ข่าว

ช่องทางได้ตัว'สมีคำ'เปิดกว้างกว่า'ยันตระ'

ช่องทางได้ตัว'สมีคำ'เปิดกว้างกว่า'ยันตระ'

16 ก.ค. 2556

ช่องทางได้ตัว'สมีคำ' เปิดกว้างกว่า'ยันตระ' : โอภาส บุญล้อมรายงาน

              เป็นที่จับตามอง กรณีพนักงานสอบสวนดีเอสไอกำลังขอศาลออกหมายจับ นายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล หรือ อดีตหลวงปู่เณรคำ ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ใน 2 ข้อหา คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 เกี่ยวกับการลงข้อความอันเป็นเท็จ กรณีอวดอ้างรับบริจาคสร้างพระแก้วมรกต ซึ่งเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงฉ้อโกง และข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์

              จากนั้นเมื่อได้รับหมายจับจากศาลอาญา ดีเอสไอจะดำเนินการให้มีการส่งตัวกลับ ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ ทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้แจ้งไปยังศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร (ศ.ต.ภ.) เพื่อให้ทราบว่า คดีมีหมายจับอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อจะได้ประสานไปยังสถานกงสุลต่างๆ ให้ถอนวีซ่านายวิรพล และจะประสานงานกับหน่วยงานกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรป เพื่อขอให้เพิกถอนวีซ่า

              อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ประสานกับทางการสหรัฐแล้ว ได้คำตอบว่า หากมีหมายจับในคดีความผิดฐานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศจะทำให้มีน้ำหนักในการเพิกถอนวีซ่าเพื่อผลักดันตัวกลับไทยได้มากขึ้น และการใช้วิธีเพิกถอนวีซ่าเพื่อให้ต่างประเทศผลักดันกลับนั้น เมื่อถูกถอนวีซ่าและพาสปอร์ตเท่ากับอยู่ในต่างแดนโดยไม่มีสถานะ

              วิธีการผลักดันกลับจะทำให้ได้ตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีการที่ต่างประเทศก็นำมาใช้ในกรณีที่จะขอให้ไทยผลักดันตัวชาวต่างชาติที่กระทำผิดออกนอกราชอาณาจักร และจะได้ตัวเร็วกว่าการใช้วิธีขอให้ส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนด้วย

              หากเป็นเช่นนี้ โอกาสที่จะได้ตัว "สมีคำ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ย่อมมีมากกว่ากรณีอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (พระวินัย อมโร) ที่ยังลอยนวลอยู่ที่สหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

              ย้อนไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว อดีตพระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ เป็นที่รู้จักกันดี เนื่องจากเคยเป็นพระสงฆ์นักปฏิบัติธรรมชื่อดังที่มีผู้เคารพศรัทธามากของเมืองไทย และต่างประเทศในขณะนั้น เขาได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในธรรมยุติกนิกายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2517 ณ พัทธสีมาวัดรัตนาราม อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

              ต่อมา ปี 2537 อดีตพระยันตระถูกฟ้องร้องหลายข้อหา และถูกตั้งอธิกรณ์ว่า ล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ อันเป็นหนึ่งในจตุตถปาราชิกาบัติที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ เมื่อสีกากลุ่มหนึ่งยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสมเด็จพระสังฆราช และอธิบดีกรมการศาสนา ว่า นายวินัย ละอองสุวรรณ เดินทางไปเทศนาที่ทวีปยุโรปแต่ระหว่างลงเรือเดินสมุทรไม่สำรวม และมีความไม่เหมาะสมกับสมณเพศต่อสุภาพสตรี

              โดยมีเทปบันทึกการสนทนากับ นางจันทิมา มายะรังษี หนึ่งในสีกาที่ร้องเรียนว่า นายวินัยล่อลวงเสพเมถุน, มีเอกสารของ หม่อมดุษฎี บริพัตร อดีตโยมอุปัฏฐากคนสำคัญ ที่กล่าวถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อความเป็นพระสงฆ์ในขณะเดินทางไปต่างประเทศ และมีหลักฐานการลอกเลียนบทกวีของ ดร.ระวี ภาวิไล

              ทั้งนี้ มีข้อกล่าวหาที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาว่า มีเพศสัมพันธ์กับสตรีบนดาดฟ้าเรือเดินสมุทรระหว่างทางจากประเทศสวีเดนไปยังประเทศฟินแลนด์, จับต้องกายสตรีด้วยความกำหนัด ณ กุฏิริมน้ำ วัดป่าสุญญตาราม ประเทศออสเตรเลีย, เข้าไปหาสตรีในรถตู้ของเธอบนท้องถนนกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย, ร่วมหลับนอนกับสตรี และพร่ำพูดถึงความรักทางโทรศัพท์, มีการเปิดเผยสลิปบัตรเครดิตที่มีโยมอุปัฏฐากบริจาคให้ ซึ่งถูกนำไปใช้ในสถานบริการทางเพศในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมทั้งหลักฐานการเปิดโรงแรมและเช่ารถร่วมกับสตรีเพียงสองต่อสอง

              จนในที่สุดเขาถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว และพูดวิพากษ์วิจารณ์ ก้าวล่วงไปถึงขั้นหมิ่นองค์สมเด็จพระสังฆราช

              ก่อนที่นายวินัยจะลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอมเพื่อหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทำให้นายวินัยสามารถหลบหนีคดีความอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้จนถึงปัจจุบัน

              จะเห็นได้ว่า กรณีอดีตพระยันตระ กระบวนการยุติธรรมของไทยที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้วิธีกดดันเพื่อให้ได้ตัวอดีตพระยันตระกลับมาดำเนินคดีในไทย ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอนวีซ่าและพาสปอร์ต หรือการขอให้ส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

              จริงอยู่ "อดีตพระยันตระ" กับ "สมีคำ" มีความผิดเหมือนกัน ฐานเสพเมถุน ทว่าอดีตพระยันตระเป็นการเสพสังวาสทั่วไป แต่อดีตหลวงปู่เณรคำถือเป็นความผิดกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์

              นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด รวมถึงการฟอกเงิน กระทั่งถูกอายัดบัญชีเงินฝากจำนวน 41 บัญชี และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ โดยเฉพาะหลักฐานการครอบครองและซื้อรถหรูกว่า 70 คัน ดังนั้นถ้าดีเอสไอแกะรอยหลักฐานเหล่านี้ จนสามารถเชื่อมโยงถึง "สมีคำ" ว่าเข้าไปมีส่วนพัวพันจริง เชื่อว่าโอกาสที่ทางการไทยจะได้ตัวกลับมาดำเนินคดีย่อมมีความเป็นไปได้สูง

              ดังนั้น.. กรณี "สมีคำ" ประวัติศาสตร์จึงไม่น่าเดินซ้ำรอย "อดีตพระยันตระ"

.....................................

(หมายเหตุ : ช่องทางได้ตัว'สมีคำ'  เปิดกว้างกว่า'ยันตระ' : โอภาส บุญล้อมรายงาน)