
'มาร์ค'เตือน'รบ.'อย่าประมาท'บีอาร์เอ็น'
'อภิสิทธิ์' เตือน 'รัฐบาล' อย่าประมาท 'บีอาร์เอ็น' หลังแถลงยุติความรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน ชี้หากสถานการณ์ใต้รุนแรงต้องทบทวน
13 ก.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ทางการมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพของรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์ว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นจะยุติการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเดือนรอมฎอนว่า เป็นเรื่องที่ดีหากดำเนินการตามที่ออกแถลงการณ์ได้ จากวันนี้ต้องมีการจับตาว่าดำเนินการได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการพูดคุยต่อไปและหาทางออกระยะยาว แต่หากยังมีเหตุรุนแรงก็ต้องทบทวนว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ นั้นก็หวังว่าฝ่ายความมั่นคงได้พูดคุยกับประสานกับกลุ่มบีอาร์เอ็นถึงแนวทางการปฏิบัติหน้าที่จะช่วยกันอย่างไรในการลดความความรุนแรง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไม่ควรประมาทและต้องประเมินสถานการณ์ว่าแตกต่างกับก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง โดยหลังจากนี้หากไม่มีเหตุความรุนแรงรัฐบาลจะได้เดินหน้าอย่างมั่นใจ แต่หากยังมีเหตุการณ์อยู่ก็ต้องทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง
ด้านนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า การที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยของรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นความพยายามของประเทศเพื่อนบ้าน และในอาเซียนที่มีแนวโน้มในลักษณะนี้มากขึ้นเพราะทุกประเทศตระหนักว่าความขัดแย้งความรุนแรงจะเกิดขึ้นภายในหรือระหว่างสมาชิกจะกระทบกับอาเซียนทั้งหมด เพราะอาเซียนกำลังเข้าสู่ประชาชาคมอาเซียนซึ่งช่วยเหลือนี้เป็นรูปแบบใหม่ ที่สมาชิกอาเซียนกระตือรือร้นอยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือเพื่อให้เกิดปรองดองในประเทศ
อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งช่วงเดือนรอมฎอนหากประชาชนได้รับผลพวงจากความพยายาม ให้มีความสงบปลอดภัยในชีวิต และมั่นใจในบรรยากาศ ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี ซึ่งการที่จะทำอย่างไรให้ 40 วันเป็นกระบวนการที่ยั่งยืนต่อไปก็ต้องมาคิดกันว่า อะไรเป็นสาเหตุปัจจัยอะไรที่เป็นสาเหตุของปัญหาความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งในรุนแรงในพื้นที่
'ผมอยากให้มีการใช้ 40 วันนี้เป็นช่วงการตรวจสอบการทำงาน ท่าที ความสำเร็จ ความล้มเหลว และช่องทางที่จะเดินหน้าต่อไป และถือเป็นการให้โอกาสทุกฝ่ายประเมินสิ่งที่ดำเนินการมาในอดีต เพราะการพูดคุยถือเป็นจุดเริ่มที่ดี เป็นก้าวที่สำคัญทุกคนควรให้การสนับสนุนความพยายามปรองดอง ทั้งนี้หากช่วง 40 วันมีความสำเร็จและสงบมากขึ้นกว่าในอดีตก็จะเป็นพื้นที่ฐานที่ดีจะเดินไปข้างหน้า' นายสุรินทร์ กล่าว
'ส.ส.ใต้ปชป.' เผยคนพื้นที่อยากให้ช่วงรอมฎอนสงบ-ลดรุนแรง
นายพีรยศ ราฮิมมูลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหาร ชุด ร.ร้อย 15234 ชุดเฉพาะกิจทหารที่ 12 ถูกระเบิดได้รับบาดเจ็บ จำนวน 8 นายเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ความจริงแล้วตนติดตามมาตลอดตั้งแต่ฝ่ายไทยนำโดยพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปพูดคุยกับบีอาร์เอ็นที่ประเทศมาเลยเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมาจนกระทั่งวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีข้อเสนอจากฝ่ายไทยที่ขอให้ยุติความรุนแรงในเดือนรอมฎอน ซึ่งบีอาร์เอ็นก็รับปากว่าจะพยายามทำอย่างนั้น และตนเห็นด้วยกับพล.ท.ภราดร ที่อยากให้เหตุการณ์ในช่วงเดือนรอมฎอนมีความสงบ ทุกคนในพื้นที่ก็เช่นกันถ้าลดความรุนแรงได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่คงต้องติดตามดูเพราะต้องใช้เวลา
นายพีรยศ กล่าวว่า ตนพิจารณาตั้งแต่ต้นแล้วว่าบีอาร์เอ็นไม่สามารถควบคุมกลุ่มต่างๆในพื้นที่ได้เลย แม้แต่กลุ่มของตัวเองอาจจะมีความเห็นต่างอยู่พอสมควร เท่าที่ศึกษามาบีอาร์เอ็นมี 3 ฝ่ายคือ บีอาร์เอ็นคองเกรส บีอาร์เอ็นโคออดิเนต และบีอาร์เอ็นอูลามา ที่เราไปพูดคุย คือ บีอาร์เอ็นโคออดิเนต เพราะฉะนั้นอีก 2 กลุ่มอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และไม่สามารถคอนโทรลเขาได้ทั้งหมด ดังนั้นที่เลื่อนการแถลงท่าทีจากเมื่อ 2 วันที่แล้วนั้น ทางบีอาร์เอ็นก็ต้องระมัดระวังชั้นเชิงว่า ถ้าไม่สามารถควบคุมได้ก็จะเสียหาย ซึ่งสุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นมา แล้วก็สารภาพว่าเป็นกลุ่มย่อยของเขา
“ที่ผมรู้สึกเป็นห่วงที่สุดคือ 1.ต่างคนต่างใช้ชั้นเชิงในการพูดคุย และสมมติว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา แล้วบีอาร์เอ็นมาชี้ว่าเป็นการกระทำของไทย แล้วเราพร้อมจะยอมรับได้หรือไม่ 2.ถ้าบีอาร์เอ็นไปชี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่บีอาร์เอ็นแต่เป็นกลุ่มอื่น แล้วกลุ่มอื่นจะไม่โกรธแค้นบีอาร์เอ็นโคออดิเนตหรือ ว่าทำไมต้องมาใส่ร้ายเขา เพราะการต่อสู้ในพื้นที่ของแนวร่วมในพื้นที่ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น ซึ่งทางการก็รู้ดีแต่เราไปให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้มากเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มอื่นๆที่มีบทบาทต่อสู้ที่ผ่านมาในอดีต เช่น คนที่ยอมรับกลุ่มพูโลเขาจะรู้สึกอย่างไร มันจะกลายเป็นความวุ่นวายเกิดขึ้นได้ แทนที่เกิดความสงบก็อาจจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงมากกว่าเก่า ดังนั้นรัฐต้องระมัดระวังตรงนี้ด้วย” นายพีรยศ กล่าว



