
'สดศรี'รับ'รธน.50'แปลก-ป้อง'ปฏิวัติ'
'สดศรี' ยอมรับ 'รธน.50' แปลกมาก หลังกำหนด ม.309 คุ้มครองคณะปฏิวัติ จัดสัมมนาสื่อฯ 'กกต.' เปิดใจก่อนหมดวาระ
19 ก.ค. 56 นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และ อดีต ส.ส.ร. 2550 กล่าวว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนสมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเกิดขึ้นจากสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกได้ว่าเป็นการบีบนักการเมืองทุกทาง เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยมีมาตรา 309 ที่ป้องกันไม่ให้มีใครฟ้องร้องคณะปฏิวัติได้ ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญที่แปลกมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตนจะเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ในบางมาตราก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องคำนึงถึง 3 อำนาจ คือ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ให้มีความถ่วงดุลกัน ไม่ใช่ให้อำนาจใดเหนืออยู่อำนาจอื่นได้
นางสดศรี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเคยเสนอให้มีศาลเลือกตั้ง โดยให้ กกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าศาลได้รับการยอมรับโดยมีพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ กกต.ไม่มีอะไรรับรองเลย ดังนั้น เมื่อมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอยู่ในมือ เท่ากับว่า กกต.ต้องเจอวิกฤตของความศรัทธาจากผู้ได้รับประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์ อย่างไรก็ตาม จึงอยากให้ กกต.ชุดต่อไป หากมีการแก้กฎหมาย ก็อยากให้แก้ในเรื่องของการทำหน้าที่นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยมีวาระเพื่อสับเปลี่ยนในการทำหน้าที่ เพื่อลดข้อกังขาของประชาชน เพราะกฎหมายเขียนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประธาน กกต.ต้องเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย เนื่องจากกระบวนการการสั่งไม่ยุบพรรคการเมือง เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองเพียงคนเดียว และ กกต.เพียงแค่รับทราบเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการสั่งยุบพรรค ที่ต้องมีมติจาก กตต.ทั้ง 5 ท่าน
"ส่วนตัวเคยเสนอให้แก้กฎหมายการได้มาของ กกต. คือ กกต.ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ควรที่จะมาจากการสรรหาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่เช่นนั้นก็จะไม่พ้นในเรื่องของอำนาจตุลาการภิวัฒน์เดิม"
จัดสัมมนาสื่อฯ 'กกต.' เปิดใจก่อนหมดวาระ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์สปา จ.ชลบุรี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดโครงการสัมมนาสื่อมวลชน ประจำปี 2556 " 7 ปี กกต.บนกระแสและสายน้ำประชาธิปไตย " โดยมี กกต.ทั้ง 5 คน นำโดย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน เข้าร่วมงาน
โดยนายอภิชาต กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.นี้ ตนและกกต.ทั้ง 4 คน ก็จะต้องหมดวาระในการทำงานไป แม้ตลอดการทำงานจะต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการวางประทัดยักษ์หน้าบ้านพักของประธานกกต. รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของกกต.บุกมาเผาโลงศพที่หน้าสำนักงานฯ จึงไม่เคยคิดว่ากกต.ชุดของเราจะสามารถปฏิบัติงานจนครบเทอม แต่ท้ายที่สุดก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ด้วยดี อีกทั้งนานาชาติ ก็ยังแสดงความชื่นชมกกต.ที่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งด้วยความโปร่งใส แทบจะไม่มีชาติใดมาตำหนิว่ากกต.ทำงานบกพร่องเลย ทั้งนี้เชื่อว่าไม่เกินเดือนธ.ค.นี้น่าจะได้กกต.ชุดใหม่ที่เข้ามาทำงานสานภารกิจต่อจากกกต.ชุดนี้ จึงหวังว่ากกต.ชุดใหม่จะช่วยรักษามาตรฐานนี้ไว้ เพื่อช่วยกันสร้างประเทศให้ก้าวหน้าและพัฒนา
นายอภิชาต ระบุต่อว่า อยากเห็นสังคมไทยกลับมาสู่สังคมที่มีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักและสามัคคีต่อกัน ไม่แบ่งค่ายแบ่งฝ่ายหรือแบ่งสีเสื้อ เพราะทุกคนสามารถมีความคิดเห็นที่แตกต่างได้ แต่ไม่ควรเป็นศัตรูกันเพราะความเห็นต่าง ควรคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ประชาธิปไตยจะแท้จริงได้ถ้าประชาชนมีส่วนร่วม ท้ายที่สุดแล้วอยากให้กกต.ได้เป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ต่างจากศาลยุติธรรม เพราะเราทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใด และกล้ายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นอำมาตย์ตามที่ใครๆ กล่าวหาอย่างแน่นอน
'สดศรี' ยังไม่มั่นใจอยู่ครบวาระหรือไม่
ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กกต.มักถูกดึงเข้าไปโยงกับพรรคการเมืองต่างๆ แต่ก็ กกต.พยายามดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด การทำงานของ กกต.จะอยู่รอดหรือไม่ เหลืออีก 2 เดือนก็ไม่รู้ว่ามีอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่ครบ 7 ปีหรือไม่ยังไม่รู้ เพราะตอนนี้ทำงานมาแล้ว 6 ปี 10 เดือน การทำงานของกกต.ไม่เคยแบ่งเพศ แบ่งสี หรือแบ่งค่าย และการวินิจฉัยคดีต้องไม่มีสีใด กกต.จะต้องสามารถให้คำตอบและอธิบายเหตุผลให้ประชาชนได้รับทราบว่าเหตุใด จึงตัดสินเช่นนั้นซึ่งถือเป็นเกราะป้องกัน เราเจอวิกฤติการณ์มากมาย แต่ถือเป็นเรื่องปกติ เราไม่เข้าข้างใคร 7 ปี แม้จะมีสิ่งที่กระทบกระเทือนเกิดความหวั่นไหว เราจะต้องอยู่ให้ครบ แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เราจะท้อแม้ไม่ได้ เพราะนั่งบนหลังเสือแล้วก็จะออกไม่ได้ การทำงานถือว่าทำด้วยความเป็นกลางเท่าที่จะทำได้ เราจะไม่เล่นกับการเมืองและการเมืองก็คงไม่กล้ามาเล่นกับเราเช่นกัน"
'ประพันธ์' แฉเลือกตั้ง 54 มีคนมาติดต่อให้ลาออกจาก กกต.
ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ตั้งใจมาเป็นกกต.แต่ได้มาเป็นเพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้เลือกให้มาดำรงตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจ และตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำงานกกต.ไม่ให้เสื่อมเสีย ซึ่งผ่านมา 7 ปี ก็คิดว่าสามารถทำได้ตามที่เคยตั้งใจไว้ เพราะเราทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรม และที่สำคัญในการทำงานที่ผ่านมาตนจะพยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดพาดพิงให้กระทบกับความรู้สึกหรือความหวั่นไหวของนักการเมือง พรรคการเมือง แต่ในช่วงเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 ก.ค. 54 มีคนมาติดต่อขอพบแล้วขอให้ขอลาออกจากการเป็นกกต. โดยระบุว่า ถ้าไม่ลาออกจะถูกเล่นงานอย่างหนักแน่ ถือได้ว่ากกต.ชุดนี้ถูกกดดันมากที่สุด
นายประพันธ์ กล่าวว่า คิดว่าการเลือกตั้งทั่วไปไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะต้องจัดการเลือกตั้ง และรัฐบาลก็ยังเหลือวาระในการทำงานอีก 2 ปี หากมีเหตุใดรัฐบาลก็ปรับคณะรัฐมนตรี แต่คงมีอย่างเดียวคือการเดินออกมาใส่หน้ากากแล้วมีเหตุทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้ง
นอกจากนี้นายประพันธ์ ยังกล่าวเสริมกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยกฟ้องกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เรื่องดังกล่าวหลายฝ่ายมักมองในเรื่องของเงื่อนเวลา แต่ถ้าหากไปดูกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลได้มีการรับคำร้อง และมีการสืบพยานข้อเท็จจริงในทุกขั้นตอน อีกทั้ง หากไปดูคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการเสียงข้างมาก จะเห็นได้ว่าตุลาการเสียงข้างมากยกคำร้องเพราะข้อเท็จจริงไม่ปรากฏมูลความผิด



