
จุดร่วม-จุดต่าง
จุดร่วม-จุดต่าง : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ผมอยู่ในเมียวดีในวันครบรอบปีที่ 66 แห่งการเสียชีวิตของนายพลออง ซาน วีรบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการกู้เอกราชของพม่าจากอังกฤษ ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 นายพลออง ซาน กับคณะรัฐมนตรี อีก 6 คน ถูกสังหารขณะกำลังร่างรัฐธรรมนูญของพม่า ด้วยน้ำมือของคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งการเสียชีวิตของเขาทำให้พม่าประสบความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกภายในมาโดยตลอด ก่อนที่รัฐบาลเผด็จการทหารซึ่งครองอำนาจมายาวนานจะปรับเปลี่ยนท่าทีเพื่อรับสถานการณ์โลก ซึ่งบีบบังคับให้พม่าจำเป็นต้องเปิดประตูประเทศ
ในเมียวดี มีพิธีวางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถาน และตามบ้านเรือนราษฎรพากันประดับธงทิว เพื่อแสดงความระลึกถึงการจากไปของวีรบุรุษของชาติ ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าสนใจที่ในยุคสมัยของการต่อสู้เพื่อเอกราชพม่าของนายพลออง ซานนั้น ประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ก็มีการต่อสู้กู้ชาติเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีต ประธานาธิบดีซูการ์โน แห่งอินโดนีเซียที่ขับเคี่ยวกับฮอลันดาซึ่งหวนกลับมาอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, โฮจิมินห์ แห่งเวียดนาม เจ้าสุภานุวงศ์ แห่งลาว ที่ต่อสู้กับฝรั่งเศส รวมทั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีตนกูอับดุล ราห์มัน แห่งมาเลเซีย และ อดีตประธานาธิบดีมาคาปากัล แห่งฟิลิปปินส์ ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ยกเว้นประเทศไทย ล้วนแล้วแต่เคยผ่านความเจ็บปวดและขมขื่นจากสภาพ
การตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก เป็นระยะเวลายาวนานนับร้อยหรือหลายร้อยปี และประเทศเหล่านั้นก็เผชิญชะตากรรมอันหนักหน่วงจากกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สำคัญก็คือมีประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม เพื่อกอบกู้เอกราชเช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือประวัติศาสตร์ร่วมของอาเซียน ซึ่งคนไทยในปัจจุบันควรจะต้องทำความเข้าใจ และความเห็นใจประเทศอื่นๆ ในอาเซียน มากกว่าความทระนงตนว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งและเกิดความรู้สึกดูถูกเพื่อนบ้านอยู่ในที เช่นการไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือการไม่ใส่ใจศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง ด้วยข้ออ้างว่าไทยเป็นประเทศเอกราช ไม่ใช่เมืองขึ้นของใคร
ความทระนงตนในทางที่ผิดแบบนั้นแหละครับ ที่ทำให้เรามองข้ามประเทศที่อยู่รอบข้างออกไปยังประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น สหรัฐ และยุโรป และตกเป็นทาสทางวัฒนธรรมโดยไม่รู้ตัว ความเจริญ ความทันสมัยต่างๆ ที่คนไทยรับมาจากสหรัฐอย่างเต็มที่ มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น แท้จริงแล้วก็คือการตกเป็นเหยื่อของการล่าอาณานิคมรูปใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เรือปืนมาข่มขู่ หรือยกกองทหารเข้ามาอยู่ในดินแดนของประเทศอื่น แต่ใช้สื่อต่างๆ และการประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ จนทุกวันนี้คนไทยล้วนต้องส่งส่วยไปให้สหรัฐทุกครั้งที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ด ดื่มกาแฟ น้ำอัดลม ดูหนัง ฟังเพลง หรือเข้าสู่โลกออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งการตกเป็นอาณานิคมที่ว่านี้ คงไม่มีวีรบุรุษอย่างนายพลออง ซาน โฮจิมินห์ ซูการ์โน หรือตนกูอับดุล ราห์มันฯ มากอบกู้เอกราชให้ได้หรอกครับ
การเป็นอาเซียนโดยสมบูรณ์นั้น สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการที่เราต้องรู้เขาและรู้เรา-การรู้เขาก็คือการรู้จักประเทศสมาชิกอาเซียนให้มากกว่าชื่อเมืองหลวง ธงชาติ จำนวนประชากร ดอกไม้ประจำชาติ สกุลเงิน หรือคำทักทาย 2-3 คำ อย่างที่โรงเรียนทั่วๆ ไป สอนนักเรียนอยู่ในเวลานี้ แต่จำเป็นที่จะต้องรู้จักประวัติศาสตร์ย่อๆ รู้จักศิลปวัฒนธรรม รู้จักคตินิยม วิถีชีวิตของเขาด้วย หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ก็คือต้องรู้จักในเรื่องของเศรษฐกิจ การค้า การปกครอง ฯลฯ อย่างคร่าวๆ จึงจะสามารถพูดได้เต็มปากหน่อยว่า เรา “รู้จักเขา”
ส่วนการ “รู้จักเรา” นั้น ก็คือการรู้ว่าเรามีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ในด้านใด และรู้จักใช้จุดดี จุดเด่น ให้เป็นประโยชน์ไปพร้อมๆ กับการกำจัดจุดอ่อน หรือแก้ไขจุดด้อยของตนเอง การที่จะอยู่ร่วมกันกับคนอื่นอย่างมีความสุขนั้น นอกจากการรู้เราแล้ว จำเป็นที่จะต้อง “แสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง” อย่างที่เหมา เจ๋อตุงเคยว่าไว้นั่นแหละครับ



