
จับตาศาลรัฐธรรมนูญหลัง'วสันต์'ไขก๊อก
จับตาศาลรัฐธรรมนูญหลัง 'วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์'ไขก๊อก : โอภาส บุญล้อมรายงาน
"ไขก๊อก" ก่อนครบวาระ 9 ปี เสียแล้ว.. "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเขาได้ยื่นใบลาออกจากทั้งตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญและการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีผลเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยให้เหตุผลในการลาออกครั้งนี้ ว่า ตอนที่ขึ้นเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เคยให้คำมั่นสัญญากับคณะตุลาการไว้ว่า จะดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่เกิน 2 ปี และเสร็จสิ้นภารกิจงานศาลรัฐธรรมนูญตามที่ตั้งใจไว้
“วสันต์” ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นคนเรียนหนังสือเก่ง หลังจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก็เข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบนิติศาสตรบัณฑิตแค่เพียงอายุ 20 ปีเท่านั้น แถมได้ (เกียรตินิยมดี) อีกด้วย จากนั้นไปเรียนกฎหมายต่อและได้เนติบัณฑิตไทย โดยมีอายุยังไม่เต็ม 21 ปี ด้วยซ้ำ
ต่อมาเขาได้สอบเป็นผู้พิพากษา ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญมามากมาย เช่น ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 เมื่ออายุครบ 60 ปี ก็ได้มาเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นตำแหน่งหลังสุดในศาลยุติธรรม
ในช่วงเกิดวิกฤติตุลาการปี 2534-2535 "วสันต์" เป็น "โฆษกฝ่ายกบฏตุลาการ” ถือโทรโข่ง คุมม็อบผู้พิพากษาที่มาร่วมชุมนุมต่อต้าน "ประภาศน์ อวยชัย" รมว.ยุติธรรมในขณะนั้น ที่ถูกมองว่าแทรกแซงการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาและการโยกย้ายผู้พิพากษา
สำหรับตัวเขาขณะนั้นเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แต่ผลจากการที่ออกมาต่อต้าน "รมว.ยุติธรรม" ทำให้เขาได้รับผลกระทบถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น
“วสันต์” เป็นที่รู้จักของสังคม เมื่อกลางปี พ.ศ.2549 หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่มี "พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ" เป็นประธาน พ้นจากตำแหน่งไปเนื่องจากการจัดการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยกฎหมายจากคำตัดสินของศาลอาญา
โดย "วสันต์" ผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา เข้าชิงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ไปตกในขั้นตอนสุดท้าย คือ การคัดเลือกจากวุฒิสภา ทั้งที่เขาแสดงวิสัยทัศน์สุดมัน ตรงไปตรงมา ถูกใจประชาชน แต่กลับถูกเตะตัดขาไม่สามารถหลุดเข้าเป็น 5 เสือ กกต.ได้
ทั้งนี้ ในการแสดงวิสัยทัศน์ของเขาต่อคณะกรรมการที่วุฒิสภาตั้งขึ้นเพื่อคัดเลือกบุคคลเป็น กกต. ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เมื่อเขาได้ตอกกลับคณะกรรมการของวุฒิสภาที่จะให้เขายื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อวุฒิสภาว่า "ทำไมตัวเขาต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อวุฒิสภาด้วย ในเมื่อวุฒิสภาก็ไม่ได้เหนือไปกว่าเขา อีกทั้งกรรมการองค์กรอิสระที่วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือก ก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย และเขาก็แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.อยู่แล้ว"
ต่อมา "วสันต์" ได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2551 และ 24 สิงหาคม 2554 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก "วสันต์" เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน "ชัช ชลวร" ที่ได้ขอลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ซึ่งหากเขานั่งจนครบวาระจะอยู่ได้ถึงปี 2560
ในช่วงหนึ่งของชีวิตของ "วสันต์" ตอนที่เขาจบนิติศาสตรบัณฑิตใหม่ๆ มีผู้ใหญ่นำไปฝาก "ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช" อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อฝึกเป็นทนายความที่สำนักงานกฎหมายของ "อาจารย์เสนีย์ ปราโมช" ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาถูกโจมตีว่า มีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์
และอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็คือ การที่เขาไปเป็นพยานจำเลยในคดีที่ "น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ" ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากยื่นฟ้องเป็นจำเลย สืบเนื่องจาก "น.ต.ประสงค์" เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วิจารณ์การตัดสินคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก ที่ให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" หลุดในคดีซุกหุ้น
นอกจากนั้น "วสันต์" ยังเป็นองค์คณะในการตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ ที่จำคุก "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" 2 ปี เมื่อตอนที่เขาเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา
เขายังเคยให้ความเห็นในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กรณีที่มีการจัดคูหาเลือกตั้งหันหลังออกว่า การลงคะแนนเลือกตั้งต้องเป็นความลับไม่ใช่ใครก็เข้าไปยืนชะเง้อดูได้ ซึ่งความเห็นของเขาก็มีส่วนทำให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่มีการจัดคูหาเลือกตั้งหันหลังออกถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
สำหรับการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 3 พรรคฝ่ายค้านคือ ประชาธิปัตย์, ชาติไทย, มหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขัน ทำให้มีแต่พรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กลงแข่งขัน และพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
และเมื่อครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการวินิจฉัยตามที่มีผู้ร้องว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำไม่ได้ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2550 ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรืออาจใช้วิธีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ผ่านวาระ 1 และ 2 ต้องค้างเติ่งอยู่ในสภาไม่สามารถลงมติในวาะ 3 ได้
และอีกประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในครั้งนั้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องที่กล่าวหามีการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบและส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้พรรคเพื่อไทยและ นปช.ได้ออกมาโจมตีศาลรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรงจากคำวินิจฉัยดังกล่าว
แต่ "วสันต์" ในฐานะประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ "ตอกกลับ" ด้วยถ้อยคำสุดแสนคมว่า "เรื่องพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนการปกครอง จะรออัยการสูงสุดอย่างเดียวหรือ”
และตบท้ายกับวลีเด็ด “สีทนได้ค่ะ” กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าว
เขายังเป็นหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของ "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เพราะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
แต่ตอนหลังเขามาเพลี่ยงพล้ำ จากการไปที่พูดในงานสัมมนา "การรักษาดุลยภาพทางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย" โดยระบุถึงคำวินิจฉัยในคดีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจัดรายการอาหาร ”ชิมไปบ่นไป” ที่ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ผิดพลาด แต่นายวสันต์ได้ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า การกล่าวถึงกรณีดังกล่าวนั้น ไม่ได้หมายความว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่มองว่าใช้ไม่ได้เป็นเรื่องของรูปแบบการเขียนคำวินิจฉัย ไม่ใช่เนื้อหาของคำวินิจฉัยดังที่ตกเป็นข่าวแต่อย่างใด
และในงานเดียวกัน เขายังพูดถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมา ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หากขณะนั้นบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลและฝ่ายค้านจับมือกัน บ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้นั้น เชื่อว่าตุลาการเสียงข้างมากคงจะใช้ดุลพินิจไม่สั่งยุบพรรค เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แต่ขณะนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย หาทางออกไม่เจอ ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องวินิจฉัยเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
และจากการที่เขาพูดถึง 2 คดีดังกล่าว ทำให้ถูกแรงเสียดทานจากการทางเมืองและถูกคนเสื้อแดงบุกศาลรัฐธรรมนูญเรียกร้องให้เขาลาออก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า "วสันต์" จะลาออกไป ก็ไม่มีผลกระทบต่อองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ เพราะแม้ว่า "วสันต์" จะเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในการโหวตเสียงลงคะแนนในคดีต่างๆ เขาก็มีเพียง 1 เสียง เหมือนกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนอื่นๆ ขณะที่อีก 8 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลือ เมื่อพลิกปูมดู รวมทั้งประวัติการตัดสินคดี สามารถบอกได้เลยว่า ทิศทางในการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญยังจะออกมาในทิศทางทางเดิม
ส่วนขั้นตอนหลังจาก "วสันต์" ลาออก ก็จะต้องมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแทนนายวสันต์ โดยตามรัฐธรรมนูญจะมีคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์มาแทน เนื่องจากนายวสันต์มาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนี้ และเมื่อได้ตัวแล้วก็เสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ เสนอชื่อมาภายใน 30 วันนับแต่ได้รับรายชื่อ จากนั้นประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
......................
(หมายเหตุ : จับตาศาลรัฐธรรมนูญหลัง 'วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์'ไขก๊อก : โอภาส บุญล้อมรายงาน)



