
'ปู'มอบบัตรสินเชื่อเกษตรกรเฟส2
'ยิ่งลักษณ์' นำทัพ 'ครม.-กบอ.' ลุยนางรอง เปรยแดดร้อนก็บ่ยั่น เปิดโครงการ มอบบัตรสินเชื่อเกษตรกร เฟส 2
14 ก.ค. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจในช่วงบ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ออกจาก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ไปยังโรงเรียนพระครูพิทยาคม ตำบลพระครู อ.เมืองบุรีรัมย์ ก่อนที่จะเดินทางต่อโดยรถยนต์ไปที่โรงเรียนบ้านโนนศิลา ต.ถลุงเหล็ก อ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรและมอบบัตรสินเชื่อเกษตรกร ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ระยะที่2 โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นผู้กล่าวรายงานเปิดโครงการ ท่ามกลางเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่มาร่วมงานกว่า 15,000 คน
ซึ่งโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรในระยะแรกมีการอนุมัติบัตรฯไปแล้ว จำนวน 2.18 ล้านราย วงเงิน 43,667 ล้านบาท มีการใช้จ่ายผ่านบัตร 6,500 ล้านบาท มีร้านค้าที่เข้าร่วม 4,500 แห่ง ส่วนระยะที่2 เป็นบัญชี 2556 ธ.ก.ส.มีแผนขยายการจัดทำบัตรและมอบบัตรให้ครอบคลุมเกษตรกรในการประกอบอาชีพทุกอาชีพ ทุกครอบครัวไม่ต่ำกว่า 4 ล้านราย ภายในเดือนกันยายนนี้ รวมทั้งจะขยายร้านค้าที่ให้บริการเพื่อให้รับบัตรได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตำบลไม่ต่ำกว่าตำบลละ 1 แห่งทั่วประเทศ หรือไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นร้านค้า รวมทั้งสถานีบริการน้ำมันปตท.และบางจากที่่ร่วมโครงการด้วย
โดยนายกฯกล่าวตอนหนึ่งว่าโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ และราคาที่เป็นธรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต และแบ่งเบาภาระให้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวก โดยระยะแรกได้จัดทำสินเชื่อให้เกษตรกรจำนวน 2 ล้านบัตร ให้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าว เพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช
"ส่วนระยะที่ 2 ได้ขยายจัดทำบัตรสินเชื่อไปยังเกษตรกรทุกอาชีพ ได้แก่ เกษตรกรที่ปลูกยางพารา อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงอาชีพประมง ปศุสัตว์ รวม 2 ล้านบัตร ทั้งนี้บัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นบัตรที่ให้มากกว่าสินเชื่อ โดยการสร้างหลักประกันความมั่นคง และหลักประกันการผลิต และหลักประกันทางการเงินด้วย และมีแผนขยายการขยายร้านค้าที่ให้บริการรับบัตรให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตำบลและไม่ต่ำกว่าหนึ่งแห่งทั่วประเทศ หรือไม่ต่ำกว่า 10,000 ร้านค้า รวมทั้งสถานีบริการน้ำมัน ปตท.และบางจากที่เข้าร่วม"
พร้อมกันนี้นายกฯ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ถือได้รับการประกันสุขภาพและอุบัติเหตุฟรีด้วย
ลุยนางรอง เปรยแดดร้อนก็บ่ยั่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งรถตู้โฟล์คป้ายแดง ทะเบียน ช 6114 กทม. นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) บางส่วน อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายพีระพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายประเสริฐบุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง รวมทั้งยังมีข้าราชการการเมือง อาทิ นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) อาทิ นายรอยล จิตรดอน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ อาทิ นายโสภณ เพชรสว่าง นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน ในภารกิจที่นายกฯเดินทางตรวจราชการในจังหวัดบุรีรัมย์
โดยจุดแรกที่นายกฯ และคณะเดินทางมาที่ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาชุมชนบ้านลิ่มทอง ซึ่งเป็นของมูลนิธิไทยคม ณ หมู่บ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายธวัชชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นำนายตำรวจระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ประชาชนมารอต้อนรับ ซึ่งนายกฯได้ตรวจเยี่ยมศูนย์นวัตกรรมฯ ซึ่งภายในศูนย์มีการประดับรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกบกับนางสาวยิ่งลักษณ์ด้วย โดยโอกาสนี้นายกฯ ได้พบปะพูดคุยกับเยาวชนในพื้นที่และมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กจำนวน 20 ทุน ทุนละ 2,000 บาท พร้อมกันนี้นายกฯยังได้สนทนากับนางสนิท ทิพย์นางรอง (น้าน้อย) ปราชญ์ของหมู่บ้านร่วมพูดคุยด้วย
จากนั้นนายกฯ พบกับชาวบ้านเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเสริมนอกฤดูเก็บเกี่ยว 5 กลุ่ม โดยนำเงินจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล และเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดทำบัญชีครัวเรือนที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
โดยการสนทนาตอนหนึ่งนั้น นายกฯได้สอบถามชีวิตความเป็นอยู่รวมถึงการปลูกข้าวอินทรีย์ของน้าน้อย โดยน้าน้อย ระบุว่า ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นหลังจากที่ได้เรียนรู้การทำบัญชีครัวเรืองจากมูลนิธิไทยคม จนจะสามารถปลดหนี้ภายในปีหน้าได้ ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า หากเกษตรกรมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดีก็จะเป็นผลดี รัฐบาลอยากให้ปลูกข้าวที่มีคุณภาพดี ซึ่งจะลงไปดูในพื้นที่ที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องลงไปดูว่าแต่ละพื้นที่นั้นมีความเหมาะสมที่จะปลูกพืชชนิดใดบ้าง อีกทั้งต่อไปจะมีการพัฒนาเรื่องของแหล่งน้ำและส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน สนับสนุนในเรื่องกองทุนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น
นายกฯ กล่าวด้วยว่า เราส่งเสริมในการปลูกข้าวอินทรีย์อยู่แล้ว และรู้ว่าข้าวของที่นี่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ขอให้ดูข้อมูลต่างๆ ของการปลูกข้าวอินทรีย์ ว่าใช้น้ำน้อยกว่าข้าวพันธุ์อื่นหรือไม่ และขอให้เป็นต้นแบบในการทดลอง โดยจะมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปดูแล สำหรับทำบัญชีครัวเรือนนั้น อยากให้ทางกลุ่มเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้านและผู้ที่สนใจ
จากนั้นนายกฯ ได้นำคณะขึ้นเวทีที่วัดลิ่มทอง พบปะกับประชาชนที่มารอต้อนรับจำนวนมาก พร้อมกับ กล่าวขออภัยว่า ขออภัยประชาชนอำเภออื่นที่ไม่ได้เดินทางไปพบปะ แต่หากมีโอกาสจะเดินทางลงพื้นที่ อย่างไรก็ตามพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่ที่ตนอยากเห็นประชาชนมีรายได้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลมีกองทุนต่างๆ ในการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่จะให้เข้าถึงแหล่งทุน และรัฐบาลจะดูว่าจะส่งเสริมการมีอาชีพอย่างไร เพราะบุรีรัมย์เป็นแหล่งปลูกพืชพลังงานทางเลือกอย่างดี สิ่งที่เราเห็นคือประชาชนเพาะปลูกแต่ขาดการแปรรูป วันนี้จึงมีกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงวิทยาศาสตร์มาด้วย ว่าทำอย่างไรจะมีรายได้เพิ่ม ปลูกข้าวอย่างไรให้มีรายได้สูง และทำให้แหล่งน้ำไปถึงพื้นที่เกษตรกรรม
นายกฯ กล่าวอีกว่า อีกเรื่อง คือ มาดูยุทธศาสตร์เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ และเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงขอฝากทางจังหวัดช่วยสำรวจ รวมไปถึงสำรวจหนองน้ำ ไฟฟ้า ถนนหนทางด้วย เพราะรัฐบาลมีโครงการ 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นเรื่องของการพัฒนาถนนสาย 24 จาก อ.นางรอง ไปจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะทำเป็นถนนสี่เลนทั้งเส้น แต่นั่นก็ต้องรองบประมาณ 2 ล้านล้านก่อน ดังนั้นจะพัฒนาเส้นทางนางรองถึงประสาทก่อนเลยดีไหม เพราะจะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวด้วย โดยจะนำปัญหาไปหารือกันบ่ายวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งจะเป็นการสัมมนาเฉพาะในสองจังหวัด
"ถึงจะอยู่ กทม.แต่ยังไงก็ไม่ลืมคนบุรีรัมย์นะคะ ขอขอบคุณประชาชนที่มาให้การต้อนรับครม. และผู้บริหารจากส่วนกลาง ขอบคุณจังหวัด อปท. แม้แดดร้อนยังไงก็ไม่ยั่นใช่ไหมค่ะ อยากให้รักษาความแข็งแรงของชุมชุนไว้นะคะ รัฐบาลพร้อมที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนค่ะ"
'นายกฯ' นั่งรถสลับ ฮ.ทัวร์บุรีรัมย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีภารกิจลงพื้นที่ภาคอีสานที่จังหวัดบุรีรัมย์และมหาคารคาม หรือเรียกว่าทัวร์นกขมิ้น เป็นเวลา 2 วันคือ วันที่ 14 - 15 ก.ค.
โดยเมื่อเวลา 08.00 น. นายกฯ พร้อมคณะรัฐมนตรีบางส่วน อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคลัง นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกฯและรมว.เกษตร ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) กองทัพอากาศดอนเมือง มายังจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเดินทางมาถึงท่าอากาศยานจังหวัดบุรีรัมย์ได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนหนองทองลิ่ม ตำบลนิงโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะเดินทางโดยรถยนต์ไปยังบ้านของ นางสนิท ทิพย์นางรอง ที่ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งเป็นของมูลนิธิไทยคม และตรวจเยี่ยมโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยมีนายธวัชชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา คอยต้อนรับ โดยที่เปิดศูนย์นวัตกรรมฯ เพื่อให้โอกาสเยาวชนในหมู่บ้านได้มีโอกาสเรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และนอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้การเกษตร การทำบัญชีครัวเรือนให้แก่ชาวบ้าน
จากนั้นเวลาประมาณ 10.30 น. นายกฯและคณะจะเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงเรียนพระครูพิทยาคม ตำบลพระครู อำเมืองบุรี ก่อนที่จะเดินทางต่อโดยรถยนต์ไปที่โรงเรียนบ้านโนนศิลา ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมือง เพื่อเปิดโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรและเยี่ยมชมผลกาารดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และพบปะประชาชนที่มารอต้อนรับ โดยมีนายกิตติรัตน์ เป็นผู้กล่าวรายงานเปิดโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้เป็นระยะที่ 2 โดยในปีบัญชี 2556 ธกส.มีแผนขยายการจัดทำบัตรและมอบบัตรให้ครอบคลุมเกษตรกรในการประกอบอาชีพทุกอาชีพ ทุกครอบครัวไม่ต่ำกว่า 4 ล้านราย รวมทั้งจะขยายร้านค้าที่ให้บริการเพื่อให้รับบัตรได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตำบลไม่ต่ำกว่าตำบลละ 1 แห่งทั่วประเทศ หรือไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นร้านค้า รวมทั้งสถานีบริการน้ำมัน ปตท.และบางจาก ที่่ร่วมโครงการด้วย
ต่อจากนั้นนายกฯ และคณะจะเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงเรียนวัดเทพรังสรรค์ และเมื่อลงจากฮ. ก็เดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังบ้านหัวสะพาน ตำบลบ้านพง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อตรวจและติดตามผลการดำเนินงานนโยบายรัฐบาลและจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของจังหวัด และด้านส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหม และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตไหม พร้อมกับพบปะสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีและประชาชน และจากนั้นช่วงบ่ายนายกฯและคณะเดินทางต่อโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงเรียนลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ และเมื่อลงจาก ฮ.แล้วก็ขึ้นรถยนต์ไปยังที่ทำการอบต.โคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปโครงการบริหารจัดการข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ตามจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์ด้านการส่งเสริมการผลิตสินค้าที่ปลอดภัย และพบปะประชาชนที่มาต้อนรับ
จากนั้นจะออกเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ ไปยังโรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และเดินทางต่อด้วยรถยนต์ไปยังบึงกุย ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดมหาสารคาม และการพัฒนาบึงกุยของกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมทั้งการฟังสรุปการพัมนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจอาเซียนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 208 (อ.เมืองสารคาม -ตำบลท่าพระ อ.เมืองขอนแก่น) และเยี่ยมชมจุดชมวิวบนอาคารแปดเหลี่ยม พร้อมกับเปิดป้ายบึงกุยสะดืออีสาน จากนั้นจะชมนิทรรศการโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้สะดือบึงกุยสะดืออีสานเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ตรงพิกัดของศูนย์กลงภาคอีสาน ได้รับฉายาว่าสะดืออีสาน มีพื้นที่ 2,750 ไร่ จุน้ำได้ 5.6 ล้านลูกบาศก์เมตร และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนโดยรอบ
และต่อจากนั้นนายกฯ และคณะจะเดินทางออกจากบึงกุยโดยรถยนต์ไปยังโรงแรมตักศิลา อำเภอเมืองมหาสารคาม เพื่อเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวก่อนที่ในวันรุ่งขี้น (15 ก.ค.) จะปฏิบัติภารกิจในจังหวัดมหาสารคามต่อไป
พบเกษตรกร 2 อ.บุรีรัมย์ 'พุทไธสง-ลำปลายมาศ'
ผู้สื่อข่าวรายงานในการลงพื้นที่ภาคอีสานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ภารกิจต่อจากช่วงที่เเล้วนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปตรวจติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล จุดยืนทางยุทธศาสตร์ จ.บุรีรัมย์ ด้านส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหม และเยี่ยมชมที่บ้านหัวสะพาน ต.บ้านยาง อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเลี้ยงไหมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน โดยในปัจจุบันมีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (บุรีรัมย์) ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์อำเภอพุทไธสง ภายใต้การสนับสนุนของกรมหม่อนไหม แต่ทั้งนี้สภาพปัญหาที่สำคัญ คือ ขาดแคลนแหล่งน้ำในการ ปลูกหม่อนในฤดูแล้ง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านลายผ้าไหมและออกแบบตัดเย็บให้ตรงกับความต้องการ
ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอให้กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทำงานร่วมกันหาวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้โดยให้มีความใกล้เคียงกับการทอมือมากที่สุด เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพสินค้า รวมทั้งให้มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มคุณภาพ การปรับปรุงรูปแบบและลายผ้า ไปจนถึงการผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยประสานนักออกแบบชั้นนำเข้ามาร่วมโครงการ เพื่อส่งขายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ต่อจากนั้นเวลา 17.00 น. นายกฯ และคณะเดินทางต่อมายังวัดพัฒนะวนาราม บ้านสำโรง ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปโครงการบริหารจัดการข้าวหอมมะลิอินทรีย์ โดยนายกฯ พร้อมด้วยเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ และนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ได้ชมแปลงนาในบริเวณนั้นด้วย ต่อจากนั้นนายกฯ ได้ร่วมวงเสวนากับภาคส่วนต่างในหัวข้อ "ข้าวอินทรีย์สู่สากล" โดยมีบุคคลร่วมเวที ได้แก่ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนโรงสีข้าวจังหวัดบุรีรัมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีเคแอนด์ซันเอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กรรมการผู้จัดการ บ.บุรีรัมย์วิจัยและพัมนาอ้อยจำกัด ประธานกลุ่มข้าวอินทรีย์ ต.โคกกลาง ประธานหอการค้า จ.บุรีรัมย์ ประธานสหกรณ์นิคมสตึก ประธานศูนย์ข้าวชุมชน จ.บุรีรัมย์ เกษตรกรดีเด่นสาขาการปลูกอ้อย เกษตรกรดีเด่นสาขาการปลูกมันสำปะหลัง และเครือข่ายตัวแทนเกษตรกร จ.บุรีรัมย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการเสวนานั้น ปรากฏว่าตัวแทนเกษตรกรปลูกอ้อย ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า เห็นด้วยกับนโยบายการทำโซนนิ่งการเกษตรของรัฐบาล อยากให้รัฐบาลจัดทำโดยเร็ว หวังว่าจะบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ ขณะนี้ชาวนามีปัญหาอย่างมาก หากเปลี่ยนมาปลูกอ้อยก็จะเป็นผลดี เพราะมีการกำหนดโซนนิ่งของรัฐบาล เชื่อว่าแนวทางนี้มาถูกทางแล้ว อย่างไรก็ตามอยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีธนาคารชาวไร่อ้อย โดยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่งเสริมให้ความรู้มีการจัดอบรมให้กับเกษตรกร อีกทั้งอยากให้ช่วยเหลือในเรื่องของการในเรื่องของเส้นทางการขนส่งด้วย
ขณะที่ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพารา ระบุว่า ราคายางพาราตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง อยากให้รัฐบาลเข้าไปดูแลเป็นการเร่งด่วน และทางด้านตัวแทนเกษตรกรมันสำปะหลังนั้น ได้กล่าวรายงานกับนายกฯทั้งน้ำตาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ตนต้องแบกภาระของต้นทุนมา 40 ปีแล้ว อยากให้รัฐบาลลงมาส่งเสริมในเรื่องของการปลูกมันสำปะหลัง จะต้องดูแลในเรื่องของตลาดการซื้อขาย อีกครั้งอยากให้ดูแลเรื่องของโรงแป้ง เพราะต้องวิ่งไปส่งมันที่นครราชสีมา เพราะที่บุรีรัมย์ไม่มีโรงแป้ง เพราะจะช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วย"
จากนั้นนายกฯ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า นโยบายของรัฐอยากส่งเสริมให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสถานที่ โดยให้ดูเรื่องของดิน น้ำ อากาศ พื้นที่ หากดูได้ตรงกับความต้องการจะช่วยลดต้นทุนจากต้นทุนที่ต้องเป็นภาระ ดังนั้นหากมาช่วยกันแก้ปัญหาแล้วต้นทุนจะลด ซึ่งตนขอขอบคุณที่เห็นด้วยกับนโยบายโซนนิ่งภาคการเกษตร
นายกฯ กล่าวอีกว่า ระยะยาวต้องแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ขอให้กระทรวงเกษตรฯ ทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหาจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และให้เกษตรจังหวัดหารือกับทางจังหวัดในการดูแลพื้นที่นาดอนที่มีปัญหา แต่ในระยะสั้น ขอให้มานั่งทำงานร่วมกันว่าพื้นที่ไหนเหมาะกับการปลูกอะไรที่ใช้น้ำน้อยแล้วรายได้ดีขึ้น เพราะรัฐบาลให้การสนับสนุนตรงนี้ เพราะเรื่องน้ำตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด ส่วนในเรื่องของการปลูกข้าวอินทรีย์นั้น ขอให้ดูเรื่องการใช้พันธุ์ข้าวที่ใช้น้ำน้อย เพราะเราอยากส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
จากนั้นนายกฯ ได้ตอบปัญหาของเกษตรกรทีละส่วน โดยเริ่มจากการตอบเกษตรกรไร่อ้อย โดยนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของอ้อย ขอให้ทางจังหวัดช่วยดูในเรื่องของโรงงาน และกำลังการผลิตทั้งโรงงานในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียงด้วย และขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลมาตรการให้ชาวไร่อ้อยด้วย ส่วนชาวสวนยางนั้น จะให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม ไปช่วยกันดูในเรื่องของการแปรรูปยางพาราให้มีความหลากหลาย ขณะที่เกษตรกรมันสำปะหลังนั้น ต้องเสริมในเรื่องของการแปรรูป ดังเช่นที่จังหวัดกำแพงเพชร มีการแปรรูปเป็นแป้งมัน เพื่อให้มันไปใช้ในรูปแบบอื่นๆ จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯไปดูร่วมกัน หากทำร่วมกันได้ก็จะได้ลดค่าใช้จ่ายด้วย
ส่วนในการลดต้นทุนนั้น นายกฯ กล่าวว่า การขนส่งภาคการเกษตรนั้น รัฐบาลมี 2 โครงการใหญ่ คือ โครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่มีรถไฟรางคู่จาก จ.บุรีรัมย์ ไป จ.นครราชสีมา และถนนหนทางหลายจุดที่ต้องปรับเป็น 4 ช่องจราจร เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนเรื่องน้ำที่ขาดแคลนนั้น จะให้กบอ.มาดูเรื่องน้ำต้นทุน เพราะแทนที่น้ำภาคเหนือจะไหลทิ้งเปล่าๆ ก็เอามาให้ชาวอีสานดีกว่า เพื่อเอามาทำการเกษตรดีกว่า
ส่ง 'บิ๊กอ๊อด' เป็นตัวแทนประชุม 'จีบีซี' ที่ลาว 18 ก.ค.นี้
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว (จีบีซี) ได้กำหนดประชุมร่วมกันเป็นครั้งที่ 20 ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ โดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม ได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้เป็นผู้แทน ทั้งนี้ในส่วนของคณะฝ่ายไทยยังมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) หรือผู้แทน เสนาธิการเหล่าทัพ เจ้ากรมยุทธการทหาร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวม 22 คน เข้าร่วมประชุมด้วย
พ.อ.ธนาธิป กล่าวต่อว่า การประชุมจีบีซีครั้งที่ 20 จัดขึ้นที่นครหลวงเวียงจันทร์ตามคำเชิญของ พล.ท.ดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ป้องกันประเทศของลาว มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทบทวนและประเมินผลปฏิบัติผลการประชุมจีบีซี ครั้งที่ 19 กระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งเน้นเรื่องกลไกความร่วมมือ การป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทั้ง 2 ประเทศ เพื่อประโยชน์ในการประสานการทำงานร่วมกัน อีกทั้งเพื่อตอบสนองตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เช่น การสร้างรายได้ให้กับประชาชนทั้ง 2 ประเทศ การพัฒนาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ระหว่าง จ.เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว ซึ่งจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้



