
ตามรอยกระสุน...ล่ามือถล่ม "มัสยิด"
กลุ่มก่อการร้ายยังคงเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการก่อความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยิงแม่พิมพ์ของชาติ ชาวบ้าน หรือแม้แต่ทหาร มาจนถึงปฏิบัติการล่าสุดยิงถล่มชาวไทยมุสลิมขณะทำละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ส่งผลให้ชาวบ้าน 11 รายเสียชีวิต แ
หน่วยข่าวกรองและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เชื่อว่าปฏิบัติการเหล่านี้เป็น "ยุทธการแย่งมวลชน" สร้างความแตกแยกระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
พ.ต.อ.โชติ ชวาลวิวัฒน์ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ยอมรับว่า อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ล่อแหลม ตั้งแต่มีเหตุปล้นปืนค่ายทหารพัฒนาเป็นต้นมา กลุ่มก่อการร้ายเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่บ่อยครั้ง จนเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
เหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดบ้านไอปาแยครั้งนี้ ตำรวจมองไว้ 2 ประเด็นหลักๆ คือ ประเด็นแรกเพื่อแย่งมวลชน เนื่องจากหมู่บ้านเกิดเหตุอยู่ห่างจาก สภ.เจาะไอร้อง ไปเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พร้อมทั้งฝึกฝนการใช้อาวุธให้ชาวบ้านใช้ป้องกันตัว ซึ่งชาวบ้านต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่จึงมองว่ากลุ่มก่อการร้ายต้องการข่มขู่ ไม่ให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับภาครัฐ
ส่วนประเด็นต่อมา คือ กลุ่มก่อการร้ายต้องการให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิม เนื่องจากหลังก่อเหตุมีความพยายามปล่อยข่าวลือออกมาว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับมัสยิดอัลฟุรกอนเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ไทยพุทธในพื้นที่ พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง โดยประเด็นหลังนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
แนวทางการสืบสวนของตำรวจเป็นไปในแนวทางเดียวกับทหาร โดย พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สะท้อนความคิดของทหารซึ่งประมวลจากภาพรวมแล้ว มั่นใจว่าคนร้ายมุ่งให้เกิดความแตกแยก ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิม ฉายภาพให้คนภายนอกมองเห็นว่าเป็นสงครามศาสนา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ตกอยู่รอบๆ มัสยิดบริเวณหน้าต่างหลัง หน้าต่างข้าง และประตูหน้า 90 ปลอก ปลอกกระสุนปืนอาก้า 2 ปลอก และปลอกกระสุนปืนลูกซองอีก 9 ปลอก รวมถึงหัวกระสุนอีกจำนวนหนึ่งที่ตกอยู่ในมัสยิด
แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่มีพยานบุคคลยืนยันถึงจำนวนคนร้ายได้อย่างชัดเจน แต่จากการตรวจที่เกิดเหตุและประมวลเหตุการณ์แล้ว ตำรวจและทหารค่อนข้างมั่นใจว่า กลุ่มก่อการร้ายลงมือปฏิบัติการอย่างน้อย 4 ชุด ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานแวดล้อมคนหนึ่งที่ยืนยันว่า คนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 คน แยกปฏิบัติการออกเป็น 4 ชุด โดยชุดที่ 1-3 โอบล้อมมัสยิดแล้วกราดยิงเข้าใส่ทางหน้าต่างหลัง หน้าต่างข้าง และประตูหน้า ส่วนอีกชุดยืนคุ้มกันอยู่ริมรั้วติดถนนใหญ่
ขณะที่ เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองคนหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ภายใน 2-3 วันข้างหน้านี้น่าจะมีความชัดเจนว่า คนที่ลงมือเป็นกลุ่มไหน ระดับไหน โดยจะนำหลักฐานปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุไปเปรียบเทียบกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากลักษณะการก่อเหตุของกลุ่มผู้ไม่หวังดีมักจะใช้อาวุธสงครามก่อเหตุซ้ำไปซ้ำมา จากนั้นจึงจะสามารถเชื่อมโยงได้ว่าคนร้ายเป็นกลุ่มไหน
"กลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัด พวกนี้จะมีโครงสร้างแตกแขนงออกไป แบ่งกันทำงานชัดเจน เช่น กลุ่มมวลชน กลุ่มจู่โจม กลุ่มปฏิบัติการ แต่การก่อเหตุครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมาก" เจ้าหน้าที่ข่าวกรองให้ความเห็น
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ข่าวกรองในพื้นที่ก็ไม่อาจตัดประเด็นการสร้างสถานการณ์ของมือที่สาม เนื่องจากมีเบาะแสบางประการที่ทำให้เชื่อได้เช่นนั้น แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบยืนยันการข่าวและความเชื่อมโยงเกี่ยวพัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนจะประมวลกับประเด็นข้างต้น แล้วจึงจะสรุปได้ว่าปฏิบัติการถล่มมัสยิดอัลฟุรกอนนั้น เกิดจากอะไรกันแน่
แต่ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใด ณ บัดนี้ หากทุกคนขาดสติไตร่ตรองแล้วไซร้ เราอาจจะเพลี่ยงพล้ำในยุทธการแย่งมวลชนในพื้นที่ก็เป็นได้ !?!



