
'บีอาร์เอ็น'จ้องฮุบ'สะเดา'ขุมทรัพย์ล้ำค่าแดนใต้
'บีอาร์เอ็น'จ้องฮุบ'สะเดา'ขุมทรัพย์ล้ำค่าชายแดนใต้ : ทีมข่าวความมั่น คงสุพิชฌาย์ รัตนะ สมชาย สามารถ
เงื่อนไขหยุดยิง 40 วันของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่แถลงการณ์ผ่านผู้อำนวยความสะดวก คือ ประเทศมาเลเซีย ยังไม่สร้างความตระหนกเท่าการขีดเส้นพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา รวมเข้าไปอยู่ในพื้นที่ความไม่สงบด้วย เพราะแต่เดิมขอบเขตพื้นที่ความไม่สงบจะหมายถึงเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ (จะนะ, เทพา, นาทวี, สะบ้าย้อย) ของ จ.สงขลา เท่านั้น
การเหมารวม อ.สะเดา ซึ่งเป็นด่านการค้าชายแดนใต้ และเป็นด่านการค้าที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในประเทศไทย กลายเป็นคำถามขึ้นมาทันทีว่า บีอาร์เอ็นต้องการอะไร และเหตุใดตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียถึงระบุเช่นนั้น เพราะมาเลเซียน่าจะทราบดีว่า อ.สะเดา เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ไม่ใช่พื้นที่ความไม่สงบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจต่อท่าทีของฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่แสดงความไม่เห็นด้วยที่บีอาร์เอ็นเหมารวม อ.สะเดา เป็นพื้นที่รุนแรง เพราะที่ผ่านมา อ.สะเดา ไม่เคยเกิดปัญหาความรุนแรงเหมือนกับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา และเกรงว่า การเหมารวมจะส่งผลกระทบต่อ อ.สะเดา และภาคใต้โดยรวม
แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มองว่า แถลงการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดจาก "ความผิดพลาด" ในการสื่อสารระหว่างตัวแทนรัฐบาล คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับ กลุ่มบีอาร์เอ็น เพราะพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช. ก็ระบุชัดว่า ข้อตกลงการพูดคุยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา ไม่ได้รวมพื้นที่ อ.สะเดา ด้วย
แหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า เรื่องนี้หน่วยงานความไม่คงไม่ค่อยสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เบื้องต้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พูดคุยกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อหาทางออกแล้ว และทางกองทัพเตรียมที่จะทำหนังสือเสนอไปยังสมช. เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนขอบเขตในการพูดคุยใหม่ คงปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้
“ถ้าเราไม่ดำเนินการอะไร เกรงว่าจะเข้าทางบีอาร์เอ็น ต่อไปอาจจะมีการเคลมรัฐปัตตานีรวมกับพื้นที่ อ.สะเดา ซึ่งเรื่องนี้เขาต้องการอยู่แล้วที่จะขยายพื้นที่จาก 4 อำเภอ มาเป็น 5 อำเภอ จ.สงขลา และหากในอนาคตมีการตั้งเขตปกครองพิเศษ อ.สะเดา ก็จะร่วมอยู่ด้วย จะทำให้พื้นที่การครอบครองใหญ่ขึ้น รวมถึงในแง่ของเศรษฐกิจ"
แหล่งข่าวความมั่นคงคนเดิม ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ อ.สะเดา เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่กลุ่มก่อความไม่สงบมักจะใช้เป็นช่องทางผ่านเข้า-ออก โดยจะเข้ามาอย่างถูกต้อง เนื่องจากพื้นที่ อ.สะเดา มุ่งตรงสู่รัฐเกดะห์ และเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้ามาเที่ยว อ.หาดใหญ่
"นักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เข้ามาเที่ยว อ.หาดใหญ่ จะต้องผ่านเข้ามาทาง อ.สะเดาทั้งหมด ถ้ากลุ่มบีอาร์เอ็นยึดพื้นที่ อ.สะเดาได้ จะเป็นผลเสียต่อไทย โดยเฉพาะการทำงานจะทำให้เกิดความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงธุรกิจมาก" แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กล่าวเตือน
เขายกตัวอย่างที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นว่า สมมุติว่าเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นที่ อ.สะเดา นักท่องเที่ยวมาเลเซียก็จะไม่เข้ามา อ.หาดใหญ่ ซึ่งแต่เดิมกลุ่มก่อความไม่สงบจะไม่เข้ามายุ่งกับพื้นที่นี้เลย
"ดูแล้วการเจรจากับบีอาร์เอ็นมีแต่ฝ่ายไทยจะเสียเปรียบ เพราะเราก้าวทีหลังเขาเสมอ กลุ่มบีอาร์เอ็นมีแต่จะเพิ่มข้อเรียกร้องขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการพูดคุยกันจะต้องพิจารณากันให้รอบคอบ อย่าตกหลุมพราง หน่วยงานความมั่นคงจะต้องหาทางแก้เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะทำให้ความรุนแรงลุกลามไปเรื่อยๆ" แหล่งข่าวความมั่นคง กล่าวเตือน
3หนบนโต๊ะ"เจรจาสันติภาพ"ดอกไม้แห่งความหวังเบ่งบาน
นับตั้งแต่การลงนามพูดคุยเพื่อสันติภาพครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพก็บังเกิดขึ้นอีก 3 ครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังถึง "สันติสุข" ของผู้คนที่ดินแดนปลายด้ามขวาน
นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า การพูดคุยเพื่อสันติภาพยังถือเป็นขั้นเริ่มเท่านั้น ซึ่งในห้วงเวลานี้เป็นความพยายามในการสร้างบรรยากาศที่จะเอื้อให้ต่างฝ่ายต่างไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันมากขึ้น
“ทั้ง 3 เวทียังไม่ได้แก่นของสันติภาพที่ชัดเจน และเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปหากจะสรุปว่าการพูดคุยกันทั้ง 3 รอบไม่ก่อเกิดประโยชน์ เพราะอย่างน้อยสังคมก็ได้รู้แล้วว่าขบวนการก่อความไม่สงบมีตัวตนจริง และไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียวด้วย เพียงแค่เวลานี้กลุ่มใหญ่คือขบวนการบีอาร์เอ็น” เขาชี้ถึงข้อดีของการพูดคุย
นายบุญสม ทองศรีพลาย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มองตรงกันว่า แม้การพูดคุย 3 ครั้งจะยังไม่ชัดในแง่ปฎิบัติ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณดีในบางเรื่อง เช่น ความพยายามหยุดความรุนแรงในเดือนรอมฎอน ซึ่งจะเป็นก้าวเล็กๆ ที่สำคัญในการเดินไปสู่สันติสุข เพราะความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมันมากเกินกว่าจะรับได้แล้ว
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ชี้ว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพทั้ง 3 หน ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว
"ทุกครั้งในการพูดคุยเราได้เห็นถึงทิศทางความพยายามร่วมกัน เช่น การร้องขอในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดร่วมกันได้ รวมถึงการร้องขอให้หยุดความรุนแรงรายวัน ความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนแอ และหยุดระเบิดรุนแรงกลางเมือง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่ากระบวนการสันติสุขเริ่มปรากฎบนเวทีพูดคุย" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวอย่างมีความหวัง
นายรัตนพงษ์ รัตนบุญ ประชาชนใน จ.นราธิวาส ก็มองว่า คนในพื้นที่ล้วนคาดหวังกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่จะเป็นหนทางนำไปสู่การยุติความรุนแรง เพราะที่ผ่านมามีนโยบายออกมามากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่าก้าวไปใกล้คำว่าสันติสุขได้
นายมาโซป สมานธรรมกุล ประชาชนใน จ.ปัตตานี กล่าวว่า แม้วันนี้จะยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ของการพูดคุย แต่ทุกคนก็ยังวาดหวังว่า ในเวทีครั้งต่อไปจะมีความร่วมมือที่มากขึ้น นอกเหนือจากการยุติความรุนแรงในห้วง 40 วันของเดือนรอมฎอน
"ความหวัง" ที่จะเห็นสันติสุขของผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เริ่มปรากฏชัดขึ้น ท่ามกลางการจับตามองว่า ข้อตกลงหยุดยิง 40 วันในช่วงเดือน "รอมฎอน" จะเป็นหลักไมล์แรกแห่งสันติสุขหรือเป็นเพียงแสงเทียนแห่งความหวังวาบเล็กๆ ที่พลันสว่างโร่ขึ้นวูบเดียวนั้น
"สะเดา"อันดับ1ด่านชายแดนไทยปีละ5แสนล.เป็นรองแค่กรุงเทพฯ
นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงของ อ.สะเดา หลังมีกระแสข่าวพาดพิง โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
1. อ.สะเดา มีประชากร 120,000 คน นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 70 ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม ในจำนวนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นคนเชื้อชาติไทยที่ใช้ภาษาไทย หรือภาษาใต้ เป็นภาษาสื่อสาร ไม่ได้ใช้ภาษามาลายูถิ่นเหมือนกับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
2.ตั้งแต่ปี 2547 อ.สะเดาไม่เคยเกิดคดีความมั่นคงหรือเกิดเหตุรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มก่อความไม่สงบแต่อย่างใด เป็นเพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป และอ.สะเดา ไม่เคยประกาศใช้กฎหมายพิเศษ คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ,พ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎอัยการศึก มาก่อน และไม่ใช่พื้นที่ควบคุมทางยุทธการของหน่วยเฉพาะกิจสงขลา ที่ขึ้นการบังคับบัญชากับกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่อย่างใด
3.พื้นที่ อ.สะเดา เป็นพื้นที่เศรษฐกิจหัวใจสำคัญของประเทศ เนื่องจากมีมูลค่าการค้าชายแดนทั้งส่งออก และนำเข้าปีละ 500,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ และมากอันดับหนึ่งในระดับภูมิภาคของประเทศไทย มากกว่าด่านชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ด่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย หรือด่านอรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
นายจำลอง ไกรดิษฐ์ นายอำเภอสะเดา ระบุว่า อ.สะเดา เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ แม้ว่าประชากรในพื้นที่ส่วนหนึ่งจะนับถือศาสนาอิสลาม แต่คนที่นี่เป็นคนทำมาหากิน และแม้ว่าจะมีความต่างกันเรื่องศาสนา แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบมาเป็นเวลาช้านาน แต่เราก็ไม่ประมาท โดยสิ่งที่เราต้องทำ คือ งานมวลชนในพื้นที่ โดยในช่วงเดือนรอมฎอนก็ได้พูดคุยกับผู้นำศาสนาในพื้นที่ และเรามีแผนการทำงานมวลชนก่อนที่บีอาร์เอ็นจะพูดเสียอีก ฉะนั้นการพูดของบีอาร์เอ็นไม่น่าจะมีผลกับพื้นที่ เพราะเรามีการดูแลพื้นที่ และอยู่กันด้วยความเข้มแข็ง ไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นในพื้นที่
......................
(หมายเหตุ : 'บีอาร์เอ็น'จ้องฮุบ'สะเดา'ขุมทรัพย์ล้ำค่าชายแดนใต้ : ทีมข่าวความมั่น คงสุพิชฌาย์ รัตนะ สมชาย สามารถ)



