
'ปู'วอนอย่าเหมารวม'ข้าว'ปนเปื้อน!
'นายกฯ' วอนสังคมอย่านำจุดเล็กจุดน้อยทำลายวงการข้าวทั้งระบบ ลงพื้นที่ภาคกลางตอนบน ก่อนประชุมครม.สัญจรอยุธยา
18 ก.ค. 56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางลงตรวจพื้นที่ 5 จังหวัดภาคกลาง และการตรวจดูกระบวนการผลิตข้าวสารถุง ว่า การมาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการประชุมครม.สัญจร เรามาดูในเรื่องของกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ที่กระบวนการปลูกข้าวของชาวนา อย่างที่ในส่วนของโรงสี ว่าจะต้องมีกระบวนการในการคัดกรอง ก่อนที่จะมีการบรรจุถุง ซึ่งวันนี้เรามาดูในขั้นตอนของการแปรรูป แล้วก็บรรจุถุง แล้วการวางมาตฐาน ซึ่งทุกโรงงานมีการวางมาตรการต่างๆ ในการคัดเลือก คุณภาพข้าว มีการตรวจต่างๆ ตลอดจนการแพ็คใส่ถุง ก็จะทำให้เห็นว่าขั้นตอนต่างๆ มีมาตรฐานอยู่แล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการมาดูงานครั้งนี้ เป็นข้อดีที่จะได้เห็น ในเรื่องของระบบของภาคเอกชน ซึ่งน่าจะนำมาใช้ในส่วนของภาครัฐได้ อย่างไรก็ตามจะไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะในส่วนของภาครัฐเรารับจำนำจากชาวนามา เข้าโครงการซึ่งต่อมาเป็นกระบวนการเก็บรักษาข้าว แต่ยังไม่ถึงกระบวนการสำหรับการคัดกรองหรือบรรจุถุง ดังนั้นเรื่องบางอย่าง เช่นระบบซีซีทีวี หรือการลิงค์ข้อมูลจากโรงสี ซึ่งอยู่ในแผนของกระทรวงพาณิชย์ วางไว้อยู่แล้ว เป็นขั้นตอนในการพัฒนา ซึ่งเราจะทำตรงนี้ด้วย เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบสต็อกข้าว และลงไปดูระบบไซโล ในการตรวจสอบ ซึ่งก็คงจะดูในขั้นตอนนี้
นายกฯ กล่าวต่อว่า การที่ดูมาตรฐานของเอกชนก็จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าขั้นตอนต่างๆ นั้น กว่าจะมาเป็นข้าวถุง มีมาตรฐานต่างๆ มากพอสมควร และอยากให้สบายใจว่า การที่เจอปัญหาต่างๆ เป็นแค่บางส่วนไม่ได้เป็นกระบวนการทั้งหมด เรียนว่าข้าวเป็นอาหารของคนไทย และสร้างรายได้หลักให้คนไทย ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น จริงแล้ววันนี้ คุณภาพของข้าวไทย ดีกว่าประเทศอื่นๆ ไม่อยากให้มองประเด็นปัญหาในภาพรวมทั้งหมด จึงขอความกรุณาว่าจะกระทบต่อความเป็นอยู่ปากท้องของพี่น้องชาวนา รวมไปถึงกระบวนการ value change และกระทบต่อการบริโภคข้าวของคนไทย ซึ่งเป็นอาหารหลัก
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากปัญหาข่าวในช่วงนี้มีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวมากน้อยเพียงใด นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนนี้ก็ต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น ถ้าเราดูเพียงจุดเล็ก จุดน้อย แล้วมองว่าเป็นปัญหาในภาพรวมทั้งหมด ก็อาจกระทบต่อการส่งออก เราจึงต้องถือโอกาสพาครม.และสื่อมวลชน ลงมาดูโรงงานเพื่อให้เห็นว่าขั้นตอนต่างๆ มีความละเอียด มีมาตรฐาน ซึ่งทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้เข้ามาดู
เมื่อถามว่า วันนี้มาตรฐานในการตรวจสอบใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ นายยรรยง กล่าว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับต้นน้ำ เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ โดยกระทรวงสาธารณสุข จะดูแลในส่วนของปลายน้ำ
เมื่อถามว่าในส่วนของยี่ห้อข้าวที่มีปัญหาประชาชนเกิดความสงสัยจะให้กระทรวงสาธารณสุข เข้าไปดูรายละเอียดอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งต้องดูส่วนนั้นด้วยว่า ที่มีการตรวจอยู่ในมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขด้วยหรือไม่
ด้าน นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ขณะนี้มีการตรวจสอบกว่า 100 ตัวอย่างแล้ว ส่วนการแถลงข่าวนั้นเป็นการแถลงที่มีข้อมูลไม่ครบ ที่ระบุว่า พบสารปนเปื้อนก็ไม่ได้เกินค่ามาตรฐานแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามมีเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้นที่เกินค่ามาตรฐาน แต่ไม่เป็นอันตราย นอกจากนี้เป็นเพียงความผิดพลาดในขั้นตอนการบรรจุถุง ซึ่งเมื่อมีการบรรจุ และนำไปอบซ้ำ ทั้งนี้ผู้ผลิตก็ออกมายอมรับความผิดพลาดดังกล่าว ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีเกินมาตรฐานแต่อย่างใด เมื่อถามว่าเมื่อรัฐบาลมั่นใจ ในการตรวจสอบแล้วจะมีการหาที่มาของข่าวลือที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้ก็ตรวจสอบอยู่ ก็ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนด้วยหากพบข่าว หรือเจอข้อมูลขอให้ส่งตรวจสอบก่อนชี้แจงซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะบางครั้งจากแค่ข่าวลือแล้วมาตีเป็นข่าวตรงนี้ก็จะทำให้ ประชาชนเกิดความสับสน ก็จะกลายเป็นว่าทุกคนไม่กล้าซื้อข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนไทย
อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะมีกระบวนการในการโจมตีรัฐบาลหรือไม่ นอกจากนี้ในส่วนของการตรวจสอบโกดังข้าวนายกฯ ได้ระบุว่า พล.ต.ต.นายธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองยังไม่มีการรายงานผลการตรวจสอบมาแต่อย่างใด
ลงพื้นที่ภาคกลางตอนบน ก่อนประชุมครม.สัญจรอยุธยา
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 4/2556 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และการตรวจลงพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ประกอบด้วยสระบุรี อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี โดยช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.ค. เวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ อาทิ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายพีระพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์ นายชัชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ นายอาคม เติมพิทยาไพศิฐเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เดินทางลงพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 โดยเริ่มต้นที่จังหวัดสระบุรี โดยนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าสักการะและปิดทองรอยพระพุทธบาท ณ พระมณฑป วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดพิเศษ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2167 มีอายุ 379 ปี
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ถวายเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระธรรมปิฎก เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี โดยเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ได้อำนวยพรให้นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ประสบความสุขความเจริญ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พบปะประชาชนและข้าราชการ ที่มารอให้การต้อนรับ อย่างไรก็ตาม บริเวณด้านหน้า ทางขึ้น พระพุทธบาท ได้มีกลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่ง มาชูป้ายข้อความโจมตีนายกรัฐมนตรี และบางคนใส่หน้ากากขาว ประมาณ 20 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยกันไว้เพื่อไม่ให้เข้าใกล้คณะของนายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปเยี่ยมชม ศูนย์โอทอป คอมเพล็กซ์สระบุรี (OTOP) เป็นจุดหมายต่อไป โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้น
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชมศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า โอทอป ณ ศูนย์โอทอปคอมเพล็กซ์ อ.เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล นับแต่ ปี 2544 โดยการดำเนินกิจการในช่วงแรกประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง กระทั่งมีการปรับรูปแบบการบริหารจัดการ แนวทางการประชาสัมพันธ์ทำให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น ประกอบกับมีการเพิ่มช่องทางการตลาด ให้สมาชิก ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนกลุ่มอาชีพ ในการพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2553 ถึง พฤษภาคม 2556 มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้า ทั้งสิ้น 31,998,239 บาท โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ ที่ 30 ล้านบาท และในการประชุมครม.สัญจร ครั้งนี้ ทางศูนย์โอทอป เตรียมเสนอของงบประมาณสนับสนุนในการพัฒนาต่อยอด โครงการ จำนวน 30 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างห้องเย็นเก็บรักษาสินค้า สร้างอาคารฝึกอบรมอาชีพ และปรับปรุงระบบปะปา และไฟฟ้า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้ทีโอกาสพบปะกับกลุ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ก่อนที่ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังโรงเรียนเทพศิรินทร์พุแค ท่ามกลางการต้อนรับจากนักเรียนและอาจารย์ ก่อนขึ้น เฮลิคอปเตอร์ไปยังบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ที่จ.พระนครศรีอยุธยา
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายกรัฐมนตรีเดินทาง บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ข้าวตราฉัตร) จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายประสิทธิ์ ดำรงชิตานนท์ รองประธานกรรมการกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้การต้อนรับ พร้อมนำนายกฯพร้อมคณะเยี่ยมชมท่าเรือขนส่งทางน้ำของกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ทันสมัยทันสมัยและเป็นผู้บุกเบิกรายแรกของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเชียน ซึ่งกลุ่มบริษัทใช้กระจายสินค้าประเภทข้าวสารไปยังพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ลงทุนโครงการโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวในพื้นที่ 270 ไร่ ริมแม่น้ำป่าสัก อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยข้าวที่ปรับปรุงจะทำการส่งออกถึง 80% ดังนั้นจึงเห็นความจำเป็นในการลดต้นทุนให้น้อยลง จึงได้ทำการพัฒนาท่าเรือและระบบการให้บริการ ICD หรือ Inland Container Depot ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าข้าวที่เตรียมส่งออกบรรทุกลงเรือในลำน้ำเพื่อนำไปขึ้นเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่ท่าเรือกรุงเทพ หรือ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง
โดยท่าเรือในลำน้ำนี้หน้าท่ามีความยาว 276 เมตร สามารถให้เรือบรรทุกขนาดลำเรือยาว 50 เมตรเทียบท่าได้ 5 ลำ โดยเรือ 1 ลำเทียบเท่ากับรถบรรทุก 65 คัน ซึ่งการบรรทุกทางน้ำจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนพลังงานและเนื่องจากจังหวัดอยุธยาเป็นจังหวัดที่อยู่กึ่งกลางของภาคกลางเชื่อมกับหลายจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งอยุธยามีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก มีปริมาณสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออกในแต่ละปีเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งยังขนส่งโดยรถอยู่
จังหวัดอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีท่าเรือเอกชนในลำน้ำจำนวนมากถึง 64 แห่ง และอยู่ในลำน้ำป่าสักถึง 49 แห่ง จึงนับว่ามีศักยภาพสูงในการดำเนินยุทธศาสตร์การขนส่งทางเรือในลำน้ำ ซึ่งทาง ท่าเรืออยุธยาและ ICD ยังได้มีการให้บริการพื้นที่วางตู้คอนเทนเนอร์และขนถ่ายตู้สินค้าลงเรือ ทำให้เอกชนสามารถเข้ามาใช้บริการได้ ซึ่งจะทำให้เอกชนในพื้นที่โดยรอบมีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้น
จากทำเลของอยุธยาที่เชื่อมต่อระหว่างท่าเทียบเรือหลักของประเทศและผู้ผลิตอุตสาหกรรมในภาคกลาง ทำให้อยุธยาสามารถเป็นส่วนต่อขยายของระบบโลจิสติกส์ในประเทศสู่ท่าเรือทะเลซึ่งจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดอยุธยาและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของอยุธยาพร้อมกับช่วยบรรเทาความแออัดของรถบรรทุกบนท้องถนนได้อีกด้วย
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า โรงปรับปรุงคุณภาพข้าวนครหลวง เป็นโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย รับซื้อข้าวที่ผ่านการสีแล้วจากโรงสี โดยมีระบบควบคุมที่มีมาตรฐานสูงสุด ทำให้ข้าวที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพสามารถส่งออกไปยังทั่วโลกโดยมีกำลังการผลิตต่อปี 1.8 ล้านตัน มีโกดังเก็บข้างควบคุมอุณหภูมิ 8 โกดังขนาดใหญ่สามารถเก็บข้าวได้ 4 แสนตัน ข้าวที่ผลิตจากที่นี่มีทั้งข้าวหอมมะลิเกรดส่งออก ข้าวนึ่งสำหรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ ข้าวผสมและข้าวหอมผสมสำหรับการขายภายในประเทศ ภายในโรงงานมีห้องแลปสำหรับตรวจคุณภาพมาตรฐานข้าวรวมถึงห้อง Command Room สำหรับตรวจสอบการทำงานภายในโรงงานและรวมถึงโรงงานในเครือผ่านระบบ Real Time Conference นอกจากนี้กระบวนการผลิตทั้งหมดได้รับมาตรฐานทั้ง ISO GMP HCCP รวมทั้งได้รับรางวัล อย. Quality Award 2013 แสดงถึงมาตรฐานการผลิตระดับสากล
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการภาคเอกชนเสนอรัฐบาลให้อยุธยาเป็นส่วนต่อขยายของท่าเรือทะเล การพัฒนาทางน้ำเดิม และบำรุงรักษาร่องน้ำป่าสัก การพัฒนาระบบสาระสนเทศเพื่อการเดินเรือในแม่น้ำ เป็นต้น ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่สรัฐบาลให้ความสำคัญการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานต่าวๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งจะเริ่มจากปลายน้ำว่ามีปัญหาขัดข้องประการใด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่าเรือถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆรวมทั้งการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถือเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางน้ำ ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนได้ในระยะยาว รัฐบาลต้องการที่จะดูการเชื่อมโยงด้านการขนส่งทางน้ำ ซึ่งตะเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่ดี การที่มาเยี่ยมชมการดำเนินการของ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ข้าวตราฉัตร) เพราะบริษัทแห่งนี้ทำครบวงจร ทั้งบรรจุข้าวถุง จนได้รับรางวัลหลายประเภท
นายกรัฐมนตรี ยังใช้โอกาสนี้ให้กำลังใจผู้บริหารโรงงานข้าวตราฉัตร ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีวาาการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญของการขนส่งทางน้ำ โดยแม่น้ำป่าสักสามารถขนส่งสินค้า 27 ล้านตันต่อปี แม่น้ำเจ้าพระยา 50 ล้านตันต่อปี สำหรับแม่น้ำป่าสักที่ผ่านมามีการทำตลิ่งกั้นแม่น้ำตลอดแนวเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางร้ำ นอกจากนี้ได้สร้างรถไฟรางคู่เชื่อมโยงอำเภอภาชีถึงอำเภอนครหลวง ขณะเดียวกันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ก็ตะช่วยพัฒนาพื้นที่นี้ด้วย ส่วนข้อเสนอที่ให้พัฒนาอยุธยาเป็นส่วนต่อขยายของท่าเรือทะเลนั้น รัฐบาลเห็นด้วยเชื่อว่สไม่น่าจะมีปัญหาแต่ต้องหารือกับสุลกากร เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษี
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมห้องปฏิบัติการข้าวของ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด มีขนาด 1,400 ตารางเมตร สามารถวิเคราะห์คุณภาพได้ทั้งทางกายภาพ เคมี และทางประสาทสัมผัส ด้วยอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย โดยความชื้นต้องไม่เกิน 14% เนื่องจากอาจทำให้ข้าวเสื่อมสภาพและเกิดเชื้อรา โดยข้าวตราฉัตรมีเครื่องมือตรวจสอบความชื้นได้ละเอียดถึงทีละเมล็ด ข้าวทุกเมล็ดต้องผ่านการทำความสะอาดเพื่อเอาฝุ่นรำออก ความมันเงาของเมล็ดข้าวสะท้อนถึงความสะอาดที่ส่งถึงผู้บริโภค อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นด้วยการตรวจสอบผิวข้าวด้วยกล้องจุลทรรศน์ ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของข้าวหอมมะลิ นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบสารปนเปื้อนจากสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและสารพิษจากเชื้อรา ด้วยชุดทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าข้าวทุกถุงปลอดภัยต่อการบริโภค



