงานที่กรุงเทพฯ จู่ๆ ประมาณ 04.00 น. ก็ได้ยินเสียงคนร้องเอะอะโวยวาย และตะโกนขอความช่วยเหลือ บางคนพยายามหนีออกจากเปลวไฟที่ลุกท่วมรถ พอได้สติจึงคลานออกมาจากตัวรถซึ่งพลิกตะแคงอยู่กลางถนน โดยมีผู้บาดเจ็บอีก 3 คน คลานตามออกมา
    
             "นี่คือ ประสบการณ์จริงกับคำว่าเฉียดตาย ได้แต่ถามตัวเองว่า เรารอดตายจริงหรือ เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้น หากออกมาจากรถช้าไปกว่านี้ คงต้องตายแน่ๆ"

............

(หมายเหตุ : 'เจาะ6ปม'คร่า19ชีวิต ทัวร์ประสานงาเทรลเลอร์ : วินัย วงศ์วีระขันธ์ / ศุภกร อรรคนันท์รายงาน)