ข่าว

เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไป

เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไป

19 ก.ค. 2556

เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไป : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

              ระยะนี้ผมมีเหตุให้ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ และสิ่งหนึ่งที่พบเห็นก็คืออิทธิพลของกระแสนคราภิวัตน์ที่ทำให้จังหวัดต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพจากเดิมไปสู่รูปแบบสมัยใหม่ที่ถอดแบบออกมาจากเบ้าเดียวกัน ทั้งรูปลักษณ์ของอาคารบ้านเรือน ร้านรวง ถนนหนทาง การแต่งกาย ภาษา อาหารการกิน และวิถีชีวิตของผู้คนชนิดที่ถ้าเอาผ้าผูกตาไปปล่อยไว้ที่ใดที่หนึ่ง เราก็อาจจะเดาไม่ถูกว่าเป็นที่ไหนในประเทศไทย

              จริงอยู่ว่า สภาพของความเป็นท้องถิ่น ทั้งในเชิงของสภาพภายนอกและความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจ ได้เริ่มมาตั้งแต่มีการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการวางระบบปกครองจากส่วนกลาง และสร้างความเป็นเอกภาพของชาติเพื่อป้องกันภัยจากมหาอำนาจตะวันตกที่จ้องจะฉีกประเทศไทยออกเป็นชิ้นๆ โดยในเวลานั้นแทบทุกภาคส่วนยังคงมีอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งในทางชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา ประเพณี และวัฒนธรรม และแนวคิดชาตินิยมของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมาก็เสริมเติมการหล่อหลอมให้คนไทยทั้งประเทศถูกโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน จนวัฒนธรรมที่แตกต่างกลายเป็นความไม่ถูกต้องตามรัฐนิยม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการแต่งกายแบบฝรั่งของคนไทย การที่คนจีนเปลี่ยนชื่อแซ่มาใช้ชื่อและนามสกุลแบบไทย และลักษณะทางสถาปัตยกรรมของสถานที่ราชการ โรงเรียน และวัดวาอาราม ในยุคนั้น ที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ

              อย่างไรก็ตาม วิวัฒนาการด้านการสื่อสาร และข้อมูลข่าวสาร ทำให้ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าในอดีต เพราะคนในต่างจังหวัดหรือชนบทที่ห่างไกลสามารถเห็นภาพของสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” ของตัวเมืองผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ จนเกิดความนิยมในแบบบ้านเรือนอาคาร การแต่งกาย ภาษา และชีวิตของคนในกรุงเทพฯ และละเลยหรือหลงลืมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน ทำให้จังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย เป็นภาพจำลองของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยตึกแถว บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อกับรถราและมอเตอร์ไซค์เต็มถนน ผู้คนติดต่อกันทางมือถือและระบบออนไลน์ แทนการไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกัน ขณะที่ประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ กลายเป็นแค่การแสดงเพื่อผลทางธุรกิจการท่องเที่ยว

              ผมมีความเชื่อว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของกลุ่มชนเหล่านั้น คตินิยม และการกินอยู่ การที่วัฒนธรรมดังกล่าวถูกทำลายไปด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ๆ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นการทำลายรากเหง้าและตัวตนที่แท้จริงของคนในแต่ละท้องถิ่น ไม่ต่างจากการกำจัดสิ่งที่เราไม่ต้องการ ด้วยความคิดว่าสิ่งนั้นๆ ไม่มีประโยชน์อันใด หรือสิ่งที่เรามีอยู่นั้นดีกว่า

              จุดเด่นของความเป็นชาติก็คือการมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ไม่ใช่พิมพ์เดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะปรากฏในรูปของสถาปัตยกรรม การแต่งกาย ภาษา ความเชื่อ ความเป็นอยู่ และไม่จำเป็นว่าคนในแต่ละท้องถิ่นจะต้องคิดเหมือนกันหรือทำอะไรเหมือนๆ กัน

              หากแต่การรักษาคุณลักษณะเฉพาะตัว บนหลักการของการอยู่ร่วมกันด้วยการเคารพและให้เกียรติกันและกันต่างหาก ที่มีความสำคัญกว่า

              จริงไหมครับ?