ข่าว

แฉขบวนการอุปโลกน์'เณรคำ'โกยเงินบริจาค

แฉขบวนการอุปโลกน์'เณรคำ'โกยเงินบริจาค

22 ก.ค. 2556

แฉขบวนการสูบเงินวัด อุปโลกน์'เณรคำ'โกยเงินบริจาค : สัมภาษณ์พิเศษพ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยทีมข่าวรายงานพิเศ

             ความพยายามในการตรวจสอบพฤติการณ์ลวงโลกของ "สมีเณรคำ" หรือ นายวิรพล สุขผล หรือ อดีตพระหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และตำรวจ กก.3 บก.ป. ยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ ในการติดตามจับกุมสมีเณรคำกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายในประเทศไทย

             ไม่น่าเชื่อว่า อดีตพระหนุ่มวัย 30 ต้นๆ ซึ่งมีความรู้ไม่มาก การศึกษาแค่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จะอาศัยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทย ปลุกปั่นปั้นเรื่องอวดอุตริ หลอกเอาเงินบริจาคของประชาชนไปหลายร้อยล้านบาท

             ทีมข่าวรายงานพิเศษคมชัดลึก มีโอกาสจับเข่าคุยกับ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนกรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฉ้อโกงเงินบริจาคของหลวงปู่เณรคำ จึงถือโอกาสสอบถามเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด

ตัวตนของ "สมีเณรคำ" เป็นใครมาจากไหน

             จากการลงพื้นที่ของชุดสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ได้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า นายวิรพล สุขผล มาจากครอบครัวที่ยากจน ไม่ได้มีการศึกษาที่สูง เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก็ไม่จบ โดยเลิกเรียนไปตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังจากเลิกเรียนได้บวชเป็นเณรที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 15 ปี กระทั่งอายุ 20 ปี ได้บวชเป็นพระที่วัดดอนทาด ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ต่อมาได้ไปสังกัดที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

             หลังจากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่วัดป่าบ้านยาง หรือวัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนั้นไม่ได้มีแววว่าจะเป็นพระดัง เนื่องจากเป็นพระที่พูดไม่เก่ง ไม่มีอะไรที่โดดเด่น รวมถึงไม่มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเหมือนพระหนุ่มๆ ทั่วไป ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าคงบวชไม่นานก็ต้องสึกออกไป

             กระทั่งหลายปีก่อน หลวงปู่เณรคำ ได้ธุดงค์ไปที่บ้านโพธิ์ และมีความสัมพันธ์กับเด็กสาววัย 14 ปี รายหนึ่ง ซึ่งคนในละแวกนั้นทราบเรื่องดี และคิดว่าอีกไม่นานพระคงสึกออกมาอยู่กินฉันสามีภรรยากับหญิงสาวรายนี้ 

             แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้เป็นเช่นที่ชาวบ้านคิด เพราะ หลวงปู่เณรคำ ยังคงอยู่ในผ้าเหลือง แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ศรัทธาว่าเป็นพระ และไม่มีใครที่ทราบเรื่องเข้าไปทำบุญที่วัด

แล้วทำไมจึงมีคนศรัทธาบริจาคเงินให้มากมายเช่นนั้น

             การอยู่ในผ้าเหลืองในระยะเวลาที่นานขึ้น ทำให้อดีตพระหลวงปู่เณรคำ มีบุคคลใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงพระในวัดจำนวน 4 รูป ที่ถือเป็นคนสนิทด้วย ระหว่างนั้นมีการออกตระเวนเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ อวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งที่มรณภาพแล้วกลับชาติมาเกิด สามารถระลึกชาติได้ และกลายเป็นที่มาของ ชื่อ "หลวงปู่เณรคำ" มีการสร้างภาพลักษณ์ว่าคือพระชรา โดยการกินหมาก อวดอุตริว่านิมิตพบพระอินทร์ เลียนแบบพระสงฆ์รูปหนึ่งใน จ.มุกดาหาร ที่อ้างว่าไปพบพญานาค

             ระหว่างนี้พระที่ใกล้ชิด ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นเอง และเฟซบุ๊ก เผยแพร่เรื่องราวชวนเชื่อสร้างศรัทธา รวมทั้งจัดทำหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเรื่องราวที่เกี่ยวกับการอุตริ ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกล ไม่ทราบประวัติของพระ หลงเชื่อศรัทธา เดินทางจากสถานที่ห่างไกลไปทำบุญและบริจาคเงินที่วัดป่าขันติธรรม ขณะที่ชาวบ้านใกล้เคียง ซึ่งทราบพฤติการณ์ของพระดี ไม่เข้าวัด

             การอาศัยโซเชียลมีเดียสร้างภาพลักษณ์ให้แก่หลวงปู่เณรคำดังกล่าว ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลหลงเชื่อ เดินทางไปทำบุญที่วัด หลวงปู่เณรคำและพรรคพวกจึงฉวยโอกาสสร้างเหรียญบูชาจำหน่าย อ้างระดมเงินบริจาคสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเงินเหล่านั้นส่วนหนึ่งถูกเอาไปใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ตัวเอง โดยการนำไปมอบให้กาชาด โรงเรียน โรงพยาบาล ซื้อรถยนต์มอบให้พระชั้นผู้ใหญ่

แล้วทำไมต้องสร้างพระแก้วมรกตจำลอง

             เป็นหนึ่งในกุศโลบายในการระดมเงินบริจาค โดยอุตริอ้างว่านิมิตพบพระอินทร์แล้วให้สร้างพระแก้วมรกตจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อธำรงพุทธศาสนา ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวโดนใจพุทธศาสนิกชนที่นิยมการทำบุญ ทำให้มีการบริจาคเงินและทองคำที่อ้างว่าจะนำมาหล่อองค์พระให้แก่สมีเณรคำจำนวนมาก

             ประกอบกับการใช้โซเชียลมีเดียโฆษณาชวนเชื่อ ยิ่งทำให้มีประชาชนที่อยู่ห่างไกลเดินทางไปที่วัดมากขึ้น ส่งผลให้มีกลุ่มบุคคลส่วนหนึ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ภายในวัด และคนกลุ่มนี้เข้ามาเหมือนเป็นแนวร่วมของพระ ซึ่งขณะนี้กำลังตรวจสอบกลุ่มบุคคลดังกล่าวทั้งหมด

             ทองที่ได้จากการบริจาคมีการนำไปจำหน่ายต่อให้ร้านทอง แปรสภาพเป็นเงิน ก่อนจะนำไปรวมกับเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อรถยนต์หรูราคาแพง เท่าที่ตรวจสอบพบขณะนี้มีกว่า 70 คัน วงเงินนับร้อยล้านบาท ซึ่งรถหรูนี้ซื้อมาใช้งานไม่นานก็นำไปขายคืนให้บริษัทนำเข้ารถยนต์ที่ซื้อมาในวงเงินที่ต่ำกว่าขณะซื้อมา โดยการซื้อขายนั้นยังไม่ทันโอนกรรมสิทธิ์เสียด้วยซ้ำ พฤติการณ์เช่นนี้เข้าข่ายการฟอกเงิน ซึ่งดีเอสไอได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้รับเรื่องไปตรวจสอบแล้ว

การสร้างพระแก้วจำลององค์ใหญ่ที่สุดมีการขออนุญาตหรือไม่

             จากการตรวจสอบชัดเจนว่าไม่ได้ขออนุญาตจากกรมศิลปากร และมีเจตนาเพื่อระดมเงินบริจาคเท่านั้น ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมภายในวัดเพื่อระดมเงินบริจาคก็จะอ้างว่านำไปสร้างพระแก้วมรกตจำลอง และทุกครั้งที่รับเงินบริจาคจะมีการประกาศจำนวนเงินที่ได้รับเกินจริง เพื่อประชาชนเข้าใจว่ามีผู้ศรัทธาในตัวหลวงปู่เณรคำจำนวนมาก เป็นไปตามที่ขบวนการสร้างภาพวางไว้ เงินที่ได้จากการบริจาคก็นำไปซื้อรถหรูราคาแพงเพื่อสร้างภาพอีกว่ามีผู้มีจิตศรัทธามาก บริจาคเงินเยอะ มีรถราคาแพงใช้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งรวมถึงการนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายในการเช่าเครื่องบินเจ็ตและเฮลิคอปเตอร์ด้วย

             กรณีของอดีตพระวิรพลจะแตกต่างจากอดีตพระซึ่งมีปัญหาพฤติการณ์ไม่เหมาะสมก่อนหน้านี้ ทั้งอดีตพระยันตระ พระนิกร หรือพระภาวนาพุทโธ ตรงที่ใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมทตัวเอง ทำให้ประชาชนเข้าถึงการหลอกลวงได้ในวงกว้างกว่าในอดีตที่ใช้การสื่อสารแบบปากต่อปาก ซึ่งจะโฆษณาชวนเชื่อได้ยากกว่า 

รถนำของตำรวจทางหลวงไปเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

             เป็นการประสานงานของอดีตตำรวจทางหลวงรายหนึ่ง มียศ ร.ต.ต. ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้ว เป็นคนดำเนินการให้ อดีตตำรวจคนนี้นอกจากจะประสานเรื่องรถตำรวจทางหลวงให้มานำขบวนรถของสมีเณรคำแล้ว ยังทำหน้าที่เคลียร์สารพัดปัญหาให้แก่อดีตพระวิรพล รวมถึงปัญหาเรื่องผู้หญิง ที่อดีตพระวิรพลมีความสัมพันธ์ด้วยถึง 8 คน

             จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ทราบว่าอดีตตำรวจผู้นี้ทำหน้าที่ในการจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูผู้หญิงทั้ง 8 คน ให้แก่อดีตพระวิรพล และยังทำหน้าที่บริหารจัดการเรื่องการเงินและทรัพย์สินส่วนหนึ่ง รวมถึงการนำเงินไปใช้จ่ายในการสร้างบ้านราคาแพงให้ญาติใกล้ชิด และหญิงที่มีความสัมพันธ์กับอดีตพระวิรพล โดยมีพระที่ใกล้ชิดกับหลวงปู่เณรคำอีก 1 รูป ซึ่งพระรูปนี้เท่าที่ทราบเป็นญาติกับหญิงสาว 1 ใน 8 ที่มีความสัมพันธ์กับอดีตพระวิรพล ร่วมดูแลในเรื่องนี้ด้วย

กรณีพัวพันกับยาเสพติดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

             สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรับผิดชอบในการตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้จากพยานยืนยันว่า อดีตพระวิรพลมีพฤติกรรมมั่วสุมยาเสพติด โดยใช้สถานที่มั่วสุมคืออู่ซ่อมรถ ที่ใช้เป็นสถานที่ปรับเปลี่ยนสภาพรถยนต์ที่ซื้อมาก่อนนำไปขายคืน และตามบ้านที่เช่าไว้ ส่วนพฤติกรรมที่นอกเหนือกว่านั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอยู่ระหว่างตรวจสอบในเชิงลึก

 

ป.ป.ส.ลุยสอบคนใกล้ชิดสาวเครือข่ายยาเสพติด

             แหล่งข่าวในชุดสืบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบข้อสงสัยกรณีอดีตพระวิรพลอาจมีพฤติการณ์พัวพันกับยาเสพติดหรือไม่ ล่าสุดชุดสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบพฤติการณ์บุคคลใกล้ชิดรายหนึ่ง โดยบุคคลดังกล่าวเดินทางเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านอยู่เป็นประจำ

             ขณะที่ข้อมูลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของอดีตพระวิรพล ฉัตติโก ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งข้อมูลต่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟองเงิน (ปปง.) ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมนั้น พบว่ามีบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆ มากถึง 41 บัญชี แบ่งเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา 4 บัญชี, ธนาคารกสิกรไทย 2 บัญชี, ธนาคารกรุงเทพ 8 บัญชี, ธนาคารไทยพาณิชย์ 27 บัญชี 

             มีทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก อาทิ บ้าน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 999/10 บ้านทรายมูล จ.อุบลราชธานี และบ้านเลขที่ 103/1 อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ รถยนต์หรูราคาแพงอีกหลายสิบคัน ทั้งรถโรลส์-รอยซ์ เชฟโรเลต โตโยต้า คัมรี เฟอร์รารี ฮัมเมอร์ รถกระบะ รถเบนซ์ และรถจักรยานยนต์ ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านบาท

             ปัจจุบันพระวิรพลอายุ 34 ปี เป็นบุตรของนายรัตน์ สุขผล นางสุดใจ สุขผล มีพี่น้องรวมกัน 6 คน มี 1.นายชาญณรงค์ สมเทพ 2.นายวิจาร สมเทพ 3.น.ส.แจ่มศรี สมเทพ(เสียชีวิต) 4.นายวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ 5.นายสุธี สุขผล และ 6.นายจำนง สมเทพ

             อดีตพระวิรพลเคยมีประวัติถูกสีกาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาข่มขู่เอาชีวิต ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. และพนักงานสอบสวนมีหนังสือเชิญเพื่อมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2553 และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2553 พระวิรพลถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาล ท้องที่ สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร

..............................

(หมายเหตุ : แฉขบวนการสูบเงินวัด อุปโลกน์'เณรคำ'โกยเงินบริจาค : สัมภาษณ์พิเศษพ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยทีมข่าวรายงานพิเศษ)