ข่าว

'หมอวรงค์'ฟันธงจำนำข้าว..ไม่รอด

'หมอวรงค์'ฟันธงจำนำข้าว..ไม่รอด

21 ก.ค. 2556

'หมอวรงค์'ฟันธงจำนำข้าว..ไม่รอด : สัมภาษณ์พิเศษโดยไพศาล เสาเกลียว

              โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจากตันละ 15,000 บาท ก็เริ่มชัดแล้วว่า จะลงไปอยู่ที่ 13,500 บาท แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนในสังคมเชื่อว่าปัญหาการทุจริตและการขาดทุนมูลค่ามหาศาลของรัฐบาลจะจบลง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่เกาะติดเรื่องจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้นมาชี้ให้เห็นว่า ช่องโหว่อยู่ที่ไหน วันนี้ขาดทุนเท่าไหร่ และอนาคตจะสร้างความเสียหายได้มากมายเพียงใด

              "การทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีอยู่ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 คือ เมื่อชาวนานำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำ โดยมีโรงสีคอยทำหน้าที่แทนรัฐบาลโรงสีจะเอาเปรียบชาวนา เรื่องความชื้น เรื่องสิ่งเจือปน และเรื่องตาชั่ง เช่น ความชื้นของข้าวเพียง 20% เท่านั้น แต่เมื่อโรงสีวัดจะพุ่งขึ้นเป็น 30% นอกจากนี้ยังพบเรื่องของการสวมสิทธิเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว" นพ.วรงค์ แจกแจงถึงปฐมบทของชาวนาที่ถูกกดราคาตั้งแต่ย่างเท้าเข้าเขตโรงสี

              ขั้นตอนที่ 2 คือเมื่อข้าวถึงมือของโรงสีแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูป หรือสีข้าวสาร จากนั้นจะนำไปเก็บไว้ในโกดังที่เข้าโครงการรับจำนำข้าว โดยรัฐบาลจะจ้างคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) โดยเซอร์เวเยอร์จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้าวจากโรงสี

              แต่จากการตรวจสอบพบว่า เซอร์เวเยอร์ ส่วนใหญ่มักเรียกเก็บค่าตรวจสอบข้าวจากโรงสีกระสอบละ 7 บาท ถ้ากระสอบไหนมีข้าวไม่มีคุณภาพก็จะเรียกเงินกระสอบละ 100-200 บาท จึงเป็นช่องทางให้โรงสีเวียนข้าวโดยนำข้าวที่ไม่มีคุณภาพ หรือข้าวจากพม่าและกัมพูชา มาส่งเข้าโกดังแทน ส่วนข้าวคุณภาพดีทางโรงสีจะนำไปขายเอง

              "วิธีการเหล่านี้ทางวงการข้าวจะมีศัพท์เรียกว่า "ล้อมกอง แล้วหยอดลงหลุม" ซึ่งหมายถึงการนำข้าวที่ไม่มีคุณภาพไปเก็บไว้ตรงกลางของกองข้าวที่จัดเก็บเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วนำข้าวคุณภาพดีมาปิดไว้ด้านข้างและด้านบนประมาณ 3 ชั้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็เจอแต่ข้าวคุณภาพดี"

              ขั้นตอนที่ 3 คือ เมื่อข้าวทั้งหมดอยู่ในโกดังของรัฐบาลแล้วจะเป็นขั้นตอนของการระบายข้าว ที่ผ่านมามีการระบายข้าว หรือประมูลแบบลับๆ จึงทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยการระบายข้าวจะมี 5 รูปแบบ คือ 1.จีทีจี 2.ประมูลผ่านผู้ประกอบการ 3.ขายให้ส่วนราชการเพื่อนำไปทำเป็นข้าวถุง 4.การบริจาค และ 5.ขายผ่านตลาดเกษตรล่วงหน้า

              สาเหตุที่คุณภาพข้าวไทยตกต่ำนั้น เกิดจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล คือ 1.การทุจริต โดยเฉพาะขั้นตอนที่ 2 ที่เซอร์เวเยอร์เรียกเก็บเงินจากโรงสีจนโรงสีแอบเปลี่ยนข้าวที่ไม่มีคุณภาพมาเก็บไว้ที่โกดัง 2.การชี้นำราคาตลาดโดยการตั้งราคาข้าวที่สูงกว่าราคาตลาดกำหนดจนไม่สามารถขายข้าวออกได้ ส่งผลให้ต้องเก็บข้าวไว้ในโกดังเป็นระยะเวลานานจนข้าวเสื่อมคุณภาพ หรือรมยาหลายรอบจนมีสารปนเปื้อน

              "การที่มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เข้าตรวจสอบโกดังข้าว เชื่อว่าเป็นการสร้างภาพของรัฐบาล เนื่องจากถูกโจมตีเรื่องการทุจริตข้าวถุง จึงประกาศตรวจโกดังข้าวทั่วประเทศ และเป็นการตรวจเชิงปริมาณ ยิ่งเอาตำรวจไปตรวจก็ไม่ได้ผล เพราะเขาไม่รู้เรื่องการตรวจนับข้าว มีโรงสีบางเจ้าบอกว่า ตำรวจที่มาตรวจส่วนใหญ่จะพากันมานั่งเสวนา แล้วปล่อยให้คนงานของโรงสีเป็นคนนับ เพราะการนับข้าวต้องให้ผู้เชี่ยวชาญนับถึงจะได้จำนวนที่ถูกต้อง"

              ในอนาคตการรับจำนำข้าวจะไปในทิศทางใดนั้น เราลองเอาตัวเลขค่าใช้จ่ายโดยที่ไม่มีการทุจริตจะพบว่าโครงการนี้ทำให้รัฐบาลขาดทุนมหาศาล เพราะวันนี้ราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดตันละ 9,000 บาท แต่รัฐบาลรับซื้อในราคา 15,000 บาท เท่ากับขาดทุนตันละ 6,000 บาท และภายใน 2 ปีนี้คาดว่ารัฐบาลจะรับจำนำข้าวเปลือกจำนวน 44 ล้านตัน เมื่อนำตัวเลขมาคำนวณเท่ากับรัฐจะต้องขาดทุนประมาณ 2.64 แสนล้านบาท

              นอกจากนี้ ยังมีค่าบริหารจัดการอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลใช้จ่ายงบในการรับจำนำข้าวจำนวน 6 แสนล้านบาท จะต้องจ่ายค่าดำเนินการให้แก่ ธ.ก.ส. 3% เป็นเงินประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ค่าดำเนินการขององค์การคลังสินค้า(อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)เกวียนละ 55 บาท ถ้าข้าวในโครงการรับจำนำมีอยู่ 44 ล้านเกวียนจะต้องใช้จ่ายเงินประมาณ 2.42 พันล้านบาท

              ค่าจ้างโรงสีแปรรูปข้าวเกวียนละ 500 บาทเป็นเงินประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ค่ากระสอบใบละ 42 บาท โดย 1 เกวียนต้องใช้ประมาณ 6 กระสอบ ถ้ามีข้าว 44 ล้านเกวียนก็ประมาณ 264 ล้านกระสอบ ตกเป็นเงินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ค่าคนงานแบกหามกระสอบละ 3 บาท ข้าวมีจำนวน 264 ล้านกระสอบ ตกเป็นเงิน 792 ล้านบาท

              ค่าจ้างเซอร์เวเยอร์ตรวจกระสอบละ 1.6 บาทเป็นเงินจำนวน 422 ล้านบาท ค่ารมควันกระสอบละ 1.6 บาท เป็นเงิน 422 ล้านบาท และค่ารมควันจะต้องจ่ายทุกๆ 2 เดือน ตัวเลขรวมทั้งหมดจึงเชื่อว่ารัฐบาลต้องจ่ายเงินค่าบริหารจัดการอื่นๆ จำนวนมหาศาล ซึ่งยังไม่นับรวมค่าขาดทุนจากการขายข้าว

              จึงไม่แปลกใจว่าการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวรอบแรกถึงขาดทุนมหาศาล ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวเดินหน้าต่อไปไม่รอดแน่นอน

....................................

(หมายเหตุ : 'หมอวรงค์'ฟันธงจำนำข้าว..ไม่รอด : สัมภาษณ์พิเศษโดยไพศาล เสาเกลียว)