
'สมีคำ'หน้าแตกสภาทนายไม่รับช่วย
'สมีคำ'หน้าแตกสภาทนายไม่รับช่วย พศ.เผยขออุทรณ์คำตัดสินได้ด้วยตัวเองภายใน30วัน แจงยิบขั้นตอนการลงนิคหกรรม เยาวชนกทม.ชี้ข่าวไม่ทำให้เสื่อมศรัทธาศาสนา
16ก.ค.2556 หลังการประชุมร่วมคณะพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการพิจารณาเพื่อขอศาลออกหมายจับนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล (หลวงปู่เณรคำ)ที่ถูกคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษมีมติให้พ้นจากการเป็นพระเหตุต้องอาบัติปาราชิกนั้น นายสุขุม วงประสิทธิ ผู้ประสานงานที่พักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงสภาทนายความ โดยนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย
นายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายสภาทนายความ ได้แถลงผลการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือของคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายฯ ในกรณีคำร้องดังกล่าว ว่า ที่ผ่านมาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณชน ปรากฏว่า ผู้ร้องมีทรัพย์สินเพียงพออยู่ในฐานะที่จะทำการจัดหาทนายความเพื่อพิทักษ์สิทธิของตนเองได้ จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ยากไร้ ส่วนกรณีการไม่ได้รับความเป็นธรรม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดูแลอยู่แล้ว จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 78 สภาทนายความจึงมีคำสั่งไม่รับให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
พศ.เผย"สมีคำ"ขออุทรณ์คำตัดสินได้ภายใน30วัน
ขณะที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยกาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(ผอ.พศ.) กล่าวว่า ในส่วนของการพิจารณาของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต หากดูตามระเบียบในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม (พ.ศ.2521) มีการระบุไว้ในหมวด 3 วิธีการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม มีขั้นตอนในการพิจารณา 3 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นต้น 2.ขั้นอุทธรณ์ และ3.ขั้นฎีกา
"โดยการพิจารณาลงโทษดังกล่าวของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้เสร็จสิ้นการพิจารณาในขั้นต้นแล้ว อย่างไรก็ตามกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่ถูกตัดสินไปแล้วในการพิจารณาขั้นต้น สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัย โดยอดีตพระวิรพลจะต้องมายื่นอุทธรณ์ด้วยตัวเอง ทั้งนี้หากไม่มายื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด คณะผู้พิจารณาซึ่งในที่นี้คือคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต สามารถพิจารณายกอุทธรณ์ได้ และจะถือว่าการวินิจฉัยสิ้นสุด มีผลให้อดีตพระวิรพลขาดจากความเป็นสงฆ์อย่างสมบูรณ์ หากยังมีการแต่งกายแบบพระสงฆ์อีกก็จะมีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์"ผอ.พศ. กล่าว
ผอ.พศ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่าอดีตพระวิรพลมีการย้ายไปสังกัดวัดในต่างประเทศแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะวัดต่างประเทศไม่ได้ขึ้นตรงกับกฎหมายไทย และพ.ร.บ.คณะสงฆ์ หากไปอยู่วัดใดก็จะยังถือเป็นพระไร้สังกัด และไม่ได้เป็นพระสงฆ์ไทยแล้ว
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กลุ่มลูกศิษย์ของอดีตพระวิรพล รวมทั้งพระผู้ใหญ่บางรูประบุว่าการตัดสินให้ปาราชิกนั้นเป็นการอ่านหนังสือให้อดีตพระวิรพล ต้องอาบัติปาราชิกของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เพียงฝ่ายเดียว ถือว่าไม่ถูกต้อง และไม่ให้ความเป็นธรรมกับอดีตพระวิรพลนั้นจากการตรวจสอบข้อกฎหมายตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม (พ.ศ.2521) มีการระบุไว้อย่างชัดเจนไว้ในหมวดที่ 3 ส่วนที่ 2 วิธีพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้น ข้อ 39 วรรคสอง ซึ่งระบุว่า ถ้าโจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาฟังคำวินิจฉัยตามกำหนดที่ได้นัดหมายไว้โดยมิได้มีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องต่อคณะผู้พิจารณาขั้นต้นก่อนถึงเวลาที่นัดหมายให้อ่านคำวินิจฉัย และให้ถือว่าฝ่ายที่ไม่มาฟังคำวินิจฉัยได้ทราบคำวินิจฉัยนั้นแล้ว
เยาวชนกทม.ชี้ข่าวไม่ทำให้เสื่อมศรัทธาศาสนา
ศ.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส,อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช ประธานกรรมการ,ดร.พิสิฐ พฤกษ์สถาพร กรรมการรองผู้อำนวยการและดร.กุลธิดา เสาวภาคย์พงศ์ชัย กรรมการรองผู้อำนวยการ สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ แถลงผลการสำรวจความรู้สึกของเยาวชนไทยอายุระหว่าง 15-25 ปีจบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย ประกาศนียบัตรหรือเทียบเท่าในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 1,028 คน ต่อข่าวพระสงฆ์ทำผิดกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับตามวินัยสงฆ์
สืบเนื่องจากในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปรากฏข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางผิดกฎหมาย พระวินัยหรือข้อบังคับของสงฆ์หลายข่าว จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางว่า ข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้อาจส่งผลให้ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาลดน้อยถอยลงโดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าถึงข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีทางการสื่อสารได้รวดเร็วกว่าประชาชนกลุ่มอื่น ประกอบกับวิถีการดำรงชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบันมีความผูกพันกับวัดและพระพุทธศาสนาน้อยลง
ทั้งนี้ เนื่องจากพระสงฆ์ถือเป็นผู้ทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาและช่วยสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงถาวรต่อไป นอกจากนี้ พระสงฆ์ยังทำหน้าที่ขัดเกลาจิตใจของคนในสังคมและเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ผู้คนในสังคมได้ปฏิบัติตาม ดังนั้น เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับกรณีที่พระสงฆ์มีความประพฤติหรือพฤติกรรมส่อไปในทางการกระทำผิดเสียเอง สังคมจึงมักตั้งข้อสังเกตว่าข่าวต่าง ๆ เหล่านี้ อาจส่งผลให้ความศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้นเสื่อมลงโดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้คนอีกส่วนหนึ่งก็มีความเห็นว่าข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลซึ่งไม่น่าจะส่งผลกระทบกับความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา พระธรรมคำสั่งสอน หรือต่อพระสงฆ์โดยรวม
ศ.ศรีศักดิ์ กล่าวต่อว่าสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(ระดับอุดมศึกษา) ได้สรุปความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อผลกระทบจากข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดกฎหมาย/พระวินัย/ข้อบังคับสงฆ์ กลุ่มตัวอย่างเกือบสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 74.22 ระบุว่า ข่าวที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลให้ตนเองเสื่อมความเคารพและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ขณะที่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.9 ระบุว่า ไม่ส่งผลให้ตนเองทำบุญกับพระสงฆ์ เช่น การตักบาตร การถวายปัจจัย/สิ่งของ น้อยลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างประมาณหนึ่งในห้าหรือคิดเป็นร้อยละ 20.04 ระบุว่า ส่งผลให้ตนเองทำบุญกับพระสงฆ์น้อยลง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64.11 ระบุว่า ไม่ส่งผลให้ตนเองเสื่อมความเคารพและศรัทธาในสถาบันสงฆ์โดยรวม และ กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 68.58 ระบุว่า ไม่ได้ส่งผลให้ตนเองเดินทางไปวัดน้อยลง
การสำรวจนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเยาวชนไทยมากกว่าหนึ่งในสี่ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ระบุว่า ข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลให้ตนเองร่วมทำบุญ เช่น การร่วมสร้างพระพุทธรูป/ถาวรวัตถุทางศาสนาต่างๆ การทอดผ้าป่า น้อยลง และ ส่งผลให้ตนเองตัดสินใจไม่เดินทางไปทำบุญยังวัดที่พระสงฆ์รูปนั้น ๆ จำพรรษาอยู่



