ข่าว

โพลล์ชี้ปชช.ไม่เชื่อ'รบ.ปู'แก้คอรัปชั่นได้

โพลล์ชี้ปชช.ไม่เชื่อ'รบ.ปู'แก้คอรัปชั่นได้

14 ก.ค. 2556

'เอแบคโพลล์'ชี้ปชช.ไม่เชื่อน้ำยาคำประกาศต้านทุจริตรบ.จะแก้ปัญหาคอรัปชั่นได้ ด้าน'ดุสิตโพล'ชี้โครงการจำนำข้าวเป็นตัวฉุดความนิยมรบ.มากสุด

               14 ก.ค. 56 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน  17 จังหวัดของประเทศ

               น.ส.ปุณฑรีก์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน  17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ลพบุรี นครปฐม สมุทรปราการ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ยโสธร สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช  จำนวนทั้งสิ้น 2,442 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่    8 -13 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า

               เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.5 คิดว่าการประกาศต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 26.5 คิดว่าช่วยแก้ไขได้

               ตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 65.8 คิดว่ารัฐสภาไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 34.2 คิดว่าช่วยแก้ไขได้

               กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 51.2 คิดว่าองค์กรอิสระไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 48.8 คิดว่าช่วยแก้ไขได้ตัวอย่างส่วนมากหรือร้อยละ 57.1 คิดว่าผู้ใหญ่ชนชั้นนำในสังคมไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่่  ร้อยละ 42.9 คิดว่าช่วยแก้ไขได้

               อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.5 คิดว่าการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 21.5 คิดว่าช่วยแก้ไขได้

               และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.3 คิดว่าการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ มีเพียงร้อยละ 19.7 เท่านั้นที่คิดว่าช่วยแก้ไขได้

              นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนมากหรือร้อยละ 59.0 คิดว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 41.0 คิดว่าช่วยแก้ไขได้

              ที่น่าพิจารณาคือ มีเพียงประเด็นเดียวที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.8 คิดว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ คือ การประกาศการใช้จ่ายงบประมาณให้คนทั้งประเทศรู้ว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงินกระจายไปให้ใคร องค์กรใด บริษัทใด เพื่อประชาชนทั้งประเทศจะได้ช่วยกันตรวจสอบในรายละเอียด ในขณะที่ร้อยละ 41.2 คิดว่าวิธีนี้ไม่สามารถช่วยแก้ไขได้
 
               ที่น่าสนใจ คือ เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยกับการประกาศการใช้จ่ายงบประมาณให้คนทั้งประเทศรู้ ถึงสาเหตุของรัฐบาลที่ไม่ติดประกาศการใช้จ่ายงบประมาณให้คนทั้งประเทศรู้ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่คิดว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้นั้น พบว่า อันดับแรก ร้อยละ 50.8 ระบุไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรัฐบาลไม่เปิดเผย รองลงมาได้แก่ ร้อยละ 33.7 ระบุรัฐบาลกลัวถูกตรวจสอบ ร้อยละ 13.5 ระบุนักการเมืองกลัวเสียผลประโยชน์ และร้อยละ 2.0 ระบุสาเหตุอื่นๆ อาทิ ประชาชนและสาธารณชนทั่วไปอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งเพียงพอ/คนที่ต่อต้านโกงแท้จริงมีน้อยเกินไป เป็นต้น

                น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในความคิดเห็นของประชาชนกำลังเข้าขั้นวิกฤต ไร้ซึ่งความเชื่อมั่น ไว้วางใจจากประชาชนต่อคำพูดและการประพฤติปฏิบัติตนของนักการเมืองและกลุ่มคนในหลากหลายภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ ดังนั้น ถึงเวลาที่รัฐบาลและฝ่ายการเมืองต้องเร่งสร้าง “ความไว้วางใจของสาธารณชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ มีการชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนได้รับรู้ มีโอกาสร่วมตรวจสอบ ประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณทุกเม็ดเงินของรัฐบาล ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำว่าถูกจัดสรรไปที่ใดบ้าง เปิดอกพูดคุยกับประชาชนและสังคมด้วยความจริงใจ และลดการพูดชักจูงเสมือนการเล่นขายของ แต่ต้อง “ปฏิบัติ” ให้เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ เพราะพวกท่านคือความหวังของประชาชนตาดำๆ หลายสิบล้านคนที่อยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นอนหลับสบายไร้ความกังวล มีผู้นำที่น่าเคารพศรัทธา ที่สามารถพูดถึงด้วยความภาคภูมิใจ

                 จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.8 เป็นชาย ร้อยละ 52.2 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 2.8 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.6 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 19.4 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 20.7 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 35.5 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 73.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 21.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.6 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.6 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 10.4 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.6 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.3 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 7.2 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ และร้อยละ 3.3 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ 

 

 

                

"ดุสิตโพล"ชี้โครงการจำนำข้าวเป็นตัวฉุดความนิยมรบ.มากสุด ตามติดด้วยคอรัปชั่น และสินค้าแพง 

 

              จากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 2 ปี และมีการปรับ ครม. มาแล้วถึง 5 ครั้ง จะเห็นได้ว่าผลงานและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ได้ทำหรือสัญญาไว้มีทั้งเรื่องที่ถูกอกถูกใจ และไม่ถูกอกถูกใจประชาชน รวมถึงความวิตกกังวลและความกลัวของคนไทยเกี่ยวกับการเมืองไทย  เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นและใช้เป็นฐานข้อมูลในการดำเนินงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ  จำนวน 1,449 คน  ระหว่างวันที่ 9-13 กรกฎาคม  2556  สรุปผลดังนี้

                    1. 5 อันดับ “ความกังวล”/“ความกลัว” ของประชาชนต่อ “การเมืองไทย” ณ วันนี้  อันดับ 1.ความไม่สามัคคีและความขัดแย้งของนักการเมือง 35.63 % อันดับ 2.การทุจริตคอรัปชั่น 31.49 % อันดับ 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา 13.81 % อันดับ 4.การปฏิวัติ รัฐประหาร 12.15 % อันดับ 5.สถานการณ์ทางการเมืองมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง 6.92 %

                    2. 5 อันดับ “ผลงานของรัฐบาล” ที่เข้าตาประชาชนและทำให้คะแนนนิยมดีขึ้น อันดับ 1. การขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ขึ้นค่าแรง 300 บาท 38.14 % อันดับ 2. การปราบปรามยาเสพติด 19.49 %  อันดับ 3.การปรับราคาจำนำข้าวมาเป็น 15,000 บาท  อีกครั้ง 16.95 % อันดับ 4.โครงการรถคันแรก 15.25 % อันดับ 5.โครงการพัฒนาระบบขนส่ง รถไฟความเร็วสูง 10.17 % 

                3. 5 อันดับ “ผลงานของรัฐบาล” ที่ฉุดความนิยมของรัฐบาลให้ “ลดลง” อันดับ 1 โครงการจำนำข้าว 47.13 % อันดับ 2 การทุจริตคอรัปชั่นในโครงการต่างๆของรัฐ 14.56 % อันดับ 3 สินค้าแพง /ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก 13.79 % อันดับ 4 การแก้ปัญหาไฟใต้ 12.64 % อันดับ 5 โครงการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทที่ทำให้ประชาชนเป็นหนี้ 11.88 %