
'มอยส์ VS รูนีย์'
'มอยส์ VS รูนีย์' จากเมอร์ซีย์ ถึงแมนเชสเตอร์ แนวรบยังไม่เปลี่ยนแปลง : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]
หาก เวย์น รูนีย์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ต้องการมีความสนิทชิดเชื้อกับ "ความสำเร็จ" ด้วยการย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อ 9 ปีก่อน ก็ดูจะเป็น "จุดนัดพบ" ที่ดีทีเดียวขณะนั้น ระหว่าง "รูน" กับความเป็นจริงด้านการตลาดของ "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เพราะชาว เอฟเวอร์โตเนียน ได้รับเงินค่าตัวของเขาถึง 25 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) กลิ่นอายอันหอมกรุ่นอย่างประหลาด ที่ระเหยมาจากกระดาษและหมึกพิมพ์ธนบัตร
แต่การปะทะกันระหว่าง เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน และรูนีย์ เด็กหนุ่มสังคมฟุตบอลสมัยใหม่ (ผลผลิตของระบบทุนนิยม) ยังไม่จบสิ้น เนื่องจากปี 2006 หรือ 2 ปีให้หลัง..."มาย สตอรี โซ ฟาร์" เรื่องราวของรูน ที่ถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ เดลี เมล์ ของ เมืองผู้ดี ถูกจับมารวมเล่ม
"ฟีโนมีนอน" ฉายาของเขาในสมัยที่ยังเป็น "ทอฟฟีแมน" ได้แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านทางภาษาหนังสือว่า ราวกับว่าพระเจ้าไม่เป็นใจกับ "ชัยชนะแห่งชีวิต" ของมนุษย์! คือทัศนคติของ กุนซือเลือดสกอต ผู้นี้
ขณะที่มอยส์ ก็ตอกกลับด้วยความรุนแรงไม่แพ้กันว่า อดีตลูกทีมของเขาผู้นี้ สูญเสียความเป็น "นักฟุตบอลอาชีพ" ของเขา ก่อนก้าวลงบน "ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน" จริงๆ ด้วยซ้ำ
ต่อมาเรื่องจบลงที่ศาล โดยที่รูนีย์ ต้องยอมขอโทษ และจ่ายค่าเสียหายเป็นรูปธรรม มูลค่ามากกว่า 500,000 ปอนด์ (24 ล้านบาท) เพราะคิดจากยอดขายหนังสือเล่มดังกล่าวขณะนั้น
ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังถือหางข้างรูนีย์ ดังนั้นเรื่อง "จริง" จึงอยู่ที่ใครเป็นผู้ "เล่า" แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น ความทรงจำของมนุษย์นั้นไม่มีวันเสื่อมสลาย เวลาอาจจะทำให้มันรางเลือน แต่มันยังคงแจ่มชัดอยู่เสมอ สำหรับ "ผู้กระทำ" และ "ผู้ถูกกระทำ" มนุษย์จึงพยายามลบล้างความทรงจำเหล่านั้น ด้วยการกระทำที่เหลืออยู่ เพื่อไถ่ถอนสิ่งที่คงเหลือและซ่อนเร้นอยู่ในจิต
ทว่าสำหรับมอยส์ กับรูนีย์ กลับเลือกที่จะเป็นผู้ปฏิเสธ "การกระทำ" ของฝั่งตรงข้าม ด้วยความอหังการใน "รสนิยม" ของตนเอง
รูนีย์ ถูกยกย่องว่า เป็นความคลุ้มคลั่งแห่งการสร้างสรรค์ ด้วยแบบฉบับ คนที่ไม่เคยยอมรับอะไรง่ายๆ ตราบที่มันขัดต่อสติสัมปชัญญะและฝีเท้าของตนเอง นอกเหนือจากความเป็นคนเจ้าอารมณ์อย่างร้ายกาจ จนคำสบถ ใบเหลือง ใบแดง กลายเป็นงานสร้างสรรค์ส่วนตัวของเขา
ขณะที่มอยส์ ถูกยกย่องว่าเป็นผู้นำความเพ้อฝันสมัย วิกตอเรีย (ยุคสูงสุดของจักรวรรดิอังกฤษ 1837-1901) กลับมาอีกครั้ง ถือเป็นเลือดใหม่แห่งกุนซือฟุตบอลอนุรักษ์นิยม ท่ามกลางคำเย้ยหยันปรัชญาฟุตบอลโบราณ ที่ใครๆ ก็กำลัง คิด อ่าน ทำ หวัง และอาจจะแพ้ ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ไม่มีที่ว่างสำหรับ เสรีภาพบนสนาม แม้กระทั่งความฝัน
แต่จริงๆ แล้ว ฟุตบอล ก็เหมือนกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม ทุกสัดส่วนล้วนสัมพันธ์กันเป็นเอกภาพ เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความแพรวพราวทางประวัติศาสตร์
เพราะไม่ว่าจะเป็นโค้ช นักฟุตบอล แฟนพันธุ์แท้ ทุกคนล้วนแต่เต็มไปด้วยความศรัทธาต่ออนาคต อย่างแก้ไขไม่ได้ และเป็นพลังหล่อเลี้ยงคนในสังคมฟุตบอลอยู่ แถมหัวใจของทุกคนก่อนลงสนาม ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดหวังด้วยซ้ำ ดังนั้นจะผิดอะไรหากกล่าวว่า ฟุตบอลคือวิญญาณที่ให้ลมหายใจแก่เราและเขา แก่รูน และมอยส์
แม้วันนี้ทั้งคู่จะต้องกลับมาอยู่ทีมเดียวกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม เพราะนับตั้งแต่มอยส์ เริ่มงานวันแรกในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2013 สถานการณ์ ความสัมพันธ์ ของทั้งคู่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่รอยยิ้มยังไม่มีให้กัน
แต่หน้าที่เพียงประการเดียวของรูนีย์ นักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้า ก็คือยิงประตูคู่ต่อสู้ให้ได้เพื่อชัยชนะ โดยไม่รู้ ไม่สนใจ หรือแม้กระทั่งจะสงสัยว่าใครเป็นผู้กำหนดรูปร่างหน้าตาของ "ชัยชนะ"
หน้าที่เพียงประการเดียวของมอยส์ ผู้จัดการทีมฟุตบอล ก็คือนำลูกทีมฆ่าคู่ต่อสู้ให้ตายเพื่อชัยชนะ โดยไม่รู้ ไม่สนใจ หรือแม้กระทั่งจะสงสัยว่า ใครเป็นผู้กำหนดรูปร่างหน้าตาของ "ชัยชนะ" เช่นกัน
หากสมการนี้ถูกต้อง เราก็เชื่อได้ว่าสภาพแวดล้อมจะไม่สามารถเปลี่ยนจิตใจ มอยส์ ตัวแทนฟุตบอลอนุรักษนิยม หรือรูนีย์ ตัวแทนลูกหนังทุนนิยม ให้บิดเบี้ยวตามคำกล่าวหาของกันและกันได้แน่
อาจจะเปลี่ยนได้เพียงแค่การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อถึงที่สุดของความเป็น "สปิริต" แล้ว ทั้งคู่ย่อมมี "กึ๋น" ความสำนึกอันดีงาม ความใฝ่ดี ที่มีอยู่ในตัวตนเสมอ มากหรือน้อยเป็นอีกเรื่อง
-----------------------------
('มอยส์ กับ รูนีย์' จากเมอร์ซีย์ ถึงแมนเชสเตอร์ แนวรบยังไม่เปลี่ยนแปลง : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected])



