
จับตา'รัฐบาลปู'จัดโผ'บิ๊กขรก.'เกษียณ
จับ'เทคโนแครต'ประกันฐานอำนาจ จับตา'รัฐบาลปู'จัดโผ'บิ๊กขรก.'เกษียณ : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงานพิเศษ
ในช่วงเวลา 2 ปีที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน มีอดีตข้าราชการที่ได้ดี และข้าราชการที่ตกต่ำ หากไล่เช็กชื่อรัฐมนตรีนับจากการแต่งตั้ง ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 จนถึงการปรับ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 5" เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 จะพบว่ามีการปรับ-ปลด-โยก-ย้ายรัฐมนตรีรวม 55 คน ในจำนวนนี้มี 22 คน ที่ไร้ตำแหน่งแห่งหนใดๆ ณ ปัจจุบัน ส่วนที่เหลือเป็นการสลับเก้าอี้
“อดีตข้าราชการ” ที่ได้รับการอัพสถานะขึ้นเป็น “รัฐมนตรี” มีทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่ "ชัยเกษม นิติสิริ" อดีตอัยการสูงสุด ที่ขึ้นแท่น รมว. ยุติธรรม "เบญจา หลุยเจริญ" ที่ลงทุนลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรก่อนเกษียณ 3 เดือน เพื่อพิมพ์นามบัตร รมช.คลัง และ "ยรรยง พวงราช" อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้เป็น รมช.พาณิชย์
นอกจากนี้ยังมีอีก 3 คน ที่มาจากโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล คือ "ยุคล ลิ้มแหลมทอง" อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ "สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์" อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ขึ้นชั้นเป็น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และ "ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์" อดีตแคนดิเดตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กลายเป็น รมว.อุตสาหกรรม (ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว)
คำถามแรกๆ ที่สังคมและสื่อมวลชนโยนใส่ “3 รัฐมนตรีหน้าใหม่” คือ ได้ดีเพราะฝักใฝ่พรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่? คุณสมบัติเด่นที่ทำให้โดดมาร่วมวง ครม.ได้เป็นเพราะเคยทำงานใหญ่ให้ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มาก่อนหรือไม่? ทว่าทุกคนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
“ชัยเกษม” บอก “ยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 1,000 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ได้รับตำแหน่งนี้ เพราะเกี่ยวกับสายงานผม...สมัยเป็นอัยการสูงสุดเรื่องที่ผมสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณก็มี ไม่สั่งฟ้องก็มี ก็ต้องดูที่เนื้อหา ผมตรงไปตรงมาที่สุดแล้วในเรื่องเหล่านี้”
“เบญจา” บอก “สาบานได้ว่าไม่มีเรื่องการเมือง จะทำอะไรก็ตรวจสอบได้ คนที่ทาบทามให้ดิฉันเข้ามารับตำแหน่งคือนายกฯ ยิ่งลักษณ์”
ไม่ต่างจาก “ยรรยง” ที่กล่าวว่า “การเข้ามาทางการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เพราะก่อนหน้านี้ผมเป็นที่ปรึกษามีรายได้สูงกว่าอยู่แล้ว แต่ผมก็ทำใจไว้แล้วกับการเข้ามาตรงนี้"
แหล่งข่าวจากข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งให้ความเห็นว่า การดึงอดีตข้าราชการมาร่วม ครม.ไม่ใช่เรื่องเหนือคาด เนื่องจาก “ยิ่งลักษณ์” และรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดส่วนใหญ่โตจากสายงานภาคเอกชน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการสั่งข้อราชการในช่วงต้นรัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554
ที่นายกฯ ไม่รู้วิธีใช้เครื่องมือที่มีอยู่ จึงสั่งผิดสั่งถูก พูดผิดพูดถูก แต่ระยะหลังมานี้นายกฯ มีความเข้าใจระบบราชการและขั้นตอนกฎหมายมากขึ้น สังเกตได้จากเวลาเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ซึ่งสามารถไล่ประเด็นและจี้ถามเรื่องต่างๆ จากผู้เข้าร่วมประชุมได้โดยไม่ต้องดูโพยที่ทีมงานสรุปให้
เขากล่าวด้วยว่า ในแต่ละสัปดาห์นายกฯ จะเรียกข้าราชการซึ่งเป็น “ผู้บริหารหน่วยงานกลาง” มาบรรยายสรุปวาระสำคัญที่ ครม.ต้องพิจารณา หรืออาจโทรศัพท์สอบถามผู้เกี่ยวข้องกรณีเกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้น เช่น กรณีรัฐบาลถูกร้องเรียน หรือฟ้องร้องในคดีต่างๆ โดยข้าราชการที่คอยป้อนข้อมูลให้นายกฯ หลักๆ มี 4 คน คือ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ร่วมด้วยบางกรณีที่เกี่ยวข้อง
ข้าราชการที่เคยร่วมงานกับทั้ง “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” วิเคราะห์ว่า การเพิ่มส่วนผสมของเทคโนแครตใน ครม. “ยิ่งลักษณ์” มาจาก 3 เหตุผล คือ1.ตัวข้าราชการที่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจมาก และมีโอกาสเห็นรัฐมนตรีสั่งการต่างๆ ก็อาจจะเผลอ เคลิบเคลิ้ม อยากมีอำนาจมากขึ้น จึงเข้ามารับตำแหน่ง 2.นายกฯต้องการเพิ่มน้ำหนักและความมั่นใจในการสั่งการต่างๆ โดยเฉพาะในยุคที่ฝ่ายตรงข้ามพร้อมหยิบทุกเรื่องขึ้นเป็นประเด็นไปร้องศาลและองค์กรอิสระ และ3.เป็นสไตล์การบริหารแบบ “ทักษิณ” ที่พอเห็นข้าราชการคนไหนมีฝีมือ มีแววดี ก็จะดึงคนเหล่านั้นมาเป็นฐานทางการบริหารและการเมืองทันที
“หากเทียบสัดส่วนเทคโนแครตใน ครม. “ยิ่งลักษณ์” กับครม. “ทักษิณ” จะเห็นว่าอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน เพราะถ้าไม่มีเลย หรือมีน้อยเกินไปก็จะเกิดช่องโหว่ในการบริหาร แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจทำให้การขับเคลื่อนช้าเหมือนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ตั้งอดีตข้าราชการเป็นรัฐมนตรีค่อนรัฐบาลขณะที่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีฝ่ายประจำได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควตาคนนอกเลย” แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว
ถ้าย้อนกลับไปยุครัฐบาล "ทักษิณ" จะพบว่า ในการปรับ ครม.รัฐบาล “ทักษิณ 2” รวม 3 ครั้ง มีการแต่งตั้ง “รัฐมนตรีคนนอก" ที่มาจากฝ่ายประจำรวม 5 คน คือ "วิษณุ เครืองาม" อดีตเลขาธิการ ครม. ที่เข้ามาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายตั้งแต่รัฐบาล “ทักษิณ 1” และยังคงเป็นเนติบริกรต่อในยุค "ทักษิณ 2" "อารีย์ วงศ์อารยะ" อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย "เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช" อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เข้ามาเป็น รมช.มหาดไทย "รุ่ง แก้วแดง" อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา เข้ามาเป็น รมช.ศึกษาธิการ และ "พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์" อดีตรองผบ.ตร. ซึ่งข้ามเหล่ามาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก่อนได้ขึ้นแท่นรองนายกฯ หมายเลข 1
บางคนกลายเป็นนักการเมืองเต็มขั้นหลังจากนั้น ทว่าบางคนจากการเมืองไปด้วยความเจ็บปวด โดยเฉพาะ “วิษณุ เครืองาม” ที่ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ก่อนปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งเหตุผลที่เขายืนยันกับสังคมในเวลานั้นไม่ใช่เพราะได้รับสัญญาณพิเศษใดๆ แต่ทนแรงเสียดทานไม่ไหว
“ผมไม่นึกว่าจะมีแรงเสียดทานอย่างนี้ ผมนึกว่าเป็นแรงเสียดทานในพรรค เพราะเจอมาแล้วจากการเป็นรัฐมนตรีคนกลาง แต่นี่เป็นแรงเสียดทานจากนอกพรรค ซึ่งหนักกว่า เพราะแรงเสียดทานในพรรคยังมีบารมีนายกฯ คุ้มหัว แต่ถ้านอกพรรค แม้แต่ตัวนายกฯ ยังเอาตัวไม่รอด ผมว่าผมไม่อดทน อดกลั้นอดออมพอขณะนั้น”
นั่นเป็นคำพูดของ “วิษณุ” ที่ข้าราชการผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ควรรับฟัง
ด้าน “จรวยพร ธรณินทร์” กรรมการและโฆษกคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กล่าวว่า การมีเทคโนแครตในรัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถือเป็นการเอาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา รู้ระบบ และมีประสบการณ์โดยตรงมาทำงาน จึงมองว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้รัฐบาลด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ข้าราชการที่อยากเล่นการเมืองต้องมีศิลปะในการครองตนช่วงที่ยังรับราชการ ต้องระมัดระวัง หากเลือกข้างมากเกินไป แล้วมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตัวเองจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นขอให้เป็นกลาง อย่าไปฝักใฝ่ข้างใดมากจนเห็นได้ชัด เพราะจะเป็นภัยแก่ตัวเอง
นอกจากอดีตข้าราชการ 6 คน ที่เป็นตัวอย่างของกลุ่มที่ได้ดีในยุค “ยิ่งลักษณ์” แล้ว ยังมีข้าราชการอย่างน้อย 2 คน ที่อนาคตไม่สดใส จากการถูกผู้มีอำนาจมองว่าพวกเขาทำตัวเป็น “ฝ่ายค้านในรัฐบาล”
คนหนึ่งคือ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ที่เคยนั่งเป็นเลขาธิการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ให้แก่รัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหวนคืนเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก่อนเกษียณอายุราชการในปี 2557 หรือไม่หลังนายกฯ ตัดสินใจอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางที่สั่งคืนตำแหน่งให้แก่เขา
อีกคนคือ “สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไปให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ วุฒิสภา ว่าโครงการรับจำนำข้าวเสี่ยงทุจริตทุกขั้นตอน ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลสอบจะส่งผลกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่ของเธอหรือไม่ แต่เธอบอก “ไม่รู้สึกอะไรที่ถูกตั้งกรรมการสอบ เพราะทำตามหน้าที่”
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในภาวะที่รัฐบาลถูกสารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งคลิปลับเขย่าขวัญ โครงการรับจำนำข้าวถูกกล่าวหาว่าทุจริต โครงการลงทุนขนาดใหญ่อาจไปต่อไม่ได้ เพราะติดคดีในชั้นศาล บางฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า “ยิ่งลักษณ์” ผู้ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ จะทนต่อแรงบีบอัดไหวหรือไม่ จะตัดสินใจยุบสภาหนีข้อครหาทั้งปวงหรือเปล่า
ทว่าหลายเสียงในพรรคเพื่อไทยยืนยัน “นี่ยังไม่ใช่ห้วงเวลาที่เหมาะสม การยุบสภาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดความขัดแย้งขั้นรุนแรง จนรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ที่สำคัญงบประมาณต่างๆ ต้องถูกส่งลงพื้นที่แล้ว และการจัดวางกำลังคนก็ต้องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ จะมีหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง (ซี 11) เกษียณถึง 9 คน โดย ครม.ชิงแต่งตั้งไปแล้ว 1 คน คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกจากนี้ยังมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยระดับอธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัด (ซี 10) เกษียณอีก 20 คน ยังไม่รวมกระทรวงอื่นๆ อีกหลายตำแหน่ง
นั่นจึงเป็นโอกาสให้ “การเมือง” จัดโผบิ๊กข้าราชการได้จำนวนมหาศาล
ตราบที่นักการเมืองยังฝังใจว่าข้าราชการประจำคือฐานค้ำยันอำนาจของตน ตราบนั้นก็จะมีทั้งข้าราชการที่ได้ดีและข้าราชการที่ตกต่ำทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง!!!
..............................................
(หมายเหตุ : จับ'เทคโนแครต'ประกันฐานอำนาจ จับตา'รัฐบาลปู'จัดโผ'บิ๊กขรก.'เกษียณ : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงานพิเศษ)



