คลี่ปมปริศนา : ไขคดีจับแฝดผิดตัว
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : ตรวจเอกลักษณ์บุคคล ไขคดีจับแฝดผิดตัว : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ
แพะ! เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกแทน บุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมดำเนินคดีในมูลฐานความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ หรือที่พูดให้เข้าใจง่ายคือ บุคคลที่ถูกจับผิดตัว ที่ผ่านมามีหลายคดีที่เกิดปัญหาเช่นที่ว่านี้
อย่างกรณี คดีจับฝาแฝดผิดตัว ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ถูก นางบุญเกิด อุ่นวงษ์ วัย 55 ปี ร้องเรียนว่า ดำเนินคดีผู้ต้องหาผิดตัว โดยจับกุม นายอานนท์ หรือบอย อุ่นวงษ์ บุตรชายวัย 30 ปี ในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งที่ผู้ก่อคดีที่แท้จริงคือ นายเอนก หรือบี อุ่นวงษ์ อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝด ทำให้นายอานนท์ต้องถูกคุมขังแทนพี่ชายฝาแฝดนานกว่าปีเศษ
แม้นางบุญเกิด จะนำนายเอนก เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ในภายหลัง แต่ตำรวจก็ไม่ได้รับตัวไว้ โดยอ้างว่าคดีความดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล และศาลได้พิพากษาจำคุกจำเลยไปแล้ว
หลังกรณีดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความหละหลวมในการทำหน้าที่ของตำรวจ และตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.ในขณะนั้น จึงมอบหมายให้ พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งควบคุมดูแลงานด้านพิสูจน์หลักฐาน ใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ไขกรณีดังกล่าวให้กระจ่าง
หลังรับคำสั่ง พล.ต.ท.จรัมพร เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาข้อมูลทางคดี ทราบว่า นายเอนกตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกาย นางพิม ศรนุวัฒน์ และนายอมรเทพ เชื้อดี ซึ่งถูกศาลออกหมายจับตั้งแต่ปี 2552 หลังเกิดเหตุนายเอนกหลบหนีการจับกุม
กระทั่งวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 นายอานนท์ น้องชายฝาแฝดของนายเอนก เดินทางไปจ่ายค่าปรับความผิด พ.ร.บ.จราจร ที่ สภ.เมืองปทุมธานี แต่กลับใช้บัตรประกันสังคมระบุชื่อ นายเอนก อุ่นวงษ์ เป็นหลักฐานแสดงตัวในการจ่ายเงินค่าปรับ
ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี นำชื่อดังกล่าวตรวจสอบประวัติอาชญากรในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า นายเอนก อุ่นวงษ์ มีหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี เลขที่ จ 658/52 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จึงประสานตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ มารับตัวไปดำเนินคดี
ขณะตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี ควบคุมตัว นายอานนท์ แสดงตัวเป็นนายเอนก และลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมระบุชื่อนายเอนก อุ่นวงษ์ และเมื่อถูกส่งตัวให้ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ก็ยังยืนยันว่าเป็นนายเอนก อุ่นวงษ์ ในลายมือชื่อบันทึกการสอบปากคำผู้ต้องหาก็ยังลงชื่อนายเอนก อุ่นวงษ์
ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ นำตัวไปฝากขังต่อศาล ก็ยังยืนยันว่าเป็นนายเอนก จึงถูกนำตัวไปขังที่แดน 1 กองงานดอกไม้ เรือนจำธัญบุรี ซึ่งนายอานนท์ก็ไม่ได้คัดค้าน
กระทั่งวันที่ 24 มกราคม 2554 นายอานนท์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อให้ไต่สวนว่าตัวเองไม่ใช่นายเอนก หรือบี อุ่นวงษ์ ซึ่งศาลได้ไต่สวน ปรากฏว่าขณะนั้นนางบุญเกิดได้ขึ้นให้การต่อศาลว่า นายอานนท์ ไม่ใช่นายเอนก แต่ศาลเห็นว่ามารดาย่อมให้การในทางที่เป็นประโยชน์ต่อบุตรชาย จึงมีความเห็นว่าไม่มีมูล จึงให้ยกคำร้อง และได้พิพากษาจำคุกนายเอนก อุ่นวงษ์ เป็นเวลา 4 ปี ในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554 จำเลยได้ยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 เพื่อรอฟังคำพิพากษา
วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี นายอานนท์ ซึ่งขณะนั้นแสดงตัวเป็นนายเอนก อุ่นวงษ์ ถูกส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำธัญบุรี
ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 นางบุญเกิดได้นำนายเอนก ผู้ต้องหาตามหมายจับตัวจริง มาแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ โดยระบุว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำขณะนี้คือนายอานนท์ หรือบอย อุ่นวงษ์ น้องชายฝาแฝด ความยุ่งยากในคดีจึงเกิดขึ้น เพราะคดีที่นายเอนกตกเป็นผู้ต้องขังในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสศาลได้พิพากษาจำคุกไปแล้ว พนักงานสอบสวนไม่สามารถรับมอบตัวผู้ต้องหาตามหมายจับได้อีก นายเอนก และมารดา จึงเข้าขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน
"ผมลงมือทำร้ายผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัสจริง เหตุเกิดเมื่อปี 2552 ผมนั่งกินเหล้าอยู่ในร้าน มีรุ่นน้องวิ่งมาบอกว่าคู่กรณีไล่ยิง ผมจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ร้านเกมที่เกิดเหตุ และได้คุยกับคู่กรณีจนมีปากเสียงกัน ผมเลยกระชากคอเสื้อคู่กรณีแล้วใช้มีดที่รุ่นน้องยื่นมาให้ฟันคู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นแยกย้ายกันหลบหนี" นายเอนก เล่าถึงคดีที่เกิดขึ้น ระหว่างออกรายการโทรทัศน์
นายเอนก อ้างว่า หลังจากเกิดเหตุไม่ได้ติดต่อทางบ้าน กระทั่งวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ทราบว่าน้องชายถูกจับกุมดำเนินคดีและศาลพิพากษาให้จำคุก 4 ปี ในความผิดที่ตัวเองก่อ รู้สึกสงสารจึงตัดสินใจเข้ามอบตัว
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2555 หลังทราบข้อเท็จจริง พล.ต.ท.จรัมพร จึงประสานเจ้าหน้าที่เรือนจำธัญบุรี เพื่อนำตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ รองผบก.ศพฐ.1 (ตำแหน่งในขณะนั้น) พร้อมด้วยผู้ชำนาญตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ และผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบดีเอ็นเอ และ พ.ต.อ.วัฒนา วงศ์จันทร์ รองผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เข้าไปตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในขณะนั้นคือนายเอนก หรือบี อุ่นวงษ์ แท้จริงหรือไม่
"การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล จะตอบคำถามได้ว่ามีการจับผู้ต้องหาผิดตัวหรือไม่ ซึ่งตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้รับการอำนายความสะดวกอย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำในการเข้าไปตรวจสอบยืนยันตัวผู้ต้องขัง ซึ่งได้ใช้วิธีการตรวจดีเอ็นเอ และการตรวจพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยประสานความร่วมมือกับกรมการปกครองให้ช่วยส่งฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือของนายเอนก อุ่นวงษ์ และนายอานนท์ อุ่นวงษ์ ผ่านอีเมล ผลการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือชัดเจนว่า ผู้ที่ถูกคุมขังในเวลานั้นคือนายอานนท์ ไม่ใช่นายเอนก" พล.ต.ท.จรัมพร บอกถึงผลการตรวจเอกลักษณ์บุคคล
การตรวจเอกลักษณ์บุคคลในขณะนั้น ตำรวจพิสูจน์หลักฐานใช้วิธีตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือของนายอานนท์ ซึ่งขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำยังคงแสดงตัวเป็นนายเอนก โดยพิมพ์รอยนิ้วมือที่หัวแม่มือขวา นำไปเทียบกับข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือในทะเบียนประวัติราษฎรของกรมการปกครอง พบว่ารอยนิ้วมือที่ได้จากตัวผู้ถูกคุมขังในเรือนจำขณะนั้นมีสัญลักษณ์พิเศษตรงกับฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือที่ระบุชื่อ นายอานนท์ อุ่นวงษ์ ถึง 15 จุด ขณะที่ไม่ตรงกับฐานข้อมูลที่ระบุชื่อนายเอนก อุ่นวงษ์ เลย จึงยืนยันได้ว่า บุคคลที่ถูกคุมขังในเรือนจำธัญบุรีขณะนั้นคือนายอานนท์ อุ่นวงษ์ ไม่ใช่นายเอนก อุ่นวงษ์ ผู้ต้องขังในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ
หลังการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลดังกล่าว จึงเกิดกระบวนการปล่อยตัวนายอานนท์ จากคดีที่ต้องรับโทษแทนพี่ชายฝาแฝด อย่างไรก็ตาม นายอานนท์ก็ถูกอายัดตัวไว้ดำเนินคดีวิ่งราวทรัพย์ หลังตรวจประวัติพบว่ามีหมายจับติดตัวอยู่
"เขาแสดงตัวเป็นนายเอนกมาตลอด ตั้งแต่การถูกจับใบขับขี่ ก็ใช้บัตรประกันสังคมของนายเอนก อุ่นวงษ์ เมื่อตำรวจจาก สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ไปรับตัวที่ สภ.เมืองปทุมธานี ก็ใช้ชื่อเอนก และในการสอบปากคำใช้คำว่า เอนก อุ่นวงษ์ จนถึงขั้นตอนการฝากขังก็ใช้ชื่อ เอนก อุ่นวงษ์ กระทั่งเข้าไปในเรือนจำ ยังใช้ชื่อ เอนก อุ่นวงษ์ ซึ่งเขาอ้างว่า หลักฐานคือบัตรประกันสังคมในตัวเขาเป็น นายเอนก เขาก็เลยเซ็นชื่อและรับมาโดยตลอดว่าเป็น เอนก" พล.ต.ท.จรัมพร บอกถึงสาเหตุแห่งความเข้าใจผิด
กรณีที่เกิดขึ้น หากตำรวจใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ โดยการตรวจเอกลักษณ์บุคคล ด้วยวิธีตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลประชากรของกรมการปกครองตั้งแต่ต้น เรื่องผิดพลาดก็คงไม่เกิดขึ้น กลายเป็นบทเรียนให้พนักงานสอบสวนต้องให้ความสำคัญกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่ย่อหย่อนไปกว่าหลักฐานทางคดีอื่นๆ
-------------------------
(ขอบคุณเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม : Sutthiphong Sri-anksorn : iSnap csi thailand คดี จับแฝดผิดตัว
- http://www.youtube.com/watch?v=EAtUOXojkq0&feature=youtu.be
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : ตรวจเอกลักษณ์บุคคล ไขคดีจับแฝดผิดตัว : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



