
ดอกเบี้ยแพงปันผลสูงแล้วจะเอาที่ไหนมาคืนพวกเรา
ดอกเบี้ยแพงปันผลสูงแล้วจะเอาที่ไหนมาคืนพวกเรา : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ผมตั้งใจจะพูดถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นต่อเนื่องไปสักระยะ เพราะดังเคยปรารภกับหลายคนว่า "เราจำเป็นต้องตีเหล็กเมื่อร้อน" ในช่วงที่สังคมทั้งเศร้าสะเทือนใจกับ "พวกนอกรีตอลัชชี" จำนวนมากที่หากินแสวงประโยชน์กับความศรัทธางมงายของคนบางกลุ่ม เรายังคงมีปัญหาอันเนื่องมาจาก "การลวงโลก" ของขบวนการฉ้อโกงประชาชนอีกหลายกลุ่ม ซึ่งสมควรที่สังคมต้องร่วมกันรับรู้และเร่งสะสางแก้ไขปัญหาอย่างรู้เท่าทัน
"ความโลภ อยากได้อยากมี" เป็นจุดเปราะบางอีกประการหนึ่งที่ถือเสมือนช่องโอกาสของคนคิดร้ายที่สามารถนำมาใช้สร้างความร่ำรวยได้อย่างมหาศาล ดังเช่นกรณี "สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น" ที่ตัวผู้บริหารเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาจึงมีการเปิดโปงให้ได้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตอย่างมโหฬารได้ไม่แพ้ กรณี "แชร์ลูกโซ่" หลายรายในอดีต
ว่ากันว่าเงินหมุนเวียนในความดูแลของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ว่านี้มีสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท เพราะมีคนเชื่อถือศรัทธาหอบเอาเงินบำเหน็จบำนาญหลังการรับราชการมาครึ่งค่อนชีวิตทุ่มไปกับการหวังจะได้ผลตอบแทนหรือเม็ดเงินจาก "ดอกเบี้ย" ที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ของรัฐและเอกชน ถึงขนาด สหกรณ์ออมทรัพย์ของสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งของประเทศกล้าเอาเงินสมาชิกทุ่มไปกับการรับฝากหรือลงทุนเป็นเงินรวมๆ แล้วอีกหลายพันล้านบาท
เรื่องราวลักษณะนี้ อยากให้ท่านทั้งหลายได้ลองคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นว่า มันจะมีที่ไหนในโลกที่เขาเอาเงินเราไปด้วยการให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงมาก แต่นำไปปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต้องการเอาชนะแบงก์อื่นๆ อย่างนี้จะเหลือกำรี้กำไรมาคืนสมาชิกได้อย่างไร จริงอยู่ที่ในช่วงแรก การทำธุรกิจในลักษณะอย่างที่ชาวบ้านเรียกว่า "ซื้อมาขายไป (trade off)" หรือการนำเงินฝากมาปล่อยกู้ นำดอกผลที่ให้กู้มาคืนเงินต้นอาจทำได้มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อ "กระแสการไหลของเงินเกิดสะดุดขึ้นมา" ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทั้งระบบของกิจการอย่างที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมีข่าวว่า สมาชิกจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเบิกเงินปันผลได้มานานพอสมควร
ยังดีที่ความเคลื่อนไหวในการเข้าแก้ไขปัญหาเมื่อมีการร้องเรียนของหลายส่วนราชการทำงานได้สอดประสานกันทำให้มูลค่าความเสียหายไม่ลุกลามบานปลายเหมือนกรณีของ "เณรคำ" ที่หากในวันที่มีการจับได้ไล่ทันทั้งเรื่องชู้สาว หรือการปฏิบัติประพฤติตนไม่เหมาะสม เหล่าบรรดาผู้เกี่ยวข้องไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อต่อเนื่องมาอีกหลายปี เชื่อว่า เณรคำคงยากจะระดมทุน หลอกลวงชาวบ้านมาได้เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท จึงขอให้กรณีเหล่านี้เป็นบทเรียนสำหรับการใช้พลังคุณงามความดีช่วยกวาดล้างสังคมให้สะอาดสดใส เพื่อกำลังใจให้คนคิดดีใฝ่ดียังมีความหวังกับสังคมนี้



