ข่าว

'มาร์ค'ซัด'ปู'โยน'ข้าวเน่า'เป็นการเมือง

'มาร์ค'ซัด'ปู'โยน'ข้าวเน่า'เป็นการเมือง

15 ก.ค. 2556

'มาร์ค' เชื่อนายกฯ ขู่แจ้งจับ ปูดข้าวเน่า หยุดปัญหาไม่ได้ ซัดอย่าโยนเป็นเรื่องการเมือง ปัดค้านจ้องล้มรบ. จี้แจงเหตุ 'บีอาร์เอ็น' รวม อ.สะเดา เป็นพื้นที่ไม่สงบ

 

                                15 ก.ค. 56  ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าวข้าวเน่า ว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านพูดเป็นข้อเท็จจริง เช่น กรณีที่จ.พังงา นายกรัฐมนตรีน่าจะไปเตือนคนของตัวเองมากกว่าที่จะออกมาบอกว่า เป็นการเล่นการเมือง ซึ่งการจะใช้การฟ้องร้องคนที่พูดเรื่องความจริง เป็นเรื่องที่น่าห่วง ซึ่งปัญหาทุจริต ผลกระทบที่เกิดกับข้าว รัฐบาลกลับไม่ใส่ใจโยนให้เป็นเรื่องการเมือง พวกตนยืนยันและเตือนมานานแล้วเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดกับข้าวและก็เกิดขึ้นจริง ถ้าไม่เกิดขึ้นจริง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช.และครม.คงไม่ประชุมกันหลายครั้ง ถึงขั้นครั้งหนึ่งมีการลดราคาจำนำข้าวด้วย เพราะฉะนั้นนายกฯน่าจะกลับไปดูสิ่งที่เป็นปัญหากระทบส่วนรวม

                                นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังทำลายอุตสาหกรรมข้าวไทย ทำให้ข้าวไทยแข่งขันไม่ได้ มีปัญหา ตนจึงยืนยันว่าคนล้มข้าวตัวจริงคือรัฐบาลนี้ที่ใช้นโยบายผิด ทั้งที่มีวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรได้โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหาย เวลานี้การค้าขายข้าวไม่ปกติจากการที่รัฐบาลเป็นผู้ถือสต๊อกข้าวมากมายมหาศาล กลไกการค้าขายข้าวตามปกติถูกทำลาย รัฐบาลควรแก้ไขตรงนี้มากกว่า ดังนั้นการที่นายกฯออกมาขู่ว่าจะดำเนินคดีกับคนที่พูดเรื่องข้าวเน่า จะหยุดปัญหาเรื่องคุณภาพข้าวไม่ได้ และไม่ว่าจะเป็นนายกฯ รัฐมนตรีหรือใครก็ตามที่พยายามจะบอกให้ทุกคนไม่พูดเรื่องนี้ ปัญหาไม่หายไปจากการหยุดพูด แต่ต้องแก้ที่ให้คนสร้างปัญหาหยุดทำ

                                ส่วนกรณีที่มีร้านอาหารไทยในต่างประเทศหลายแห่งติดป้ายไม่เสิร์ฟข้าวไทย เนื่องจากมีข่าวข้าวไทยเน่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใส ทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ ไม่มีการไปสวม เวียนเทียน เอาสิ่งไม่ดีไปแทนสิ่งดี สิ่งดีไปแทนสิ่งไม่ดี และต้องยอมรับการตรวจสอบ ขณะเดียวกันต้องทบทวนนโยบายหลักที่ยังเก็บข้าวอยู่ในมือรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าจะมีการระบายข้าให้ได้เดือนละ 5 แสน - 1 ล้านตันต่อเดือน แต่ก็ยังไม่ทันกับการเก็บเข้ามา และที่ผ่านมาก็ทำไม่ได้จริง อีกทั้งการบอกว่า จะขายข้าวได้ 6 ล้านตันในช่วงครึ่งปีหลังด้วยการขายแบบจีทูจี ก็ยังมีปัญหาอยู่ แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่เข้าไปดูแล ก็ควรจะมีการเปิดเผยข้อมูลการขายข้าว ไม่เช่นนั้นก็ปิดบัญชีประเมินโครงการไม่ได้ การอ้างว่าจีทูจีเปิดเผยไม่ได้เป็นความลับ สุดท้ายก็ต้องเปิดเผยรายได้ของรัฐบาลอยู่ดี และจีทูจีก็ต้องเปิดเผยว่าขายให้ใคร อย่างไร

                                ส่วนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กำลังตรวจสอบเช็คขายข้าวแบบจีทูจี 8 หมื่นบาท ตนเห็นด้วย และต้องเร่งทำ อีกทั้งทางพรรคเองก็ได้ยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วย เพราะฝ่ายค้านยืนยันว่าไม่ได้ขายแบบจีทูจี แต่เป็นการใช้จีทูจีบังหน้าเพื่อขายข้าวกันภายในประเทศ ทั้งนี้ตนก็หวังว่า ป.ป.ช.จะเร่งสรุปคดีนี้ เพราะถ้าสรุปออกมาก็จะเป็นตัวที่ทำให้รัฐบาลต้องดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ถ้าปล่อยทิ้งไปเรื่อย ๆ ปัญหาจะถูกสะสมมากขึ้นและจังหวะเดือนตุลาคมที่รัฐบาลต้องกำหนดแนวทางสำหรับฤดูกาลใหม่จะได้สอดรับกับความจำเป็นในการแก้ปัญหาการทุจริตด้วย

                                “ผมไม่เห็นนักเศรษฐศาสตร์คนไหนจะมองว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ได้ สุดท้ายจะต้องถึงจุดจบในตัวของมันเอง ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลด้วย แต่ถ้ารัฐบาลต้องการสะสมปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจทำต่อไปได้แต่จะมีความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากขึ้น ตนย้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่ชาวนาได้ทั้งหมดสามารถทำได้โดยไม่ต้องทำโครงการจำนำข้าวตามแนวของรัฐบาลนี้ “นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

 

ปัด 'ปชป.-นิด้า-ทีดีอาร์ไอ' ค้านเพื่อจ้องล้มรัฐบาล

 

                                นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีกระทรวงพาณิชย์ ออกมาย้ำว่า การขายข้าวแบบทีทูจีต้องเป็นความลับ และจะเอาผิดคนที่เอาเรื่องนี้มาเปิดเผย ว่า เมื่อขายข้าวไปแล้วก็ต้องมีเงินเข้ามา ซึ่งก็ไม่ใช่ความลับอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีการปิดบัญชีได้อย่างไร ขณะนี้เรากำลังปล่อยให้รัฐมนตรีเบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่องการเมือง ที่เห็นได้ชัดคือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ที่บอกว่า ใครคัดค้านโครงการนี้มีเป้าหมายคือล้มรัฐบาล ซึ่งตนก็ยังไม่เห็นว่าคนที่เค้าวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นบอกว่ามีข้อเรียกร้องล้มรัฐบาล ดังนั้นนายกฯและรัฐมนตรีต้องปรับท่าทียอมรับว่ามีปัญหาจริง และเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศ ที่ต้องมีคำตอบ ถ้าหากพยายามบอกว่า เป็นเรื่องการเมืองและพยายามลากให้เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการปลุกระดมเกษตรกร ให้เข้าใจผิดคิดว่าคนที่มาต่อต้านเป็นคนที่จะมาขัดขวางความก้าวหน้าของเกษตรกร

                                นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่สั่งทีมกฏหมายของกระทรวงพาณิชย์เพื่อจะเอาผิดกับคนที่เปิดโปงการทุจริตหรือเปิดเผยข้อมูลจีทูจี นั้นขอย้อนถามว่า ทำไมไม่คิดเอาทีมกฎหมายไปล่าคนทุจริตบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ของประเทศจริง อย่ามัวแต่เล่นการเมืองโดยไม่แก้ปัญหา

 

 

ชี้ทัวร์นกขมิ้น 'ยิ่งลักษณ์' โปรยยาหอมนำเงินกู้พัฒนาพื้นที่

 

                                นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงการทัวร์นกขมิ้นในหลายจังหวัดทางภาคอีสานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รับปากระบุจะนำเงินจากโครงการ 2 ล้านล้านและ โครงการ 3 แสน 5 หมื่นล้านบาทไปพัฒนาพื้นที่ ว่า รัฐบาลก็พยายามที่จะสร้างความชอบธรรม ให้กับกฎหมายที่กำลังจะเอาเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึงก็ไม่แปลกใจที่นายกฯมาในแนวนี้ เพราะเป็นกลยุทธ์ เช่น การสร้างถนน 4 ช่องจราจร เพื่อหาเสียง ทั้งที่จริงสามารถนำงบประมาณปกติมาดำเนินการได้ ดังนั้นการที่บอกว่า ถ้าไม่มีกฎหมาย 2 ล้านล้าน ถ้าไม่มี 3 แสน 5 ล้านบาท จะทำไม่ได้ ซึ่งไม่จริง

                                เมื่อถามว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ระบุว่า หากรัฐบาลกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ผ่านสภา รัฐบาลอาจยุบสภา และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ประชาชนตัดสิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ทำได้เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง แต่ขอเตือนว่า อะไร อะไรก็ตามที่ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมาย แม้จะหลับไปเลือกตั้งแล้วชนะกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ไม่สิทธิ์ทำอีก เพราะไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนเขาบอกว่า ไปขอเสียงข้างมากมาทำผิดกฎหมายได้ ตรงนี้เป็นหลักการของประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็มีขอบเขตอำนาจที่จำกัด หากทำอะไรผิดกฎหมายได้ ก็จะเกิดการละเมิดสิทธิ์ต่อเสียงข้างน้อย ต่อส่วนรวม ต่อประชาชน ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย

 

 

จี้รัฐแจงเหตุ 'บีอาร์เอ็น' รวม อ.สะเดา เป็นพื้นที่ไม่สงบ

 

                                นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงแถลงการณ์ลดความรุนแรงช่วงรอมฎอนที่ไม่ปรากฏการลงนามของกลุ่มบีอาร์เอ็นร่วมกับฝ่ายไทยและมาเลเซียว่า เดิมบีอาร์เอ็นจะแถลงแต่มีการเลื่อนออกไป เมื่อมีการเผยแพร่เอกสารออกมาฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ไม่ได้ลงนามรับรอง ดังนั้นต้องพิสูจน์ว่า ความรุนแรงในพื้นที่จะลดลงได้หรือไม่ หากลดความรุนแรงไม่ได้ทางบีอาร์เอ็นอาจนำเป็นข้ออ้างไม่ได้ร่วมลงนามก็จะเป็นปัญหาตามมา ว่า กระบวนการพูดคุยขาดการประสาน ความเข้าใจระหว่างกันและกัน

                                นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่ในแถลงการณ์มีการรวม อ.สะเดา ไปเพิ่มเป็น อำเภอที่ 5 ของจังหวัดสงขลาจากเดิมมี 4 อำเภอคือ จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และ เทพา ซึ่งเดิมอำเภอสะเดาไม่ใช่พื้นที่ที่มีปัญหา ตนก็กังวลว่าทำไมเรื่องแบบนี้รัฐบาลจึงมองไม่เห็นความอ่อนไหวและความละเอียดอ่อนที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องชี้แจงคือเหตุใดจึงมีการรวมเอาอำเภอสะเดาเข้าไปเพิ่มเป็นอำเภอที่ 5 เพราะถ้าบอกว่ามีความจำเป็นต้องใส่พื้นที่นี้เพิ่มเข้าไปก็ต้องบอกว่าเพราะอะไรจะได้พิจารณาเหตุผลกัน ทั้งนี้ยืนยันว่าตามสภาพความเป็นจริงของพื้นที่จะมีปัญหาอยู่ที่ 4 อำเภอเท่านั้น

                                เมื่อถามว่าปัญหากำลังถูกยกระดับมากขึ้นและรัฐบาลถลำลึกมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราเตือนมาตั้งแต่ต้นว่าถ้าการพูดคุยไม่รัดกุม และไม่ควบคุมขอบเขตวิธีการปฏิบัติก็มีความเสี่ยงต่อการยกระดับ จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ คำนึงถึงความละเอียดอ่อนของประเด็น ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ ตนก็เป็นห่วงว่ารัฐบาลจะถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ทุกคนสนับสนุนให้การพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าพูดคุยอย่างไรก็ได้ต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนของประเด็นมากกว่านี้