
ถอดรหัส'BRN'กล่าวหา'ไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ถอดรหัส'บีอาร์เอ็น'กล่าวหา'ไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน
ผ่านไปแค่ 10 วันของเดือนรอมฎอน ที่รัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นประกาศจับมือกันยุติความรุนแรงรวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 40 วัน ตามที่ได้แถลงข่าวใหญ่โตผ่าน ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่าได้เกิดปัญหาขึ้นเสียแล้ว เมื่อฝ่ายบีอาร์เอ็นประท้วงไปยังดาโต๊ะซัมซามินว่าฝ่ายไทยละเมิดข้อตกลง
อ้างว่า ไทยเป็นฝ่ายก่อความรุนแรงขึ้นก่อน!
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับว่า ได้รับอีเมลแจ้งจากดาโต๊ะซัมซามินจริง แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลว่าเหตุรุนแรงเหตุการณ์ไหนที่บีอาร์เอ็นอ้างว่าฝ่ายไทยเป็น "ฝ่ายเริ่ม"
"เขาไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นเหตุการณ์ไหน แต่เป็นการกล่าวถึงรวมๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วง 10 วันแรกของเดือนรอมฎอน และกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นผู้เริ่มก่อเหตุรุนแรงบางเหตุ จากนั้นก็มีการใช้ความรุนแรงตอบโต้กัน" พล.ท.ภราดร กล่าว
หากย้อนดูสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ คือ สามจังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ที่เป็นอาณาเขตติดต่อ คือ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี (ไม่รวม อ.สะเดา) จะพบว่ามีเหตุรุนแรงประเภทต่างๆ เกิดขึ้นดังนี้
-ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ 3 เหตุการณ์ (11 และ 17 ก.ค. โดยในส่วนของวันที่ 11 ก.ค.นั้น เกิดขึ้นก่อนมีคำแถลงร่วมยุติเหตุรุนแรง)
-ยิงรายวัน 12 เหตุการณ์
-วิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 1 เหตุการณ์ (19 ก.ค.)
เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์แต่ละเหตุ ผนวกกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่ จะพบเหตุยิงรายวัน 2 เหตุที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายรัฐบาลไทยทำผิดข้อตกลง ได้แก่
1.เหตุคนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ลอบยิง นายตอเหล็บ สะแปอิง อายุ 42 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อบ่ายวันที่ 15 กรกฎาคม โดยนายตอเหล็บเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่อยู่ระหว่างได้รับการประกันตัวสู้คดี
2.เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายมะยาหะลี อาลี อายุ 44 ปี เสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ไปสวนยางพาราตอนเช้าตรู่ เหตุเกิดที่ อ.บันนังสตา เช่นกัน โดยนายมะยาหะลีเป็นอุสตาส หรือครูสอนศาสนา และยังเคยถูกออกหมาย พ.ร.ก. หรือหมายเชิญตัวที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ด้วย
หลังจากนั้น วันที่ 17 กรกฎาคม ก็เกิดเหตุลอบวางระเบิดทหาร 2 จุด คือ ที่ อ.บันนังสตา 1 จุด ทำให้ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 1 นาย และที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส 1 จุด ทำให้ทหารชุดสันติสุข 404 ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นาย
ถัดมาอีกเพียง 2 วัน คือวันที่ 19 กรกฎาคม ชุดปฏิบัติการพิเศษร่วม นำโดย พ.ท.อิศรา จันทกระยอม รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 (ผบ.ฉก.ทพ.48) ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ที่บ้านกือลอ หมู่ 3 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง และได้วิสามัญฆาตกรรมนายมะสุเพียน มามะ ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 166/2 หมู่ 2 บ้านยานิง ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส โดยข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุว่า นายมะสุเพียนเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวโยงเหตุการณ์ลอบวางระเบิดทหารชุดสันติสุข 404 ที่ อ.เจาะไอร้อง เมื่อวันที่ 17 กรกฎคม และยังมีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายหมาย
นี่คือเหตุการณ์ที่ความรุนแรงในลักษณะตอบโต้กันไปมาในสายตาของแกนนำบีอาร์เอ็น และได้กล่าวหาว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ไทยเริ่มก่อน จนนำไปสู่การประท้วงผ่านไปยังผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพ
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไมเหตุการณ์ลอบยิงนายตอเหล็บ กับ นายมะยาหะลี จึงกลายเป็น "ปมอ่อนไหว" ที่ทำให้เกิดกระแสโจมตีรัฐขึ้นในพื้นที่ และนำมาสู่การประท้วงจากบีอาร์เอ็นว่าไทยทำผิดข้อตกลง ซึ่งพบที่มาที่ไปดังนี้
1.นายตอเหล็บเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่อยู่ระหว่างต่อสู้คดี ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ตกเป็นเป้ามาตลอด ทั้งเป้าความรุนแรงโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย และเป้าการกดดันจากเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รวมไปถึงบรรดาอดีตผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความมั่นคงที่ศาลยกฟ้องแล้วด้วย คือเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วแต่ก็ยังตกเป็นเป้า ซึ่งหากนับถึงช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา จะพบว่ามีอดีตผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความมั่นคงถูกลอบยิงไปแล้ว 4 ราย จนต้องรวมตัวกันก่อตั้งเครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติภาพ (เจโอพี) เพื่อดูแลกันเอง โดยมีสมาชิกราว 150 คน
ที่ผ่านมาสมาชิกของกลุ่มเคยทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความคุ้มครอง แต่ก็มักไม่ได้รับการตอบรับที่ดี หนำซ้ำสมาชิกบางรายยังถูกเจ้าหน้าที่เรียกตัวไปสอบปากคำต่อเนื่อง เพราะสงสัยว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นใหม่
นอกจากนั้นอดีตผู้ที่เคยติดหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังเคยร้องเรียนต่อ นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างเดินทางลงพื้นที่และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ว่า ต้องการให้รัฐบาลช่วยล้างข้อมูลของผู้ที่เคยติดหมาย พ.ร.ก. หรือเคยถูกดำเนินคดีความมั่นคง แต่ศาลยกฟ้อง เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข มักถูกกักตัวหรือเรียกตัวไปซักถามเวลาเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในพื้นที่บ่อยครั้ง
ทว่าหลังจากร้องเรียนก็ยังแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ไปในทางที่ดีขึ้น
2.นายมะยาหะลี เคยติดหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังเป็นอุสตาสหรือครูสอนศาสนาด้วย ก่อนหน้านี้ก็เคยมีครูสอนศาสนาในโรงเรียนตาดีกา หรือเรียกว่า "ครูตาดีกา" ถูกลอบสังหารหลายคน กระทั่งมีการตั้ง "เครือข่ายครูตาดีกา" ขึ้นมาดูแลกันเองเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาก็คือ หลังจากนายตอเหล็บ และนายมะยาหะลี ถูกลอบยิง มีการออกแถลงการณ์ด่วนของเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ ร่วมด้วยเครือข่ายโต๊ะอิหม่าม เครือข่ายครูตาดีกา และเครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ หรือ เจโอพี ในท่วงทำนองแจ้งเตือนภัยว่ากำลังมีการคุกคามด้วยการลอบยิงโดยศาลเตี้ย
เนื้อหาในแถลงการณ์อ้างว่า การลอบยิงเป้าหมายอ่อนแอเป็นภาวการณ์ที่มักเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งถูกยกระดับขึ้นสู่โต๊ะพูดคุยสันติภาพ เนื่องจากจะต้องมีฝ่ายที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ โดยฝ่ายที่เสียเปรียบก็จะเลือกใช้วิธีก่อความรุนแรงต่อเป้าหมายเพื่อดิสเครดิตอีกฝ่ายหนึ่ง
นอกจากนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็มีการแพร่ใบปลิวโจมตีรัฐบาลไทยในหลายพื้นที่ว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงยุติความรุนแรงช่วงรอมฎอนเสียเอง และระบุว่า นี่คือพฤติกรรมที่เชื่อไม่ได้ของรัฐไทย
จากการสอบถามความเห็นของคนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ ส่วนใหญ่เชื่อว่า เหตุยิง นายตอเหล็บ และนายมะยาหะลี คือต้นตอสำคัญของความรุนแรงที่เกิดสืบเนื่องมาในห้วง 10 วันแรกของเดือนรอมฎอน กระทั่งฝ่ายบีอาร์เอ็นประท้วงว่าไทยละเมิดข้อตกลง
ฝ่ายความมั่นคงมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมที่ต่างออกไป โดยเห็นว่าเป็นความพยายามฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐไทย ทั้งๆ ที่เหตุลอบยิงเกือบทุกเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กลับมีการโหมสร้างกระแสเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งโปรยใบปลิว และประท้วงผ่านผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุย
"ถือเป็นวิธีการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ เห็นตั้งแต่การนำป้ายผ้าที่เขียนข้อความหลายภาษา มีนัยโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารไปติดตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงก่อนเดือนรอมฎอน ต่อมาในช่วงรอมฎอนก็มีการสังหารคนที่เคยเป็นผู้ร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ แล้วก็ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ จากนั้นก็กล่าวหาว่าเราไปทำเขาก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่เคยลงมือกระทำก่อน" เป็นคำอธิบายจาก พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชาอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งเคยปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนใต้หลายปี
ส่วนแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบรายหนึ่งที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ จ.นราธิวาส บอกว่า รัฐสามารถทำตามข้อตกลงได้แค่ 4 วัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ทำตามเงื่อนไข มีการนำกำลังไปปิดล้อมตรวจค้นกดดันหลายรูปแบบ ทำให้เกิดการตอบโต้ของสมาชิกขบวนการ จนกระทั่งเกิดเหตุวิสามัญฆาตกรรมในที่สุด (เมื่อวันที่ 19 ก.ค.) ทำให้รู้สึกว่าพื้นที่นี้ไม่มีวันสงบเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยไม่จริงใจ
และนี่คือเครื่องบ่งชี้ว่า กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง สะท้อนความหวาดระแวงอย่างน่ากังวลของคู่เจรจา!
พล.ต.ชรินทร์ : ภารกิจตรวจสอบรอมฎอน
"ช่วงแรกสถานการณ์ดีขึ้นนิดๆ"
การตรวจสอบหาสาเหตุและกลุ่มที่ลงมือกระทำในช่วงลดรุนแรงเดือนรอมฎอน เป็นจุดหนึ่งที่สำคัญต่อการเจรจาสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ และถือว่าเป็นการสำรวจด้วยว่าแต่ละฝ่ายจริงใจและปฏิบัติตามข้อตกลงเพียงใด
อีกทั้งการเจรจาสันติภาพแบบเปิดเผยเป็นเรื่องท้าทายและอ่อนไหวไม่น้อย โดยเฉพาะจากการพยายามสร้างสถานการณ์แทรกซ้อนโดยมือที่สาม หรือโดยกลุ่มที่คัดค้านกระบวนการสันติภาพ
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง "คณะทำงานส่งเสริมสันติภาพในช่วงเดือนรอมฎอน พ.ศ.2556 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยมี พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 (เสธ.ทภ.4) เป็นประธาน
คณะทำงานชุดนี้ทำงานประสานกับศูนย์ประสานงานและส่งเสริมสันติภาพในช่วงเดือนรอมฎอนจังหวัดชายภาคใต้ พ.ศ.2556 หรือ ศปร. ที่ตั้งขึ้นโดยเลขาธิการ ศอ.บต.เช่นกัน
คณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่สำคัญ คือ ติดตามและตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนและหลังเดือนรอมฎอน รวมเวลา 60 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม-7 กันยายน 2556 รวมทั้งรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากประชาชน ผู้นำ และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรณีเกิดหรือไม่เกิดเหตุรุนแรง พร้อมสังเกตการณ์และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยราชการและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสันติภาพช่วงเดือนรอมฎอน ตามคำแนะนำของสำนักจุฬาราชมนตรี และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557
พล.ต.ชรินทร์ เปิดเผยว่า คณะทำงานชุดนี้มีองค์ประกอบจาก 3 ฝ่าย คือ พลเรือน ตำรวจ ทหาร มีหน้าที่ติดตามทุกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์เป็นอย่างไร ใครทำ ด้วยเหตุผลอะไร และสาเหตุอะไร
"ทุกเรื่องเราทำหมด เมื่อทำแล้วก็จะเสนอข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชานำไปใช้ประโยชน์" พล.ต.ชรินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพูดคุยสันติภาพกับบีอาร์เอ็นด้วย ระบุ
เขาเล่าว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม ก็เพิ่งประชุมคณะทำงานนัดแรก ได้เริ่มแบ่งงานว่า ใครรับผิดชอบพื้นที่ไหน และหารือกันถึงรูปแบบการทำงานเพื่อให้รวดเร็ว ทันเวลา โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุรุนแรง เพื่อนำมาประกอบกับชุดพิสูจน์หลักฐานเฉพาะกรณี
"การดำเนินงานตรงนี้ เดิมก็มีชุดทำงานอยู่แล้ว แต่ชุดของผมนี้มาช่วยหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และช่วยบูรณาการหน่วยต่างๆ เพราะมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายมาร่วม"
พล.ต.ชรินทร์ บอกว่า ในห้วง 9 วันแรกของเดือนรอมฎอน ก็มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ แต่เรื่องส่วนตัวก็เยอะ ส่วนใหญ่ตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ขัดแย้งกันมาหลายปีมาแล้ว เมื่อฉวยโอกาสทำได้ก็ทำ บางกรณีก็เป็นเรื่องยาเสพติด ทวงหนี้ ทวงค่านายหน้า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจากผู้ก่อเหตุรุนแรงจริงๆ ก็มีแค่ระเบิด 3 ครั้ง และสงครามป้าย และยังมีเหตุการณ์ยิงมัสยิด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ก็รวมในเหตุก่อกวน
"เท่าที่ผมดูในช่วงแรกนี้ สถานการณ์ดีขึ้นนิดๆ ดีกว่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วพอเริ่มต้นรอมฎอนก็เต็มที่เลย สำหรับการทำงานเราจะดูเป็นกรณีไป หลังจากนั้นก็จะบังคับใช้กฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เชื่อว่าถ้าทำได้อย่างนี้ความจริงก็จะปรากฏ ประชาชนในพื้นที่ก็อยากรู้ข้อเท็จจริงเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะได้รู้ และในเร็วๆ นี้ น่าจะมีการสรุปภาพรวมได้" พล.ต.ชรินทร์ กล่าว
-------------------------
(หมายเหตุ : ถอดรหัสบีอาร์เอ็น'กล่าวหา'ไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงานและภาพขวามือคือดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม)



