ข่าว

'เลขาสมช.'ชี้'รอมฎอน'ปีนี้สัญญาณดี

'เลขาสมช.'ชี้'รอมฎอน'ปีนี้สัญญาณดี

15 ก.ค. 2556

'เลขาสมช.' ชี้ 'รอมฎอน' ปีนี้สัญญาณดี เหตุยังไม่มีผู้เสียชีวิต เล็งถก 'บีอาร์เอ็น' 18 ส.ค.นี้ โว 'โอไอซี' ชื่นชมไทยแก้ปัญหาใต้ถูกทาง

 

                      15 ก.ค.56 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า การแถลงข่าวของผู้อำนวยความสะดวกทางมาเลเซีย ที่มีการยอมรับเงื่อนไข ลดเหตุรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นสัญญาณที่ดี และตั้งแต่เข้าสู่เดือนรอมฎอน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว จะมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 2 ราย ทำให้คนในพื้นที่มีความหวังว่า จะนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ รวมถึงเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็ยังไม่มีการสรุปชัดเจนว่า เป็นเรื่องส่วนตัว หรือการสร้างสถานการณ์

                      ดังนั้นการที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยอมรับเงื่อนไข และประกาศว่ากลุ่มที่ลอบวางระเบิดริมทางรถไฟ ที่ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นฝีมือกลุ่มย่อยของบีอาร์เอ็น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การประสานงานกับกลุ่มอื่นๆ พร้อมทั้งยอมรับว่ามีกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องการจะเข้ามาพูดคุยเพื่อสันติภาพกับรัฐบาล แต่เห็นว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นมีอิทธิพลที่จะเจรจากับกลุ่มอื่นๆได้ จึงไม่จำเป็นที่ต้องมีการพูดคุยเพิ่ม

                      ทั้งนี้ เลขา สมช. มีกำหนดการจะพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นอีกครั้งหลังวันที่ 18 ส.ค.นี้ เพื่อพูดคุยและประเมินสถานการณ์ร่วมกัน

                      พล.ท.ภราดร ยังกล่าวด้วยว่า การพูดคุยเจรจาเพื่อสันติภาพ ยังได้รับการชื่นชมจากองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) โดยมีการออกแถลงการณ์ชื่นชมผ่านเว็ปไซต์ของโอไอซี และพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ต่างก็ชื่นชมว่าการแก้ปัญหาเดินมาถูกทางแล้ว

 

'กอ.รมน.' ผุดแผน 'สันติสุข 4567' ดับไฟใต้

 

                     พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าส่วนงานโฆษกกระทรวงกลาโหม สารสนเทศ และกิจการพลเรือน ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ และแถลงข่าวการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ จันทรา รองอธิบดีกรมโยธาและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พ.อ.ยุทธ พรหมพงษ์ ผู้แทนจากสำนักนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม พ.อ.จรูญ อำภา ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) นายวิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.อ.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจาก 3 เหล่าทัพ ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งที่ 4

                     โดยพ.อ.บรรพต กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดทำแผนสันติสุข 4567 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติงานของกำลังในพื้นที่ในช่วงเดือนรอมฎอน โดยมุ่งหมายให้พื้นที่มีความปลอดภัยสูงสุดด้วยการเพิ่มระดับความเข้มข้นในการปฏิบัติการเชิงรับ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจำกัดเสรีการปฏิบัติของผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ให้ก่อเหตุในห้วงเวลาสำคัญ โดยเพ่งเล็งไปที่กลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ และสถานที่ราชการสำคัญ พร้อมกับอำนวยความสะดวกประชาชนในพื้นที่ในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งนี้จากแผนงานการปฏิบัติภารกิจพิเศษเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหา ทางศูนย์สันติสุขได้สกัดการบ่มเพาะในสถานศึกษาจำนวน 48 โรงเรียน ซึ่งผลการประเมินระดับความพึงพอใจของเด็กและเยาวชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง

                     ส่วนแผนงานการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ เราสามารถสร้างมวลชนจากงานยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก โดยประชาชนพึงพอใจที่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งจากการติดตามผลผู้ใช้ยาเสพติดในระดับไม่รุนแรงที่ผ่านเข้าโครงการสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้มากถึง 70 % ส่วนการต่อสู้เพื่อเอาชนะการจัดตั้งเขตอำนาจรัฐซ้อนระดับหมู่บ้านในพื้นที่ เราได้กำหนดความเร่งด่วนในปี 56 จำนวน 136 หมู่บ้าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน และประชาชนมีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และหมู่บ้านจัดตั้งลดลง

                     พ.ต.อ.อนุชา กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยตามแผนงานเพื่อให้เกิดสันติสุขในช่วงเทศกาลรอมฎอน โดยกำหนดห้วงเวลาระหว่างวันที่ 24มิ.ย.-23ส.ค.56 โดยเน้นการดำเนินการต่อเป้าหมายทุกภาคส่วน นำกำลังปฏิบัติทางยุทธวิธีเน้นงานรักษาความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินตามมาตรการเชิงรับ ส่วนปฏิบัติการเชิงรุกพร้อมกดดันพิสูจน์ทราบแหล่งหลบซ่อนวัตถุระเบิด ยาเสพติด จัดชุดปฏิบัติการค้นหาสืบทราบติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ทั้งนี้ทางทางเราได้รับมอบภารกิจให้สนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชน จัดกิจกรรมรวมพลังมวลชนสร้างกระแสให้เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งความดี และลดระดับการปฏิบัติการ เชิงรุกทางยุทธวิธี เปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างกับรัฐกลับสู่มาตุภูมิ และปรับจุดตรวจจุดสกัดเป็นจุดอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนตั้งแต่ 6 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป

                     นายวิชช์ กล่าวถึงปัญหาการยกฟ้องคดีก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้ว่า เป็นเรื่องที่หนักใจมาก เพราะคดีที่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมที่มาเบิกความในศาลส่วนใหญ่เป็นพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการดำเนินคดีกับจำเลยและยังขาดวัตถุพยานและพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ขาดความเชื่อมโยงต่อคดี จึงทำให้คดีเกี่ยวกับความมั่นคงกว่า 50-60เปอร์เซ็นต์ต้องยกฟ้องไป อยากจะเสนอให้ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นแม่งานตั้งคณะทำงานเพื่อบูรณาการส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาดูแลกระบวนการคุมครองพยานในชั้นศาลเพราะบางครั้งพยานไม่กล้ามาให้ปากคำในชั้นศาล เนื่องจากเกรงว่าครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่จะได้รับอันตราย จึงอยากเสนอให้รัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องนี้ด้วยการกันพยานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ซึ่งในต่างประเทศเขาก็ทำกันแต่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ส่วนผู้ต้องหาที่หลุดคดีไปนั้นอยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อหาพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งหาวัตถุพยานที่สำคัญมาดำเนินคดีเพื่อป้องกันการยกฟ้อง

                     ทั้งนี้อยากให้ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงมีความเข้มข้นมากขึ้นต้องเอาตัวผู้ต้องหามาลงโทษให้ได้ โดยกรมอัยการสูงสุดได้ตั้งสำนักงานคดีฝ่ายความมั่นคงขึ้นที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 9 โดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค. 2556 ซึ่งคัดเลือกอัยการที่เก่งที่สุดมารับผิดชอบคดีเหล่านี้โดยเฉพาะคดีการลอบวางระเบิดซึ่งต้องดำเนินคดี โดยไม่ปล่อยให้หลุดคดีไปได้ง่ายๆ

                     ด้านพ.อ.จรูญ กล่าวถึงกรณีที่ยังมีการก่อเหตุอย่างต่อเนื่องแม้ว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นได้ประกาศยุติการก่อเหตุความรุนแรงช่วงรอมฎอนว่า จากการพูดคุยร่วมกัน ในส่วนไทยคิดว่า ยังมีโอกาสเกิดการก่อเหตุได้ เพราะข้อเสนอถือเป็นแนวทางการพูดคุยที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก แต่บางกลุ่มที่นิยมความรุนแรงอาจจะเห็นต่างจึงออกมาเคลื่อนไหวและยืนยันที่จะใช้แนวทางนี้ การจะให้รับประกันว่า จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น 100 % คงยาก แต่เราได้เตรียมการเน้นย้ำกำชับทุกภาคส่วนให้ระมัดระวัง เติมเต็มความสุขให้ประชาชนจากการปฏิบัติการในเชิงรุกก็จะเน้นเป็นเชิงรับ ด่านตรวจค้นจะเป็นด่านอำนวยความสะดวก ส่วนจะเชื่อถือคำพูดของกลุ่มบีอาร์เอ็นได้หรือไม่นั้น ต้องรอพิสูจน์ แต่เราต้องไม่ประมาท 40 วันในช่วงรอมฎอนอาจจะเป็นการพิสูจน์กลุ่มบีอาร์เอ็นว่า จะตอบรับเสียงของประชาชนหรือไม่ คาดว่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยจะนำ40 วันนี้เป็นตัวตั้งและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จะพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย

                     เมื่อถามถึงสาเหตุที่กลุ่มบีอาร์เอ็นรวม อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการก่อเหตุ เป็นหนึ่งในข้อเสนอที่จะยุติการก่อเหตุในพื้นที่ พ.อ.จรูญ กล่าวว่า อ.สะเดาเป็นพื้นที่ช่องทางเข้าออก และสามารถส่งกำลังบำรุงของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งการประกาศนำมารวมตามข้อเสนอของบีอาร์เอ็นนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนไหว เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และมีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการเข้า-ออกไปมา ซึ่งจะต้องไปพูดคุยกับเจ้าของพื้นที่ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และกอ.รมน ภาคเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยข้อเสนอดังกล่าวกำลังพิจารณากันอยู่ ทั้งนี้การพูดคุยตนไม่อยากให้มองว่าเป็นการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ หรือเป็นการชิงไหวชิงพริบ แต่เป็นการหาจุดร่วมเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

                     ขณะที่พ.อ.บรรพต กล่าวว่า ถือเป็นการประดิษฐ์ถ้อยคำของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ต้องการระบุอะไรลงไปก็จะระบุ ระหว่างที่รอทางสมช.พิจารณานั้น หน่วยความมั่นคงมีแนวโน้มที่จะลดระดับความรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ โดยเราต้องยึดหลักการของเรา ไม่ใช่ไปฟังเขา โดยจะดูระดับความเข้มข้นของการก่อเหตุและแยกเป็นรายอำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มี 33 อำเภอ รวมกับ 4 อำเภอในจ.สงขลา แต่ปัจจุบันเรามีการลดการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ 4 อำเภอ จ.สงขลา และอ.แม่ลาน จ.ปัตตานี นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่เจ้าหน้าที่จะลดการใช้กฎหมายพิเศษอีกหลายอำเภอ สำหรับแนวทางการลดการก่อเหตุช่วงรอมฎอนนั้นถือเป็นครั้งแรกที่มีข้อเสนอร่วมกัน ถือเป็นความก้าวหน้าของการพูดคุย ขอชื่นชมและจะสามารถตอบโจทย์ต่อสังคมได้ว่าการพูดคุยมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด

                     ขณะที่น.อ.วิพันธุ์ ชมะโชติ รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การปฏิบัติการดูแลของกองทัพเรือในช่วงรอมฎอนสอดคล้องกับภาคใหญ่ โดยเน้นเชิงรับ ลดการปิดล้อมตรวจค้น พร้อมกับตั้งจุดตรวจควบคู่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ปฏิบัติศาสนกิจ แต่ให้ระมัดระวังเขตชุมชน พร้อมทั้งดูแลที่ตั้งของตนเองด้วยความไม่ประมาท หากมีเหตุเฉพาะหน้าทางหน่วยนาวิกโยธินก็พร้อมปฏิบัติการอย่างเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา ด้านน.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้แทนจากกองทัพอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศจะเน้นดูแลสนามบินบ่อทอง จ.ปัตตานี โดยจะประสานไปยังกองกำลังของนาวิกโยธินและกองกำลังในพื้นที่ เนื่องจากเป็นสนามบินที่มีความสำคัญในการใช้ขนส่งการปฏิบัติการทางทหาร