ข่าว

ชี้"ไทยไม่โปร่งใส"จุดบอดร่วมทุนรัฐ ต่างชาติเตือนการเมืองทำลายโอกาส-คลังเตรียมแก้เกณฑ์

ชี้"ไทยไม่โปร่งใส"จุดบอดร่วมทุนรัฐ ต่างชาติเตือนการเมืองทำลายโอกาส-คลังเตรียมแก้เกณฑ์

09 มิ.ย. 2552

ต่างชาติมองโครงการร่วมทุนภาครัฐไม่โปร่งใส ขาดแรงดึงดูดนักลงทุนเทศ ระบุปัญหาการเมืองทำลายโอกาสลงทุน "กรณ์"เล็งขยายสัดส่วนพีพีพีดึงเอกชนเข้าร่วมโครงการไทยเข้มแข็งมากขึ้น นายกฯ ย้ำเศรษฐกิจไทยพ้นจุดแย่สุดมาแล้ว

นายทูรัน แคกลายัน รองประธานและหัวหน้าฝ่ายประจำภูมิภาคเอเชียของดีจีอี บริษัทพัฒนาและการลงทุนจากเยอรมนี ให้ความเห็นในงานสัมมนายูโรมันนี ไทยแลนด์ อินเวสเมนท์ ฟอรัม ว่าโครงการดึงเอกชนร่วมลงทุนภาครัฐ (Public Private Partnership:PPP) หรือ พีพีพีของไทยยังขาดความน่าสนใจ หรือไม่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ขาดความโปร่งใส และยังไม่ให้ความรู้ความเข้าใจเท่าที่ควร ทำให้มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้และสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมกับพีพีพี

 นอกจากนี้ รัฐบาลควรทำโครงสร้างพีพีพีให้เป็นโครงการที่ดี ก็จะช่วยดึงดูดนักลงทุนสถาบันอื่นๆ ทั่วไป เช่น เฮดจ์ฟันด์เข้ามามีส่วนลงทุนในรูปแบบการซื้อหุ้น ซึ่งไม่ใช่การปล่อยกู้และไม่ใช่แหล่งทุนจากสถาบันการเงินทั่วไป

 "ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยได้ทำลายโอกาสที่ต่างชาติจะเข้ามีส่วนร่วมในการลงทุน รวมถึงการลงทุนเมกะโปรเจกท์ ซึ่งต้องใช้โครงการพีพีพีเข้ามาช่วยผลักดัน และหวังว่าประเด็นการเมืองต้องได้รับการแก้ไขไม่ให้เป็นตัวถ่วงการลงทุนของภาครัฐในอนาคต" นายแคกลายันระบุ

 ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาขยายการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) มากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 2% หรือเม็ดเงินลงทุน 2.8 หมื่นล้านบาท เป็น 10% หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เพื่อให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนตามโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ในวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาทมากขึ้น คาดจะดึงดูดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับภาครัฐได้ถึง 500 โครงการ

 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า คณะกรรมการโครงการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ได้มอบหมายให้ สบน.จัดทำรูปแบบโครงการที่ให้เอกชนสามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้ตาม พ.ร.บ.เอกชนร่วมทุน พ.ศ.2535 โดยได้มีการจัดกลุ่มโครงการไว้ 3 กลุ่ม คือ 1.โครงการเชิงพาณิชย์ 2.โครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ และ 3.โครงการที่เป็นโครงสร้างทางสังคม เนื่องจากต้องการให้เอกชนเพิ่มโอกาสการเข้าร่วมลงทุนกับรัฐมากขึ้น

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2553 น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 1-2% หลังจากจะกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้ตั้งแต่ในไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นผลมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงิน 1.5 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานในระยะยาว และขณะนี้ได้มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่การที่ไทยยังต้องพึ่งพาประเทศคู่ค้าในแง่การส่งออกและภาคการท่องเที่ยว ทำให้คาดว่าไตรมาส 2-3 ของปีนี้ เศรษฐกิจจะยังคงหดตัว