
จำนำ จำใจ(2)
ปัญหาราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตร ที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทยเวลานี้ ดูจะมีวิธีการแก้ไขตามแนวคิดของนักการเมืองที่ถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำเพียงแค่สองวิธีการเท่านั้น คือการรับจำนำพืชไร่หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว และวิธีการประกาศรับประกันราคาขายพืชไร่
แต่จากความหมายของคำว่า “จำนำ” ซึ่งผมได้สาธยายไปเมื่อครั้งที่แล้ว กับคำว่า “จำนำ” ที่ทางราชการโดยกระทรวงพาณิชย์ใช้เรียกขาน วิธีการดูๆ ไปแล้วไม่ใกล้เคียงกันแม้แต่นิดเดียว หรือเป็นเพราะเรียกชื่อกันผิดตั้งแต่ต้นอย่างนี้นี่เอง จึงทำให้โครงการรับจำนำพืชไร่ต้องล้มเหลวและถูกครหาว่ามีการโกงกินกันมาโดยตลอด
นับตั้งแต่มีการเปิดโครงการรับจำนำพืชไร่ขึ้นมา คงจะหาเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของพืชไร่ทั้งหลาย ย้อนกลับมาไถ่ถอนพืชไร่ที่ตนเองเอามาจำนำกับทางราชการไว้ได้ยากเต็มทน การกระทำตามที่เรียกกันว่า “จำนำข้าว” หรือพืชไร่ใดๆ ก็ดีนั้น น่าจะเป็นการนำเอาพืชไร่ไปขายขาดให้แก่ทางราชการ และทางราชการเอาไปขาย “ฝากยุ้ง” ไว้กับบรรดาโรงสีต่างๆ มากกว่า
เพราะหากเป็นการจำนำกันจริง ก็จะต้องมีการบอกถึงราคาดอกเบี้ยจากการจำนำทรัพย์สิน และระยะเวลาสำหรับการไถ่ถอนกลับคืนสู่เจ้าของด้วย อีกทั้งคุณภาพของสินค้าคือพืชไร่หรือข้าวที่นำมาเป็นทรัพย์ในการจำนำ จะต้องได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพเดิมเมื่อเจ้าของมาไถ่ถอนกลับไป
การที่รัฐต้องซื้อหรือเรียกกันไปว่ารับจำนำพืชไร่ในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง จึงทำให้โครงการนี้มีแต่ขาดทุนอยู่ร่ำไป หรือนั่นเท่ากับว่ารัฐเอาเงินของคนทั้งประเทศมาจ่ายเป็นค่าพืชไร่ให้ชาวนาชาวสวน โดยที่เกษตรกรชาวนาชาวสวนเองก็ไม่รู้ว่าราคาที่ได้จากผลผลิตนั้น เป็นราคาที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงตามกลไกในตลาด
บรรดาเกษตรกรทั้งหลายจึงไม่เคยลดกำลังการผลิตพืชไร่ชนิดต่างๆ ลงมา เพราะทุกคนรู้ว่าถึงอย่างไรก็ยังขายหรือเข้าโครงการจำนำได้ราคา “พออยู่ได้” ซึ่ง “น่าจะ” ยังดีกว่าเปลี่ยนไปปลูกพืชผลชนิดใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยทั้งขั้นตอนการเตรียมดินไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและการขายผลผลิต
ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำจึงเป็นเรื่องที่แก้กันไม่ตก ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพยายามแก้ให้ตกมากกว่า เพราะความคิดของคนทำงานภาครัฐในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นความคิดที่ไม่ยอมเดินนอกกรอบดั้งเดิม เอาแต่ทำงานไปตามความคุ้นเคยจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต
เกษตรกรในภาคเหนือปลูกลำไยขายกันแทบตายกำไรบ้างขาดทุนบ้าง หน่วยงานด้านการเกษตรก็คิดค้นคว้าวิจัยไปให้เกษตรกรภาคอื่นปลูกลำไยแข่งกันขึ้นมา ที่อยู่รอดก็มีบ้างแต่ที่ตายไปน่าจะมีมากกว่า ภาคตะวันออกปลูกทุเรียน ปลูกเงาะ ปลูกมังคุด โน่นมีการสนับสนุนให้มีการปลูกทุกอย่างที่ว่าขึ้นมาในภาคอีสาน จนออกมาแย่งกันขายตัดราคาในตลาดอีกแล้ว
แรกทีเดียวมีการเลี้ยงกุ้งกันตามแถบที่มีน้ำกร่อยหรือใกล้ทะเล พอราคาดีขึ้นหน่อยก็ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงกุ้งกันมากขึ้น ลามไปจนถึงขั้นพื้นที่ทำนาอันมีคุณภาพ ถูกขุดดินขึ้นมาทำบ่อเลี้ยงกุ้งกันเกือบทุกภาคของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ชานเมืองหลวงของประเทศ ในเมื่อภาครัฐโดยหน่วยงานต่างๆ ทำงานประสานงากันมาอย่างนี้และยังทำเช่นเดียวกันต่อไป ประเทศไทยจึงต้องมีปัญหาราคาพืชไร่มาให้กล่าวหาว่าโกงกินกันไปอีกนานแน่นอนครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



