
ชีวิตต้องสู้เมื่ออยู่ใต้โดรนมะกัน
ชีวิตต้องสู้เมื่ออยู่ใต้โดรนมะกัน : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... อุไรวรรณ นอร์มา
สหรัฐอเมริกายังคงใช้อากาศยานบังคับระยะไกล (ยูเอวี หรือ โดรน) จัดการผู้ต้องสงสัยเป็นศัตรูที่มีฐานที่มั่นไกลโพ้นจากแผ่นดินตัวเองอย่างในปากีสถาน เยเมน หรือโซมาเลีย โดยไม่มีรู้ใครรู้ว่าเหยื่ออาวุธสังหารจากโดรน ทำผิดอะไรไว้
ล่าสุดการโจมตีในพื้นที่ชายแดนรอยต่อปากีสถานกับอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 17 คน และบาดเจ็บอีกหลายคน เป้าหมายคือนักรบเครือข่ายฮัคคานี ที่เข้าไปโจมตีทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานบ่อยๆ นับเป็นการโจมตีนองเลือดที่สุดจากปฏิบัติการโดรนในรอบปีนี้
ประสิทธิภาพร้ายกาจของโดรน ทำให้ฝ่ายที่ตกเป็นเป้า หรือไม่ต้องการเป็นเหยื่อ ตั้งแต่อัล-ไกดา จนถึงนักออกแบบเสื้อผ้า กำลังพยายามหาวิธีการป้องกันตนเอง
โดรนแบบพื้นๆ มีมานานเกือบเท่าอายุเครื่องบิน หากแต่การนำมาใช้ในศตวรรษที่ 20 คือเพื่อเป็นเป้าให้นักบินเครื่องบินรบใช้ฝึก แต่นับจากโดรนติดอาวุธลำแรกของสหรัฐโจมตีเป้าหมายในอัฟกานิสถาน โดรนได้กลายเป็นอากาศยานนักโจมตีมากประโยชน์และซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
บทแสดงทัศนะในนิตยสารภาษาอังกฤษชื่อ "อาซาน" ที่เพิ่งออกใหม่ไม่นานและคาดว่ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับตาลีบันเป็นผู้ตีพิมพ์ ระบุว่า การทำให้ยูเอวีหมดพิษสง คือความสำคัญเร่งด่วนของประชาคมมุสลิม หรือ "อุมมะฮ์" ชาวมุสลิมจะต้องผนึกกำลังหาทางรับมือ ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิด ไอเดียและวิธีการปฏิบัติใดๆ ก็ตาม ที่จะเอาชนะเทคโนโลยีโดรนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่แน่ชัดว่าไอเดียที่นิตยสารอาซานเรียกร้องช่วยคิดช่วยทำ จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เอกสารชิ้นหนึ่งที่พบทางเหนือของประเทศมาลี เผยให้เห็นว่า นักรบบางกลุ่มกำลังหาทางเอาคืนโดรนอย่างจริงจัง
เอกสารเขียนเป็นภาษาอาหรับ โดยนายอับดุลเลาะฮ์ บิน โมฮัมเหม็ด ผู้บัญชาการอัล-ไกดาในคาบสมุทรอาหรับ (เอคิวไอเอ็ม) ร่ายยาว 22 วิธีการที่เหล่าสมาชิกเอคิวไอเอ็ม อาจใช้รับมือกับการโจมตีของโดรนได้ อาทิ การรบกวนสัญญาณความถี่ที่โดรนใช้สื่อสาร ใช้สไนเปอร์ยิงร่วง หลบหลีกโดรนโดยใช้แหล่งซ่อนตัวใต้ดิน ซ่อนในอาคาร หรือเผายางรถยนต์เพื่อใช้กลุ่มควันเป็นเครื่องกำบัง เรื่อยไปจนถึงการแนะให้สมาชิกพยายามควานหาและสังหารสายลับ ที่แอบชี้เป้าให้โดรน หรือลักพาตัวชาวตะวันตกเพื่อใช้เป็นเบี้ยต่อรองยุติการโจมตี อันหมายถึงสงครามโดรนที่ขยายวงออกไป
โรเบิร์ต เดนสมอร์ บรรณาธิการนิตยสารดีเฟนซ์ รีพอร์ต แสดงความเห็นว่า วิธีการต่างๆ ที่ว่ามามีเหตุมีผล และไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรมากมายก็สามารถทำได้
นอกจากนี้ก็ยังมีการลองหนทางสู้โดรนแบบอาศัยเทคโนโลยีอีกหลายวิธี สำเร็จบ้างไม่ได้ผลบ้าง
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อปี 2552 ว่า นักรบในอิรักสามารถแฮ็กโดรนสหรัฐ ด้วยซอฟต์แวร์ราคา 25.95 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้พวกเขาเข้าถึงภาพการเคลื่อนไหวของตัวยาน แต่ควบคุมไม่ได้
ในปี 2554 โดรนรุ่น อาร์คิว-170 เซนติเนล ของสหรัฐ ประสบเหตุตกทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ทางการสหรัฐระบุว่า โดรนตกเพราะขัดข้องทางเทคนิค แต่อิหร่านอ้างว่าเป็นผลงานหน่วยไซเบอร์ของตนที่เข้าควบคุมระบบนำร่องของโดรน และทำให้ลงจอด
สรุปว่า ไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ แต่เดนส์มอร์ คาดการณ์ว่า อิหร่านอาจก่อกวนสัญญาณของโดรน เป็นเหตุให้โดรนตก หรือเปลี่ยนจากตก เป็นลงจอดได้ และต้องยอมรับว่าความได้เปรียบจากการใช้โดรนของกองทัพสหรัฐจะไม่คงอยู่ตลอดกาล ฝ่ายที่ตั้งรับการโจมตีจะหาหนทางขัดขวางได้ในที่สุด
ไม่ใช่นักรบติดอาวุธเท่านั้นที่ต้องหลบหลีกศาลเตี้ยทางอากาศ แต่ยังมีพลเรือนอีกหลายร้อยคนที่เสียชีวิตเพราะอากาศยานเพชฌฆาตนี้ ส่วนมากในปากีสถาน แต่ไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริง
การโจมตีเป็นระยะๆ นอกจากทำให้ผู้คนในแดนแห่งโดรนต้องอยู่กันอย่างหวาดผวา ยังเริ่มแทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมของชาวบ้าน อาทิ มีการแต่งเพลงหลายบทเพลงเกี่ยวกับโดรนในปากีสถาน มีรายงานว่า แม่ชาวเยเมนหลอกลูกว่า หากทำตัวไม่ดี เดี๋ยวโดรนจะมาจับไป
บารา ชีบาน สมาชิกกลุ่มเจรจาแห่งชาติแห่งเยเมนและผู้ประสานโครงการกลุ่มสิทธิมนุษยชน "รีพรีฟ" กล่าวว่า ชาวเยเมนที่ตนเคยพูดคุยด้วยในเมืองมาอาริบ และอับยาน บอกว่า ชาวบ้านจะหลีกเลี่ยงการรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ยืนในที่โล่ง และไม่สุงสิงกับคนที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มสุดโต่ง
สำหรับชาวอเมริกัน ผลสำรวจหลายครั้งพบว่า ส่วนใหญ่สนับสนุนให้ประเทศทำสงครามกับผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายด้วยโดรนสังหารต่อไป แม้มีพลเรือนบาดเจ็บล้มตายในต่างแดน แต่เวลานี้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยกำลังห่วงความเป็นส่วนตัวที่อาจถูกละเมิด ขณะกำลังจะมีการนำโดรนมาใช้เพื่อเสริมการบังคับใช้กฎหมายในเร็วๆ นี้
ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งลงนามในกฎหมายว่าด้วยการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐ (เอฟเอเอ) เรื่องการออกใบอนุญาตให้โดรนบินในน่านฟ้าสหรัฐ ภายในเดือนกันยายน 2558 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งหลาย จะกลายเป็นผู้ใช้บริการอากาศยานชนิดนี้รายใหญ่สุด โดยปัจจุบันมีตำรวจประมาณ 36 หน่วยแล้วที่ยื่นขอใบอนุญาตใช้โดรน
พัฒนาการนี้ทำให้ผู้ประกอบการหัวใสคิดหาทางต้านโดรน ที่ดังสุดคือ นายอาดัม ฮาร์วีย์ นักออกแบบเสื้อฟ้าแฟชั่นในนิวยอร์ก ได้อ้างว่าประดิษฐ์เสื้อผ้าที่เมื่อสวมใส่แล้ว จะล่องหนจากระบบจับภาพความร้อนของโดรนได้ หนึ่งในสินค้าวางขายแล้วได้แก่ บุรกา และฮิญาบ ที่สตรีมุสลิมบางคนสวมใส่
แต่นายปีเตอร์ ซิงเงอร์ ผู้เชี่ยวชาญสงครามสมัยใหม่สถาบันบรูกกิงส์ กล่าวว่า ระบบเซ็นเซอร์ของโดรนไม่ได้จับภาพความร้อนอย่างเดียว แต่ยังใช้กล้องวิดีโอ และเรดาร์ด้วย เรียกว่าเป็นเซ็นเซอร์แบบหลายชั้นรวมเข้าด้วยกัน
ขณะบริษัทเพิ่งตั้งใหม่ในรัฐโอเรกอน ชื่อว่า "โดเมสติค โดรน เคาน์เทอร์เมเชอร์ส" หรือมาตรการรับมือโดรนในประเทศ ก็มีแผนจะขายอุปกรณ์ใช้ป้องกันตัวจากการถูกโดรนที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและใครก็ตาม อาจนำมาใช้เพื่อการสอดแนม วิศวกรบริษัทคุยว่า พวกเขารู้ว่าผู้ผลิตโดรนใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง และรู้ว่าจะต้านระบบเซ็นเซอร์ของโดรนได้อย่างไร
เมเดีย เบนจามิน นักเคลื่อนไหวและผู้ก่อร่วมก่อตั้ง โค้ด พิงค์ กลุ่มต้านสงครามและโดรนสังหารในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เพราะชาวอเมริกันไม่ได้คิดถึงการจัดการกับประเด็นโดรนอย่างเป็นรูปธรรม ปฏิกิริยาจึงออกมาเป็นลักษณะตั้งรับเช่นนี้ ทั้งที่จริงแล้ว กฎหมายอาจจะเป็นทางเลือกที่ปฏิบัติได้มากที่สุดในการรับมือกับการถูกโดรนสอดแนม ปัจจุบันมี 41 รัฐแล้วที่เสนอกฎหมายจำกัดการใช้โดรนเพื่อสอดแนม และอีก 5 รัฐได้ผ่านกฎหมายเพื่อการนี้ออกมาแล้ว



