ข่าว

รักมากเลยต้องทน(เจ็บตัว)กันอยู่หรือ?

รักมากเลยต้องทน(เจ็บตัว)กันอยู่หรือ?

19 ก.ค. 2556

ฮอตอิชชู : รักมาก เลยต้องทน (เจ็บตัว) กันอยู่หรือ ?

 

                                การขาดสติเพียงชั่ววูบมันทำให้ขาดความยั้งคิดชั่งใจ สามารถทำอะไรเลวร้ายได้โดยไม่คิดถึงสิ่งที่ตามมา ขณะเดียวกัน ผู้หญิงเราเองก็ต้องมีความกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัว

 

                                แม้จะพูดกันหนาหูว่าหญิงชายสมัยใหม่มีสถานภาพที่ทัดเทียมกัน แต่ก็มิวายมีข่าวการทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว ทั้งลูก ภรรยา หรือทะเลาะวิวาทกันเอง จนเกิดการบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจลุกขึ้นมาฟ้องร้องกันโดยตลอด ขณะเดียวกันก็มีการรณรงค์ยุติการทำร้ายร่างกายผู้หญิงและเด็กอย่างต่อเนื่อง จนเกิดพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาช้านาน แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่ลดลง หรือเป็นค่านิยมเก่าว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว เพราะรักจึงต้องทน หรือบทลงโทษทางกฎหมายนั้นอ่อนเกินไป ไม่เป็นที่พึ่งพาให้แก่ผู้ถูกกระทำ สังคมชะล่าใจในปัญหานี้ไปหรือไม่ วันนี้ต้องลองถามความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย ว่าพวกเขามีวิธีจัดการเรื่องนี้ชัดเจนเพียงใด

                                เริ่มจาก ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการสื่อสาร "แหม่ม" นิมมิดา วรนิธิศ บริษัทมีเดีย พลัส คอนเนคชั่น จำกัด บอกว่า ในฐานะที่เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่แต่งงานสร้างครอบครัวได้ไม่นาน มองเรื่องความขัดแย้งในครอบครัวว่า ในกรณีที่เกิดปัญหาความไม่เข้าใจ หรือความขัดแย้งในครอบครัว สิ่งแรกที่ทำคือ ตั้งสติให้นิ่งก่อน และดูภาวะทางอารมณ์ของทั้งคู่ ถ้าประเมินเองในเบื้องต้นว่าไม่อยู่ในภาวะปกติทั้งคู่ หรือคนใดคนหนึ่ง ถ้าจะโต้เถียงกันต่อไปมันก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา เพราะต่างฝ่ายก็พูดในมุมของตนเอง ฉะนั้นจะนิ่งก่อนในสถานการณ์เช่นนี้ หรือไม่ก็แยกย้ายไปทำกิจของแต่ละคนไป แต่จะไม่ออกจากบ้าน จากนั้นถ้าใจเย็นลงก็จะกลับมาพูดกันใหม่  

                                "หลายครั้งที่เห็นข่าวก็รู้สึกหดหู่ และสงสารผู้หญิง หรือเด็กที่ถูกกระทำนะคะ พร้อมกับย้อนคิดตามไปด้วยบ้างว่า ทำไมเขาถึงทำเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ไปได้ ซึ่งหลายกรณีก็มักจะพบว่าเกิดจากการขาด "สติ" รวมถึง "สำนึก"(ความดี)ในตัวตนความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้น การขาดสติเพียงชั่ววูบมันทำให้ขาดความยั้งคิดชั่งใจสามารถทำอะไรเลวร้ายได้โดยไม่คิดถึงสิ่งที่ตามมา ขณะเดียวกัน ผู้หญิงเราเองก็ต้องมีความกล้า ที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัว อย่างน้อยก็ยังมีกฎหมายที่ออกมารองรับเรื่องความรุนแรงในครอบครัว มีองค์กรที่ช่วยดูแลและพิทักษ์สิทธิผู้หญิง ถ้าเราถูกกระทำและเงียบเฉย ก็เหมือนเราส่งเสริมให้ผู้ชายที่ทำร้ายเราได้ใจ คิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ผิด รวมถึงสังคมเองก็เช่นกัน ถ้าเกิดพบเจอเรื่องความรุนแรงเกิดขึ้นรอบตัว อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของผัวๆ เมียๆ เขา ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่างน้อยถ้าเห็นว่ามันจะบานปลายรุนแรงมากขึ้น ก็ควรเสนอความช่วยเหลือ หรือแจ้งตำรวจให้เข้ามาดูแล ส่วนตัวคิดว่าการรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องของคนในครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคมที่จะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อสังคมที่น่าอยู่และเป็นสุขต่อไป" นิมมิดา ให้ความเห็นในมุมของตนเอง

                                ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ยังครองชีวิตโสด "อุ๊" จุฬาลักษณ์ ผลภิภม สาวเก่งแห่งแบรนด์บัทเทิน อัพ  บอกว่า ในยุคนี้ผู้หญิงผู้ชายมีความเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็น ทุกอย่างสามารถคุยกันได้ด้วยเหตุและผล เพียงแต่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังความเห็นของคนอื่นด้วย อย่างตอนนี้ตนเองก็คบหาดูใจกับแฟน เราจะให้ความสำคัญเรื่องเหตุผลของกันและกัน และรับฟังเรื่องราวของกันและกัน ดังนั้นเมื่อเห็นข่าวความรุนแรงซึ่งเกิดจากผู้ชายทำร้ายผู้หญิงหรือสามีทำร้ายภรรยา ส่วนตัวมองว่าไม่ฟังกันและกัน ไม่เปิดใจกันและกัน และถ้าเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ส่วนตัวพร้อมที่จะเรียกตำรวจทันที และอยากฝากซ้ำผู้หญิงทุกคนด้วยว่า เรามีสิทธิเรียกร้องเมื่อถูกทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นใครหรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว

                                ด้านหัวหน้าครอบครัว "ฟลุค" ชลัคร ชีวเกษมสุข กล่าวว่า เรื่องความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งเรายังได้เห็นพ่อแม่เราทะเลาะกัน หรือบางครั้งเรายังทะเลาะกับตัวเราเอง อย่างในเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องราวสักเรื่องด้วยแรงกดดันบวกกับระยะเวลาที่ทำให้เราคิดได้ไม่มาก พอย้อนกลับไปมองก็โกรธตัวเองที่ทำได้แค่นั้นหรือไม่ทำให้ดีกว่านี้ และถ้ามองว่าให้มีสติตลอดแต่ก็อย่าลืมว่าบางครั้งสติก็ไม่อยู่กับเรานะ

                                "สติไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลานะ ดังนั้นการปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ โดยคนรอบข้าง โดยพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญที่จะให้ยึดมาใช้จนถึงวันนี้ ซึ่งที่บ้านเน้นเรื่องของการให้อภัย เมื่อโกรธ เมื่อผิด ก็ต้องให้อภัย และส่วนตัวก็จะไม่กระทำรุนแรงเพียงแต่จะมีคำพูดที่แรงๆ ออกไป แต่เมื่อคิดย้อนกลับเราก็โกรธตัวเอง และก็ต้องพร้อมที่จะให้อภัยตัวเองเพื่อจะได้เตือนว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ที่สำคัญผมพร้อมและตั้งใจกล่าวคำขอโทษเมื่อผิด และบางครั้งผมก็รอคำขอโทษจากคนที่ทำผิด เสมือนว่าผมยังรอและคนที่ผมทำผิดกับเขาจะไม่รอหรือ" คุณพ่อลูกหนึ่งให้แง่คิด

                                ขณะที่ผู้สันทัดกฎแห่งกรรมมากกว่ากฎหมาย "ครูปาน" สมนึก คลังนอก ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษและนักวาดภาพประกอบชื่อดัง แสดงความคิดเห็นว่า ในเรื่องสิทธิหรือบทลงโทษของผู้ถูกกระทำก็ดี หรือผู้ลงมือกระทำก็ดี ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะหากทุกคนดำรงตนตามหลักธรรม อันได้แก่ เมตตาคือต้องมีความรักต่อผู้อื่น อยากเห็นเขามีความสุข กรุณาคืออยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตาคือความยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี อุเบกขาคือการวางเฉย เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

                                "ผมมองว่าการกระทำความรุนแรงในครอบครัวน่าจะเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบในวัยเด็ก พอโตขึ้นมาก็ทำบ้าง ดังนั้นหากไม่อยากให้ลูกหลานต้องกลายเป็นคนรุนแรง ก้าวร้าว ผู้ปกครองควรใช้สติมากกว่าอารมณ์ ในเรื่องกฎแห่งกรรมบอกว่า หากตบยุงตัวเดียวจะต้องเกิดเป็นยุง 500 ชาติ แต่นี่ตบตีคนก็คิดดูเอาเองแล้วกันว่าจะต้องใช้โทษกรรมมากเท่าไหร่ ส่วนในเรื่องของกฎหมายต้องบอกก่อนว่าไม่มีความรู้ แต่ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงก็ต้องว่าไปตามกฎหมายซึ่งจริงๆ ก็คือการใช้กรรมของผู้กระทำ คนที่ทำผิดเราก็ไม่ควรไปเมตตา แต่ต้องใช้หลักอุเบกขาคือวางเฉยไม่ต้องสงสาร" ครูปาน ให้ความเห็น

                                ปิดท้ายที่ "อ้วน" อารีวรรณ จตุทอง ผู้ที่เคยถูกทำร้ายจนกลายเป็นประเด็นดังในอดีต ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปกฎหมาย เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคระหว่างเพศ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ถูกกระทำและคนทั่วไปมักเข้าใจว่ากลไกทางกฎหมายยังไม่สามารถช่วยเหลือปัญหาครอบครัวได้จริง อย่างแรกคือไม่รู้ว่ามีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำว่าด้วยความรุนแรงในครอบครัว และต่อมาคือไม่รู้ว่ามีการช่วยเหลือเชื่อมโยงกับหน่วยงานใดบ้าง ในส่วนของภาครัฐอย่างตำรวจก็มองว่าความรุนแรงนี้เป็นเรื่องของครอบครัว มีความซับซ้อน เกลี้ยกล่อมก็จบไปช่วยอะไรต่ออีกไม่ได้ บางบ้านแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทกันไป 3 ชั่วโมงกว่า จนตบตีกันเสร็จตำรวจก็ยังไม่มาเพราะมีเหตุอื่นที่สำคัญกว่า ทั้งนี้เพราะมีความจำเป็นด้านบุคลากรไม่เพียงพอกับปัญหาด้วย เมื่อคนนึกถึงตำรวจเป็นอับดับแรกแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ดีพอก็ไม่มีการเชื่อถือกฎหมายในที่สุด

                                "ทางออกอยู่ที่การร่วมมือกันแบบบูรณาการ โดยมีหน่วยงานที่พร้อมร่วมมือดูแลเรื่องนี้อยู่เยอะ ซึ่งก็ต้องเพิ่มเติมองค์ความรู้ในส่วนนี้ ใส่ใจว่าไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวอย่างเดียว และเมื่อเกิดการทำร้ายในครอบครัวหลายคนคิดว่าการแจ้งตำรวจคือการจับเข้าคุกเข้าตะราง กลายเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งบางทีก็ไม่อยากให้คนที่รักได้รับบทลงโทษรุนแรงขนาดนั้น จึงไม่กล้าแจ้งความปกป้องตัวเอง แต่ความจริง อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจ สามารถแก้ไขปัญหาครอบครัวให้ถูกต้องมากขึ้น” อารีวรรณ กล่าวปิดท้าย

                                ความรุนแรงไม่ใช่เพียงเรื่องในครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงสังคมของคนในชาติด้วยนะคะ...