ข่าว

ปรับเกณฑ์'จำนำข้าว'เอาจริงหรือขอไปที

ปรับเกณฑ์'จำนำข้าว'เอาจริงหรือขอไปที

22 ก.ค. 2556

ปรับเกณฑ์รับจำนำข้าว วัดใจกขช. 'เอาจริง' หรือแค่ 'ขอไปที' : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน

 

                           การเสียรังวัดอย่างหนักในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องรื้อใหญ่ ทั้งผู้ดูแลโครงการที่ส่งนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าแก้ปัญหาแทนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ โดยหวังว่าจะประสานกันกู้หน้ารัฐบาลกลับมาได้บ้าง รวมถึงการแก้รูปแบบและวิธีการทำงานใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์สำหรับการรับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิตใหม่ที่จะมาถึงนี้ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังระดมความคิดกันอย่างเข้มข้น

 

ชูประกันพ่วงจำนำขจัดสวมสิทธิ์

 

                           ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรและเป็นผู้จ่ายเงินโดยตรง มองว่าแนวทางหนึ่งที่น่าจะช่วยป้องกันการสวมสิทธิ์ได้ ก็คือ การทำประกันภัยนาข้าว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ให้ความสำคัญมากนัก แม้จะมีประโยชน์จากการชดเชยหากเกิดปัญหาน้ำท่วม หรือภัยแล้งขึ้น ธ.ก.ส.จึงเห็นควรให้มีการวางแนวทางใหม่ผูกโยงไปกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล เป็นเสมือนการยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกสองตัว

                           นายบุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้หารือกับกระทรวงการคลังและบริษัทประกันภัยเบื้องต้นแล้ว หากรัฐบาลต้องการให้คงเบี้ยประกันภัยไว้ที่ 120 บาทต่อไร่ จะต้องมีเกษตรกรซื้อประกันให้ได้มากกว่า 8 ล้านไร่ จากพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ 60 ล้านไร่ จึงเห็นว่าเกษตรกรที่เข้าโครงการรับจำนำข้าวควรจะต้องซื้อประกันภัย 1 ใน 4 ของพื้นที่เพาะปลูก เช่น มีพื้นที่ 40 ไร่ ก็ต้องซื้อประกันภัย 10 ไร่ เป็นต้น ซึ่งหากบังคับทุกรายให้ทำเช่นนี้ได้ จะครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 15 ล้านไร่ มากกว่าที่บริษัทประกันภัยต้องการ ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่เหลือพอที่จะไปต่อรองกับบริษัทประกัน และหากเกิดความเสียหายจะได้รับความคุ้มครอง 100% เพราะพื้นที่กระจายทั่วประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวบนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ฝนแล้งหรือโรคระบาดเหมือนที่ผ่านมา

                           ขณะเดียวกัน แนวทางนี้จะทำให้การจ่ายค่าเบี้ยประกันอยู่ในระดับ 129 บาทต่อไร่เช่นเดิมต่อไปได้ โดยที่เกษตรกรยังจ่ายเบี้ยประกันเท่าเดิม 60 บาท และรัฐบาลจ่ายให้ 69 บาทต่อไร่ ส่วนรายที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.จะจ่ายแทนให้เกษตรอีกไร่ละ 10 บาท และวงเงินที่จะจ่ายชดเชย เมื่อเกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติกำลังอยู่ระหว่างหารือ โดยจะต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจะเริ่มเดินหน้าขายประกันในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเงื่อนไขเดิมบริษัทประกันจะจ่ายชดเชยอัตรา 1,111 บาทต่อไร่นั้น ขณะนี้ดูแล้วอาจจะไม่ครอบคลุมกับต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้น โดยเกษตรกรระบุว่ามีต้นทุนเฉลี่ย 6,000-8,000 บาทต่อไร่ แต่การประกันคงไม่สามารถจ่ายชดเชยให้ระดับนั้น เพราะเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรเท่านั้น อีกอย่างหากพื้นที่เพาะปลูกเสียหายก็จะได้รับการชดเชยจากกระทรวงเกษตรกรฯ แล้วบางส่วน

                           อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวใช่ว่าจะง่ายนัก แม้กระทรวงการคลังจะเห็นด้วยแต่ต้องเสนอให้นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาและยังต้องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อรวมเข้าไปในแพ็กเกจใหม่ในการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2556/57 ที่จะถึงนี้ด้วยนอกเหนือจากการกำหนดวงเงินรับประกันไม่เกินครัวเรือนละ 5 แสนบาทในปีการผลิต 2556/57 โดยไม่แยกว่าเป็นข้าวนาปีหรือนาปรัง เพราะการทำนาปรังทำได้ในบางพื้นที่เท่านั้น หากทำนา 2 รอบก็ต้องรวมกันไม่เกิน 5 แสนบาทเช่นกัน ซึ่งแนวทางน่าจะเป็นการป้องกันสวมสิทธิการนำข้าวอื่นๆ มาเข้าโครงการได้ ทั้งจากการนำข้าวมาวนเข้าโครงการและข้าวจากเพื่อนบ้าน

 

แนะขายข้าวคืนให้โรงสีครึ่งหนึ่ง

 

                           นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุว่า ธนาคารยังมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการจ้างสีแปร การเก็บรักษา ค่าเช่าโกดังเก็บข้าวจากการรับจำนำ และยังช่วยให้กลไกตลาดกลับมาทำงานได้ตามปกติด้วย โดยจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ โดยแนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีการการรับจำนำข้าวอยู่ที่ปีละ 21-23 ล้านตันจาก 2 รอบการผลิต และเก็บในสต็อกรอระบายทั้งหมด แต่แนวทางใหม่เห็นว่าหากรัฐบาลรับจำนำเข้ามาแล้วควรจะรีบเปิดให้โรงสีเข้ามาประมูลกลับไปครึ่งหนึ่งของปริมาณข้าวที่รับเข้ามาอาจจะเป็น 10 ล้านตัน โดยวิธีการประมูลขายก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์จะดูแล อาจเป็นการประมูลขายในราคาตลาดหรือราคากลางที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดก็ได้

                           “ที่ผ่านมา จะมีผลผลิตข้าวออกมาประมาณปีละ 30 ล้านตัน แต่เข้าโครงการ 20 ล้านตัน แสดงว่าอีก 10 ล้านตัน ยังมีการซื้อขายในตลาดหรือเกษตรกรเอาไปขายให้โรงสี หากเปิดให้โรงสีประมูลข้าวออกไปซึ่งเป็นการทำธุรกิจปกติของโรงสีอยู่แล้วนั้น เชื่อว่าโรงสีจะเห็นด้วยเพราะจะได้ข้าวใหม่หรือข้าวที่มีคุณภาพในราคาที่อาจจะต่ำกว่าราคาจำนำด้วยซ้ำ และโรงสีเองก็สามารถนำไปขายต่อในตลาดได้ในราคาที่มีกำไร”

                           นายลักษณ์ระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดการใช้เงินของภาครัฐ ในการจ่ายชดเชยผลขาดทุนลงหรือดูแลให้อยู่ในกรอบไม่เกินปีละ 7 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาทได้ ตามที่กระทรวงการคลังต้องการเพื่อให้สามารถเดินไปสู่กรอบเป้าหมายการจัดทำงบประมาณสมดุลได้ภายในปี 2560 นอกจากนั้น ยังส่งผลดีในการลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐลง ทั้งการดูแลรักษาข้าวโดยที่ไม่ต้องเก็บไว้นานเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลต่อการระบายข้าวล่าช้าและราคาลดลงมาก เนื่องจากการรับข้าวมาในแต่ละปีและประมูลขายกลับออกไปให้เอกชนหรือโรงสีก็จะทำให้มีการแข่งขันด้านราคาและมีการดูแลคุณภาพข้าวให้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

ลุ้นบอร์ดธ.ก.ส.-กขช.ไฟเขียว

 

                           อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำได้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าที่ประชุมบอร์ดของ ธ.ก.ส.ปลายเดือนกรกฎาคมนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ หากเห็นด้วยก็ต้องไปผลักดันกันในที่ประชุมของกขช.ต่อไป แต่โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะมีการปรับวิธีการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวใหม่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้โดยที่ไม่กระทบกับส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไปนั้นมีความจำเป็น แต่อาจจะต้องค่อยเป็นค่อยไปจะหักดิบอย่างการปรับลดราคาลงต่ำกว่าตันละ 15,000 บาท อาจจะทำไม่ได้ง่ายๆ นัก

                           ส่วนราคาที่ขายกลับไปให้โรงสี อาจเป็นราคาตลาดหรือราคากลาง ก็จะต่ำกว่าที่รัฐบาลรับจำนำแต่ต้องยอมขาดทุนบ้าง แต่จะส่งผลดีทำให้กลไกตลาดกลับมาทำงานอีกครั้งแทนที่จะมีรัฐบาลผูกขาดการเป็นเจ้าของและขายข้าวเพียงรายเดียว และทางด้านโรงสีนั้น จากการทำงานร่วมกับโรงสีในเครือข่ายเบื้องต้น พบว่าพร้อมที่จะเข้ามาประมูลซื้อข้าวออกไป เพราะโรงสีต้องการขายข้าวให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ทั้งที่จำหน่ายในประเทศและส่งออก

                           นายลักษณ์กล่าวอีกว่า การกำหนดเพดานรับจำนำต่อครัวเรือนไว้ที่ 5 แสนบาท ถือว่ามีความเหมาะสมและครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยกว่า 85% อยู่แล้ว โดยมีเกษตรกรเพียง 5 หมื่นรายเท่านั้น ที่มีการจำนำข้าวเกินกว่า 5 แสนบาทในช่วงที่ผ่านมาและอาจได้รับผลกระทบบ้าง

                           “การจำนำข้าวรอบใหม่ต้องทำหลายอย่างควบคู่กันไป รวมทั้งความเข้มงวดเรื่องการขึ้นทะเบียนพื้นที่ปลูกข้าว และนโยบายการจัดโซนนิ่ง โดยเชื่อว่าการจำกัดวงเงินต่อครัวเรือนจะทำให้ปริมาณข้าวลดลงไปประมาณปีละ 2-3 ล้านตัน เหลือ 16-18 ล้านตันเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับก่อนที่รัฐบาลจะมีนโยบายให้รับจำนำทุกเม็ด โดยหากทำได้ก็น่าจะดูแลให้การใช้เงินจำนำข้าวอยู่ในกรอบไม่เกิน 5 แสนล้านบาทได้ และลดการขาดทุนที่ทะลุเกิน 2.2 แสนล้านบาทในช่วง 2 ปีลงได้

 

เอกชนหนุน-ชาวนาเมินทำประกัน

 

                           ด้านนายวัลลภ พิชญ์พงศา เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าว ให้ความเห็นว่า แนวคิดในการประมูลข้าวขายคืนไปให้โรงสีครึ่งหนึ่ง น่าจะเป็นผลดีกับรัฐบาลและเอกชน ในแง่ของรัฐบาลจะช่วยลดภาระในการเก็บสต็อกข้าวที่รับจำนำเข้ามาครึ่งหนึ่ง และทำให้มีข้าวออกมาสู่ตลาดเร็วขึ้น ไม่ต้องเก็บสต็อกไว้นานเหมือนในอดีตที่กว่ารัฐบาลจะขายข้าวหมดใช้เวลา 2-3 ปี ซึ่งอาจมีผลให้คุณภาพข้าวด้อยลง แต่หากข้าวอยู่ในมือโรงสีครึ่งหนึ่ง จะทำให้การซื้อขาย หรือราคาข้าวเป็นไปตามกลไกราคา มีการแข่งขันกัน ขณะที่ผู้ส่งออกเองก็มีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะซื้อข้าวจากโรงสีใด โดยไม่ต้องรอประมูลซื้อจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

                           “ล่าสุดที่จะประมูลข้าวเปลือก 2 แสนตันนั้น ผู้ประกอบการคงให้ความสนใจหลายรายเพราะน่าจะเป็นข้าวเปลือกที่เพิ่งรับจำนำเข้ามาใหม่ คุณภาพยังดีอยู่ส่วนราคาก็น่าจะใกล้เคียงกับตลาดแต่ต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลจำนำเข้ามาอย่างแน่นอน” นายวัลลภกล่าว

                           ขณะที่นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการบังคับให้เกษตรกรที่เข้าโครงการจำนำข้าวต้องซื้อประกันภัยพืชผล หรือนาข้าว ซึ่งหน่วยงานภาครัฐยังไม่ได้หารือกับชาวนา ซึ่งเห็นว่าการจะปรับเปลี่ยนวิธีการจำนำนั้นควรเรียกตัวแทนเกษตรกรไปร่วมหารือด้วย ยิ่งจะบังคับให้ทำประกันภัยพ่วงกับการจำนำก็ต้องสำรวจความคิดเห็นของชาวนาส่วนใหญ่ก่อนว่าเห็นด้วยและพร้อมจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรรวมกว่า 3.7 ล้านครัวเรือนหรือ 20 ล้านคนทีเดียว หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยทางสมาคมก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เชื่อว่าหากภาครัฐออกมาตรการมาและบังคับให้ชาวนาทำก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาอีกในอนาคต

                           “ที่ผ่านมารัฐบาลมักออกมาตรการและดำเนินการไปโดยไม่ฟังเสียงของชาวนา อย่างการทำประกันภัยนาข้าว หากบังคับก็น่าจะเข้าทำนองเจ๊งอีก ชาวนาบางส่วนคงไม่เห็นด้วย เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการจ่ายค่าเบี้ยประกันและบางพื้นที่ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงถึงขั้นต้องทำประกัน และหากให้ทำส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเสียหายอาจมีการฉวยโอกาสแจ้งพื้นที่มากกว่าที่ทำประกันก็ได้ก็จะยุ่งยากในการตรวจสอบและมีช่องให้ทุจริตและทำให้รัฐเสียหายตามมา”

 

 

-----------------------------

(ปรับเกณฑ์รับจำนำข้าว วัดใจกขช. 'เอาจริง' หรือแค่ 'ขอไปที' : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)