
ขานรับ'บีอาร์เอ็น'ลดรุนแรงรอมฎอน
ขานรับ'บีอาร์เอ็น'ลดรุนแรงรอมฎอน : ปกรณ์ พ่วงเนตรรายงาน
"บีอาร์เอ็นจะพยายามไม่สร้างความรุนแรง รวมไปถึงการทำร้ายโดยใช้อาวุธ การวางระเบิด ลอบโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และบีอาร์เอ็นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่มีการลอบทำร้าย หรือสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินทางราชการหรือสาธารณะ รวมทั้งให้คำมั่นถึงสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยกับบุคคลศาสนาอื่นที่ไม่ใช่มุสลิม"
เป็นตอนหนึ่งของคำแถลงจาก ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับตัวแทนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ขบวนการบีอาร์เอ็น กลุ่มนายฮัสซัน ตอยิบ ที่ได้แถลงถึง "ความเข้าใจร่วมกัน" ระหว่างไทยกับบีอาร์เอ็นในการยุติความรุนแรงห้วงเดือนรอมฎอนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และห้าอำเภอของ จ.สงขลาของไทย ซึ่งได้ตกลงกันไว้ในการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการรอบที่ 3 เมื่อ 13 มิถุนายน 2556
ถือเป็นประเด็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้แก่โต๊ะพูดคุยสันติภาพที่ถูกมองอย่างง่อนแง่น ไม่น่าเชื่อถือจากหลายฝ่ายมาโดยตลอด
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มองว่า กระบวนการสันติภาพได้ดำเนินมาอย่างเป็นลำดับ และจะก้าวต่อไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งทุกฝ่ายต้องอดทน ยืนยันว่าขณะนี้ได้รับสัญญาณดีๆ จากในพื้นที่มากทีเดียว
อย่างไรก็ดี ยังมีมุมมองที่แตกต่างจากหน่วยข่าวความมั่นคง ซึ่งได้ประเมิน "ฉากทัศน์" หรือ scenario ของสถานการณ์ชายแดนใต้และกระบวนการสันติภาพในห้วงเดือนรอมฎอนเอาไว้หลายรูปแบบ และหนึ่งในนั้นคือ การยุติความรุนแรงได้เกิดขึ้นจริงในห้วงรอมฎอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจไม่ถึงกับยุติเด็ดขาด แต่ความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญจะทำให้บีอาร์เอ็นมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นบนโต๊ะเจรจา เพราะบีอาร์เอ็นได้แสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ได้
แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยยอมรับเช่นกันว่า ผิดคาดที่บีอาร์เอ็นแสดงท่าทีแบบนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่ได้รับเงื่อนไขใหม่ 8 ข้อ และข้อเรียกร้องเดิม 5 ข้อของบีอาร์เอ็น ซึ่งทางแกนนำใช้เป็นเงื่อนไขในการยุติก่อเหตุรุนแรงช่วงรอมฎอน ฉะนั้นจึงอาจมีความเป็นไปได้ที่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่บีอาร์เอ็นเตรียมแผนไว้แล้วเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้สูงขึ้นไปอีก แต่กระนั้นก็ต้องพิจารณาด้วยว่า ข้อความต่างๆ เป็นการสื่อสารจากผู้อำนวยความสะดวก คือมาเลเซีย ในขณะที่บีอาร์เอ็นไม่ได้ปรากฏตัวแล้วแถลงด้วยตัวเอง
สอดรับกับ นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งเป็นชาว จ.ปัตตานี ที่บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องดีที่บีอาร์เอ็นส่งสัญญาณชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ การปฏิบัติว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ และประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ หลังจากเดือนรอมฎอน หรือผ่านพ้น 40 วัน ที่บีอาร์เอ็นกำหนดกรอบไว้แล้ว สถานการณ์ในพื้นที่จะเป็นอย่างไร
"ผมกลัวว่า หลังจากนี้จะเอาความรุนแรงมาเป็นเงื่อนไขต่อรองหรือเปล่า ซึ่งไม่มีใครรับได้ เพราะถ้าฝ่ายขบวนการควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ก่อนถึงรอมฎอนเร่งก่อเหตุหนัก ก็เท่ากับเป็นยุทธวิธีของเขาเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ผมห่วงเรื่องเอาเงื่อนไขความรุนแรงมาต่อรอง อย่าลืมว่าสากลไม่เคยยอมรับการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือกดดัน ผมกลัวจะมีสถานการณ์ในลักษณะ พรีรอมฎอน กับ โพสต์รอมฎอน เกิดขึ้น"
ส.ว.ปัตตานี ยังเรียกร้องให้ทีมพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทยเร่งทำโรดแม็พ หรือแผนที่เดินทางเพื่อนำไปสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพอย่างยั่งยืนร่วมกับบีอาร์เอ็นโดยเร็ว เพื่อให้มีกรอบการทำงานร่วมกันต่อไป ไม่ใช่ทำแค่สร้างภาพเฉพาะหน้าเหมือนที่หลายคนรู้สึกอยู่เท่านั้น
ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เสนอว่า สิ่งที่ควรทำอีกอย่างหนึ่งในขณะนี้คือ การตั้งคณะกรรมการร่วมของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อร่วมตรวจสอบเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งน่าเชื่อว่าจะต้องมีบ้างแน่นอน
"ผมเสนอว่าอาจจะเป็นคณะกรรมการชุดไม่ใหญ่นัก ฝ่ายละ 5 คน เพื่อร่วมกันตรวจสอบเหตุรุนแรง มิฉะนั้นก็จะกล่าวหากันไปมาไม่จบ แต่เท่าที่ผมทราบยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ" พล.อ.เอกชัย ระบุ
ดูเหมือนในข่าวดีเรื่องการยุติเหตุรุนแรง ก็ยังมีประเด็นที่ต้องพึงระวังอีกไม่น้อยเหมือนกัน!
.....................................
(หมายเหตุ : ขานรับ'บีอาร์เอ็น'ลดรุนแรงรอมฎอน : ปกรณ์ พ่วงเนตรรายงาน)



