
โศกนาฏกรรมจากอาหารปนเปื้อนทุจริต
โศกนาฏกรรมจากอาหารปนเปื้อนทุจริต : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
โครงการอาหารกลางวัน หรือ Mid-Day Meal Scheme ของอินเดีย เป็นโครงการเลี้ยงอาหารฟรีในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
เด็กกว่า 120 ล้านคน จะได้รับประทานอาหารปรุงใหม่มื้อกลางวันในโรงเรียนกว่า 1.2 ล้านแห่งทั่วแดนภารต โครงการนี้คืออาวุธต่อสู้กับความหิวโหย ยกระดับโภชนาการประเทศที่เด็กครึ่งหนึ่งขาดสารอาหาร ส่งเสริมการศึกษาระดับประถมด้วยเป็นแรงจูงใจให้พ่อแม่ยากจนส่งลูกเข้าโรงเรียนและเพิ่มอัตราเข้าเรียน เรื่อยไปจนถึงเพิ่มความเสมอภาคเด็กหญิงเด็กชาย และเป็นโอกาสให้เด็กต่างชั้นวรรณะได้รับประทานอาหารร่วมกัน ลบเลือนอคติทางสังคม
แต่โศกนาฏกรรมช็อกโลก ที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน มาสรัคห์ เขตซารัน ห่างจากเมืองปัฏนา เมืองหลวงของรัฐพิหาร ประมาณ 80 กิโลเมตรเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้จุดกระแสความสนใจปัญหาทุจริต และคุณภาพอาหารที่ฝังอยู่กับโครงการนี้อีกครั้งหนึ่ง
แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กต้องกินอาหารปนเปื้อนอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ควรอยู่ในจานอาหาร อาทิ ซากกบ จิ้งจกและแมลง แต่อาหารปนเปื้อนที่ทำให้เด็กเสียชีวิตแทบพร้อมๆ กัน 23 ราย ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โครงการอาหารกลางวันฟรี เริ่มครั้งแรกที่เมืองเชนไน (ชื่อเดิม มัทราส) ตั้งแต่ปี 2460 และเริ่มเป็นโครงการระดับประเทศแต่ยังเป็นไปแบบจำกัดในปี 2538 กระทั่งในปี 2544 ศาลสูงมีคำตัดสินประวัติศาสตร์ให้โรงเรียนรัฐบาลทุกแห่ง ต้องจัดอาหารฟรีแก่นักเรียนอายุต่ำกว่า 13 ปี เพราะถือเป็นสิทธิของเด็กประถม โดยรัฐบาลแต่ละรัฐ มีอิสระในการเลือกเมนู ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของท้องถิ่น
ก่อนหน้าศาลสูงมีคำตัดสินนั้น โรงเรียนหลายแห่งทำเพียงแจกข้าวสารหรือข้าวสาลีเดือนละ 3 กิโลกรัม แทนจัดหาอาหาร ซึ่งศาลเห็นว่าไม่มากพอ
นักเศรษฐศาสตร์ รีติกา เค-รา แห่งสถาบันเทคโนโลยีในกรุงนิวเดลี ที่ศึกษาโครงการนี้ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐพิหาร ไม่ใช่คำพิพากษาโครงการนี้ แต่เป็นเครื่องยินยันว่าอินเดียต้องปรับปรุงโครงการ โดยผลสำรวจที่กระทำใน 10 รัฐเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าโครงการมื้อกลางวันฟรี ถูกใจทั้งเด็กและพ่อแม่ และต้องยอมรับว่า มีผลอย่างมากต่ออัตราการเรียนหนังสือและเข้าเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส อย่างเด็กผู้หญิง และเด็กวรรณะจัณฑาล
ตัวเลขกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2554 ระบุว่าโครงการอาหารกลางวันฟรี ช่วยลดอัตราเด็กโภชนาการต่ำกว่า 10 จุด มาอยู่ที่ 42% ในช่วงเวลา 10 ปี
แต่ความสำเร็จและคุณภาพของโครงการ แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่กับว่าคณะผู้บริหารของรัฐนั้น ทุ่มงบประมาณแค่ไหน และมีกลไกดูแลตรวจสอบเพียงใด อาทิ รัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเริ่มโครงการนี้ในเมืองเชนไน (ชื่อเดิม มัทราส) ตั้งแต่ปี 2460 รัฐมหาราษฎระ รัฐเกรละ และโอริสสา อยู่ในกลุ่มรัฐที่จัดทำโครงการค่อนข้างดีและมีคุณภาพระดับน่าพอใจ แต่ผู้รับบริการในรัฐฌาร์ขัณฑ์ อุตตรประเทศ รัฐเบงกอลตะวันตก และรัฐพิหารที่เกิดเรื่อง ไม่เป็นที่ประทับใจ
รัฐส่วนใหญ่จัดทำโครงการอาหารกลางวันฟรีแก่นักเรียนได้ภายใน 1 ปีหลังศาลสูงมีคำตัดสิน แต่ที่รัฐพิหาร ซึ่งมีสวัสดิการสังคมและธรรมาภิบาลย่ำแย่ ใช้เวลาสองปีกว่าจะเริ่มบริการนี้ได้
ผลการศึกษาโดยคณะกรรมการวางแผนอินเดียเมื่อ 3 ปีก่อนพบว่าเด็กกว่า 70% ในโรงเรียนที่รัฐพิหารถูกสำรวจไม่พอใจกับคุณภาพอาหาร โรงเรียน 3 ใน 4 ขาดแคลนเครื่องใช้ในครัวอย่างเหมาะสม โรงเรียนจำนวนมากร้องเรียนว่าการจัดส่งและสต็อกอาหาร ไม่ถูกสุขลักษณะ และโรงเรียนที่เกิดโศกนาฏกรรม ก็อยู่ในเขตที่ในรายงานระบุว่าต้องปรับปรุง กระนั้น ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มีเด็กในรัฐพิหารไปเรียนหนังสือมากขึ้น
เค-รา กล่าวว่า รัฐพิหารมีกลไกตรวจสอบแย่ และจัดสรรงบประมาณเพื่อการนี้น้อยมาก ทำให้คุณภาพอาหารแย่ตามแต่ปัญหาหนึ่งคือการให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการจัดหาอาหาร เป็นปกติที่พ่อค้ามักจะคำนึงถึงแต่กำไรและลดต้นทุนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันประเด็นเหล่านี้โยงเข้ากับการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบได้อีก เมื่อผู้รับเหมาส่วนใหญ่มักมีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง
พ่อแม่ของเด็กนักเรียน บอกกับนักข่าวว่า ส่วนประกอบอาหารเก็บไว้ที่บ้านนางมีนา เทวี ครูใหญ่ เนื่องจากโรงเรียนไม่มีที่เก็บ แต่ละวัน เธอจะนำส่วนประกอบอาหารมาให้แม่ครัว ส่วนครัวของโรงเรียน ไม่ใช่ครัวในความหมายทั่วไป แต่เป็นการก่ออิฐง่ายๆ แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับปรุงอาหาร ตั้งอยู่นอกห้องเรียน
เช้าวันอังคารที่ผ่านมา ครูใหญ่ให้ข้าวสาร มันฝรั่ง ถั่วเหลือง และส่วนประกอบอื่นๆ ที่ต้องใช้ทำอาหารตามปกติ จากนั้นก็ไปทำธุระของเธอ เมื่อเด็กเริ่มกินเข้าไป ก็เริ่มอาเจียนและเป็นลม
มันจู เทวี วัย 30 ปี หนึ่งในแม่ครัวสองคน กินอาหารและหมดสติเช่นกัน ลูกๆ สามคนอายุ 5, 8 และ 13 ปี ก็ล้มป่วยเช่นกัน ส่วนปาโน เทวี วัย 35 แม่ครัวอีกคน โชคดีที่ไม่ได้กินอาหารนั้นเข้าไป แต่ลูกๆ สามคนกิน และเสียชีวิต 2 คน ส่วนรายที่สามเป็นลูกสาววัย 4 ขวบ ยังอยู่ในโรงพยาบาล เธอบอกว่าจะไม่ทำอาหารที่โรงเรียนอีกแล้ว เธอจะอยู่อย่างไร หากรอดชีวิตโดยไม่เหลือลูกๆ สักคน
อันที่จริงแม่ครัวคนหนึ่งได้บอกแล้วว่า น้ำมันพืชมีกลิ่นผิดปกติ แต่ครูใหญ่บอกให้ใช้ได้ และเมื่อเริ่มเห็นเด็กป่วยและเสียชีวิต ครูใหญ่กับสามีซึ่งมีรายงานว่าเป็นคนจัดซื้ออาหาร ได้หายตัวไป
ตำรวจบอกว่าพบถังใส่ยาฆ่าแมลงสองถังที่บ้านของสามีภรรยาคู่นี้ ปะปนอยู่ในอาหารสำหรับใช้ทำอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนด้วย แต่การสอบสวนกำลังขยายผลไปถึงขั้นว่า เป็นเจตนาจงใจวางยาพิษ หรือเป็นการกระทำเพื่อหวังผลทำลายคู่แข่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคงเลวร้ายสุดขีด
หลังเกิดเหตุ มีรายงานว่าเด็กๆ หลายโรงเรียน เข็ดขยาดไม่กล้ากินอาหารกลางวันที่โรงเรียนจัดให้ รัฐบาลรัฐพิหารได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ว่าต่อไปนี้ เป็นกฎบังคับว่าครูใหญ่ทุกโรงเรียน จะต้องชิมอาหารเที่ยงก่อนให้เด็กกิน ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่คำสั่งใหม่ มีมานานแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าคำสั่งเพียงเท่านี้ ยังไม่มีการปฏิบัติตาม
...................................
(โศกนาฏกรรมจากอาหารปนเปื้อนทุจริต : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)



