
เกษตรเฮใช้ส.ป.ก.ค้ำกู้เพิ่มเท่าตัว
ธ.ก.ส.รากหญ้าทั้งเกษตรกร-ชุมชน ปรับเกณฑ์ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ค้ำเงินกู้ อิงราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ชี้ดันวงเงินกู้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว พร้อมขยายครอบคลุมถึงสหกรณ์
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการลงนาม ระหว่างผู้บริหาร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ทบทวนเงื่อนไขข้อตกลงในการใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ซึ่งเดิมจะเป็นการปล่อยกู้รายบุคคล ให้ขยายครอบคลุมไปยังสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ที่มีอยู่จำนวน 140 สถาบันทั่วประเทศ รวมไปถึงสัญญาเช่าที่ส.ป.ก.ออกให้ในชุมชนเขตปฏิรูปด้วย
รวมทั้งมีการขยายเอกสารสิทธิเพิ่มเติม จากเดิมที่ใช้ค้ำประกันเฉพาะ ส.ป.ก.4-01 (หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน) ยังรวมไปถึงส.ป.ก. 4-28 (หนังสือรับมอบที่ดิน) ส.ป.ก.4-14 (สัญญาเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ส.ป.ก.4-18 (สัญญาเช่าซื้อที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) เพื่อให้ครอบคลุมเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ทุกชนิดที่ออกให้เกษตรกร โดยที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ออกเอกสารสิทธิไปแล้วกว่า 2.5 ล้านครัวเรือน จำนวนที่ดิน 34 ล้านไร่ ส่วนของสัญญาเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพอื่นๆ น่าจะมีอีกกว่า 3 แสนราย
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกร โดยใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น เดิมจะยึดหลักการปล่อยสินเชื่อให้เพียง 50% ของราคาประเมิน ซึ่ง ส.ป.ก.จะร่วมกับ ธ.ก.ส. ตีมูลค่าที่ดิน ส.ป.ก. อยู่ที่ไร่ละ 1 หมื่นบาท แต่จากนี้ไปจะเปลี่ยนมายึดหลักราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ แม้จะต่ำกว่าราคาตลาดแต่ก็น่าจะมีราคาเพิ่มขึ้นเท่าตัว อาจอยู่ที่ 1.5-2 หมื่นบาทต่อไร่ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งทำให้เกษตรกรได้รับวงเงินเพิ่มขึ้น สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่นี้น่าจะเริ่มใช้ได้วันที่ 1 กันยายน 2556 โดยที่ผ่านมาปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 288,837 ราย มูลหนี้ 37,578 ล้านบาท
"ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ให้เกษตรกรที่ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันมานานแล้ว แต่อาจจะตีราคาต่ำกว่าที่ดินทั่วไปอยู่ที่ไร่ละ 1 หมื่นบาท และให้กู้ 50% ก็อยู่ที่ไร่ละ 5,000 บาท ต่อไปหากยึดเอาราคาประเมินของกรมธนารักษ์ก็จะทำให้ให้เกษตรกรได้รับเงินกู้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจาก 5,000 บาทต่อไร่ เป็น 1 หมื่นบาทต่อไร่ ซึ่งจะให้สิทธิทั้งรายใหม่และรายเก่าที่เคยกู้เงินไปแล้ว และยังเปิดกว้างนอกจากรายบุคคลยังรวมไปถึงสถาบันเกษตรกรด้วย โดยหลังจากนี้จะตั้งคณะทำงานไปพิจารณาสินเชื่ออีกครั้งคาดอาจใช้เงินเพิ่มปล่อยกู้เพิ่ม 30-50% หรือเกือบ 2 หมื่นล้านบาท" นายลักษณ์ กล่าว
สำหรับปัญหาหนี้เสีย น่าจะมีน้อยเพราะเกษตรกรที่ได้เอกสารสิทธิจะมีระเบียบวินัยสูง เพราะอาจถูกเพิกถอนสิทธิได้ตลอดเวลา และเพื่อเป็นการจูงใจจะมีการปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้ในปีต่อๆ ไปด้วย หากเป็นลูกหนี้ที่ดีเริ่มจาก 60% ไปจนถึงสูงสุด 80% ของราคาประเมิน และหากเกษตรกรรายเดิมมีปัญหารายใหม่ที่จะเข้ามาทำกินต่อก็จะต้องยินยอมรับภาระหนี้สินเดิมด้วย โดยที่ส.ป.ก.จะเข้าไปจัดการติดตามหนี้ให้และอาจนำเงินในกองทุนที่เบื้องต้นมีประมาณ 10-20 ล้านบาทมาจ่ายคืนหนี้เดิมให้ก่อน



