
นายกฯย้ำศก.ไทยพ้นช่วงแย่สุดแล้ว ขยายการร่วมทุนรัฐ-เอกชนดึงมีส่วนร่วมไทยเข้มแข็ง
นายกฯ ประเมินปี 53 เศรษฐกิจขยายตัว 1-2% ย้ำเศรษฐกิจไทยพ้นช่วงแย่ที่สุดไปแล้ว เล็งขยายการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน ให้มีส่วนร่วมในโครงการไทยเข้มแข็งมากขึ้น สบน.เดินหน้ากู้เงิน 1.2 แสนล้าน ภายในก.ย.นี้ เติมเงินคงคลังให้ถึง 2 แสนล้าน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2553 น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 1-2% หลังจากจะกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้ตั้งแต่ในไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นผลมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงิน 1.5 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานในระยะยาว และขณะนี้ได้มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่การที่ไทยยังต้องพึ่งพาประเทศคู่ค้าในแง่การส่งออกและภาคการท่องเที่ยว ทำให้คาดว่าไตรมาส 2-3 ของปีนี้ เศรษฐกิจจะยังคงหดตัว
"ขณะนี้ทุกคนยังกังวลปัญหาการเมืองไทยและยอมรับว่าปัญหาการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย พอๆ กับปัญหาเศรษฐกิจ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะฟื้นฟูและดำรงประชาธิปไตยในประเทศ และจะทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้และให้ความเคารพแก่ฝ่ายที่มีความคิดเห็นตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลจะให้พื้นที่ในการพูดแต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาขยายการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) มากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 2% หรือเม็ดเงินลงทุน 2.8 หมื่นล้านบาท เป็น 10% หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เพื่อให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนตามโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ในวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาทมากขึ้น คาดจะดึงดูดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับภาครัฐได้ถึง 500 โครงการ
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า คณะกรรมการโครงการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ สบน.จัดทำรูปแบบโครงการที่ให้เอกชนสามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้ตาม พ.ร.บ.เอกชนร่วมทุน พ.ศ.2535 โดยมีการจัดกลุ่มโครงการไว้ 3 กลุ่ม คือ 1.โครงการเชิงพาณิชย์ 2.โครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ และ 3.โครงการที่เป็นโครงสร้างทางสังคม เนื่องจากต้องการให้เอกชนเพิ่มโอกาสการเข้าร่วมลงทุนกับรัฐมากขึ้น
"เมื่อ สบน.สรุปรายละเอียดภายใน 1-2 เดือนแล้ว จะเชิญชวนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมาหารือรูปแบบของโครงการพีพีพี ที่จะเกิดขึ้น คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนจะมีการระดมความเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศ" นายพงษ์ภาณุกล่าว
นายพงษ์ภาณุกล่าวด้วยว่า ภายในเดือนกันยายนนี้ สบน.จะต้องกู้เงินทันที 1.2 แสนล้านบาท เพื่อนำมาสมทบเงินคงคลังให้อยู่ในระดับ 2 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีอยู่ 6-7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดว่าการจัดเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลรอบ 2 ในเดือนสิงหาคมนี้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยการกู้เงินจะแบ่งเป็นการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถขายได้ในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนที่เหลือจะแบ่งเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และบางส่วนจะเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน



