
'พท.'แนะ'มาร์ค'ก้าวข้ามปมคลิปเสียง
'อนุสรณ์' แนะ 'มาร์ค' ก้าวข้ามปมคลิปเสียง จวกมองโลกในแง่ร้าย หลัง 'บีอาร์เอ็น' แถลงยุติลดรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน ยัน 'นายกฯ' ไม่ล้วงโผทหาร ย้ำไร้ระบอบ 'ทักษิณ'
13 ก.ค.56 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถามย้ำถึงการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่ออะไร และยังไม่ได้คำตอบที่อยากรู้ โดยเฉพาะเรื่องคลิปเสียงว่า ตนรู้สึกผิดหวังแทนกองเชียร์นายอภิสิทธิ์จริงๆ ที่หลงเชียร์พวกย้ำคิดย้ำทำ ก้าวไม่ข้ามคลิปเสียง ทำไมไม่ดูนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวอย่าง ข้ามขั้นไปเป่าแซ็กซ์ แต่นายอภิสิทธิ์ยังตะโกนซ้ำๆ ในโรงหนังอยู่เลย ควรจบได้แล้ว เรื่องนี้ปลุกไม่ขึ้น ม็อบก็กลับบ้านหมด ขอให้นายอภิสิทธิ์เลิกพฤติกรรมแบบนี้ ไม่เช่นนั้นจะมีชะตากรรมเพี้ยนๆ เหมือนสาวกของนายอภิสิทธิ์เอง อย่าง ผู้กองปูเค็ม ที่ลงไปนอนกางแขนกางขาทุรนทุรายกลางถนนหน้ากระทรวงกลาโหมจนตำรวจต้องนำตัวไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก หรือน.ส.ชิดชนก แผ่นสุวรรณ ผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ที่เป็นผู้ต้องหานำกล่องข้าวไข่เจียวปาใส่รถประจำตำแหน่งของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ที่ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ตอบหลายครั้งว่า ต้องการจะมาร่วมมือกันทำงานและสนับสนุนกองทัพให้เต็มที่มากขึ้น ไม่มีเจตนาล้วงโผทหาร และขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของสภากลาโหมที่จะพิจารณาดูแล ตนไม่เข้าใจเจตนาของนายอภิสิทธิ์ว่าสับสนอะไร สรุปไม่ใช่นายกฯ ไม่ตอบ แต่เป็นคำตอบที่นายอภิสิทธิ์ไม่ต้องการมากกว่า และอย่าหลงดีใจ ว่านายกฯ มาควบรมว.กลาโหมเพื่อจะช่วยชายไทยคนไหนหา สด.41 ตัวจริง
'พท.' จวก 'มาร์ค' มองโลกแง่ร้าย หลัง 'บีอาร์เอ็น' แถลงลดรุนแรงช่วงรอมฎอน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าหลังการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ยังคงเกิดเหตุระเบิด และงงที่กิจการมั่นคงภายในไทยถูกมาเลเซียชี้นำ พร้อมทั้งขอให้ทบทวนการพูดคุยหากไม่ได้ผล รวมทั้งแนะนายกฯ ให้เลิกลอยตัวหนีปัญหาว่า ตนไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วนายอภิสิทธิ์กลัวการพูดคุยจะไม่สำเร็จ หรือกลัวการพูดคุยสำเร็จกันแน่ ทั้งๆ ที่ประเทศมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการเจรจาเพื่อสันติภาพกับตัวแทนการเจรจาของขบวนการกลุ่มบีอาร์เอ็น ประกาศตกลงหยุดยิง 40 วัน สร้างสันติรอมฎอนใน 4 จังหวัดภาคใต้ถึง 18 ส.ค.ไปแล้ว การแถลงเป็นการแสดงเจตนารมย์ชัดว่าต้องการลดเหตุรุนแรงร่วมกันให้ได้
ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะถามหรือแสดงความเห็นใดๆ ในลักษณะกระทบกับเพื่อนบ้าน คงไม่มีประเทศไหนที่จะยอมให้ต่างประเทศมาชี้นำกิจการมั่นคงภายในของตน การพูดแบบนี้เป็นการประจานตัวเองว่านายอภิสิทธิ์ไม่เข้าใจคำว่าหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ถ้าไฟใต้ดับมาเลเซียก็ดีด้วย ไม่มีประโยชน์ที่จะไปตั้งแง่อะไร สะท้อนวิธีคิดว่าทำไมรัฐบาลที่แล้วถึงมีแต่ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน มีปัญหากับเขาไปหมด นายอภิสิทธิ์จะตื่นตระหนกอะไร แม้หลังการประกาศยุติการก่อเหตุการณ์รุนแรง หน่วยงานด้านความมั่นคงก็ยังคงมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ถ้าเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าเราก็มีมาตรการเชิงรุกที่จะนำมาปฏิบัติการอย่างทันท่วงที ที่สำคัญ นายกฯตามใจนายอภิสิทธิ์ไม่ถูก ก่อนนี้ก็ว่าลอยตัว แต่พอมาควบ รมว.กลาโหมก็บอกว่าจะไปล้วงโผทหาร มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา
'พท.' ยันไร้ระบอบ 'ทักษิณ' ชี้ 'คนไทยรักชาติ' ยุติม็อบเป็นเรื่องดี
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชน ประกาศถอนตัวจากกลุ่มแนวร่วม และขอถอนเวที ยุติการถ่ายทอดสด เพราะเกิดความขัดแย้งภายในเรื่องผลประโยชน์ ทำให้นายทุนยุติการให้การสนับสนุนว่า ถือเป็นการสารภาพเสียสิ้นว่ามีนายทุนอยู่จริง และมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ โชคดีที่ยังไม่มีใครไปร้อง DSI ถ้าสอบอาจจะเจอมหากาพย์ยิ่งกว่าเณรคำ แนวร่วมของนายไชยวัฒน์ตาสว่างแล้วหรือยัง แท้ที่จริงคนพวกนี้ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรเป็นตัวนำ ระบอบทักษิณไม่ได้มีอยู่จริง มีแต่ระบอบหากิน ตนขอแสดงความยินดีกับทุกกลุ่มที่จะหยุดทบทวนตัวเอง เพราะเท่ากับหยุดทำร้ายประเทศ เป็นห่วงก็แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ย้ายเวทีเดินหน้าผ่าความจริงกลับเข้ากรุงเทพฯ ในวันเสาร์เพื่อหวังจะเทคนให้กันในวันอาทิตย์ กลุ่มหน้ากากขาวก็ลักปิดลักเปิด เดี๋ยวเลิก เดี๋ยวเป็นหนุมาน กลุ่มไชยวัฒน์นายทุนก็ถอนตัว แช่แข็งก็ไม่เวิร์ค ต้องเลิก แล้วจะเติมคนให้ใคร
แต่คนที่น่าจะเสียหายหนักคือผู้ว่าฯ กทม. ที่จะต้องอายมาก เหมือนโจรเลิกปล้นเพราะแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว ไม่ใช่กระทำผิดกฎหมายแล้วเกรงกลัวตำรวจ นายไชยวัฒน์ไม่ได้ให้ราคา ไม่กลัวการฝ่าฝืนที่ไปใช้สนามหลวง แสดงว่าจากนี้ไปนายไชยวัฒน์ได้ประกาศยกสนามหลวงกลับมาเป็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และทำงานงอกใส่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายกลุ่มอื่นๆ ให้ได้ว่า ไม่ให้ใช้สนามหลวงเพราะอะไร ไม่เช่นนั้นจะทำให้ภาพ 2 มาตรฐานชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เหมือนเวทีต่อต้านอำนาจนอกระบบ ปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตยของเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ ที่เดินหน้าไม่มีหยุด 300 เวที
'อนุสรณ์' ยุทหารทั่วประเทศแจ้งความหมิ่นประมาท 'สาธิต'
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นถึงบทบาทของทหารในช่วงที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่ากองทัพไทยภายใต้ชายกระโปรงห่วยๆ ว่า คนคงสงสัยว่านายสาธิตมีอาการป่วยทางจิตหรือไม่ นี่คงเป็นผลจากการเสพอินเตอร์เน็ตเกินขนาด ติดคอมพิวเตอร์จนเพี้ยน ทั้งๆ ที่หมอก็เตือนแล้ว เสพมากเป็นบ้า ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย ในรายของนายสาธิตเคยเกิดพฤติกรรมแบบนี้มาแล้ว อย่างกรณี 2 พริตตี้ ที่ถูกโพสต์ภาพประกอบข้อความในเฟซบุ๊ก จนเขาต้องแจ้งความต่อกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ดำเนินคดีกับนายสาธิต ที่นำภาพของทั้ง 2 คนมาประกอบข้อความวิพากษ์วิจารณ์ของนายชัย ราชวัตร ที่ส่งผลให้พริตตี้ทั้ง 2 คน ถูกเข้าใจผิดจนเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนไม่รู้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์หายไปไหนหมด ทำไมไม่มีใครเรียกนายสาธิตไปอบรมบ้าง หรือทุกคนเด็กเท่ากันหมดแล้ว การแสดงความเห็นดูหมิ่นก้าวร้าวต่อกองทัพถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะดูถูกกองทัพของประเทศเท่ากับดูถูกตัวเอง
ทั้งๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ออกมาปรามแล้วว่า หากมองกองทัพในทางที่ไม่ไว้วางใจ ดิสเครดิตไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งจะไม่มีประเทศอยู่ การกระทำแบบนี้แสดงว่าทหารไม่ยอมทำตามในสิ่งที่ต้องการใช่หรือไม่ ตนขอเรียกร้องให้ทหารไทยออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบกฎหมาย จะเดินสายแจ้งความหมิ่นประมาททั่วทุกโรงพักทั้งประเทศหรือแสดงออกในทางที่เหมาะสม เพื่อป้องกันคนพวกนี้ไม่ให้ดูหมิ่นทหาร พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสาธิต อธิบายความได้ว่า ลูกพี่ถาม ลูกหามด่า
'รองโฆษกฯพท.' ชี้รัฐเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจเต็มสูบ
นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ประเด็นที่ทีมเศรษฐกิจพรรรคเพื่อไทยเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในขณะนี้คือ การเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเต็มสูบ แต่ขณะเดียวกันต้องปรับให้อยู่ในภาวะที่สมดุลย์ด้วย เชื่อว่ารัฐบาลเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน เช่น สหรัฐฯ อาจมีการกระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อย ในขณะที่จีนอยู่ในสภาวะชะลอตัว ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกประมาณ 70%
ดังนั้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 4.5% เนื่องด้วยปัจจัยเศรษฐกิจโลก อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่ได้ดำเนินไปในช่วง 2 ปีแรกถือว่ามาถูกทาง ต้องการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศและให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีเม็ดเงินเข้าประเทศ หากการเมืองมีเสถียรภาพมั่นคง นักท่องเที่ยวก็จะเข้ามาในประเทศมากขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอย นั่นหมายถึงเม็ดเงินมหาศาล
นางสาวอนุตตมา กล่าวอีกว่า ปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าในประเทศประมาณ 22 ล้านคน ขณะนี้ครึ่งปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วเกือบ 11 ล้านคน น่าจะเป็นไปตามเป้า รายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 983,000 ล้านบาท ดังนั้น ควรสนับสนุนแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มากขึ้น เชื่อว่ารัฐบาลกำลังทำงานเพื่อสนับสนุนเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศ นอกจากนี้ การดูแลเกษตรกร เรื่องต้นทุนการผลิตไม่ให้สูงเกินไป เช่น การใช้มาตรการภาษีในอาหารสัตว์นำเข้า เพื่อไม่ให้ราคาสูงจนเกินไป หรือการเพิ่มจำนวนบัตรเครดิตเกษตรกรเพื่อใช้ในการจัดหาปัจจัยการผลิตและช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง รวมถึงการจัดโซนนิ่งการเกษตรถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้แนวทางนี้กันทั้งนั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ ต้องทำเป็นแผนจริงจังแก้ปัญหาจากฐานราก เช่น ข้าว บางจังหวัดที่ดินดีก็อาจปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี แต่ถ้าสภาพดินฟ้าอากาศไม่เหมาะก็อาจปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น อ้อยหรือมันสำปะหลัง ซึ่งพืชเหล่านี้ใช้ในการผลิตพลังงานทดแทนมีความจำเป็นมากในอนาคต
นางสาวอนุตตมา กล่าวด้วยว่า การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้สมดุลย์และครบวงจร โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าของรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ แผนพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท และแผนพัฒนาระบบน้ำเป็นสิ่งจำเป็น เชื่อว่าภาครัฐยินดีให้ตรวจสอบตามขั้นตอน รับฟังความคิดเห็น ตราบใดที่เป็นความเห็นที่เป็นหลักเหตุผล อยู่บนสมมติฐานแห่งความจริง ไม่ใช่อ้างเหตุผลการเมืองแล้วไม่เห็นด้วยทุกอย่างกับสิ่งที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์



