
'ปชป.'ซัด'รบ.'ใช้ตร.อุ้ม'ผู้กองปูเค็ม'
'ปชป.' ซัด 'รบ.' 2 มาตรฐาน ใช้ตร.อุ้ม 'ผู้กองปูเค็ม' เทียบ 'เวทีผ่าความจริง' เมินดูแลปล่อย 'เสื้อแดง' คุกคาม จี้ 'นายกฯ' แสดงจุดยืน ไม่ทำตามแผนการในคลิปเสียง
12 ก.ค. 56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติชุมนุมที่หน้ากระทรวงกลาโหม เพื่อปิดกั้นไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม , พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม เข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหม แต่ตำรวจใช้กำลังควบคุมตัว ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ ผู้กองปูเค็ม จนหวิดกลายเป็นความรุนแรงหน้ากระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ว่า การกระทำดังกล่าวรัฐบาลปฏิบัติ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน เพราะหากอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐ และตำรวจ ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อสลายการชุมนุม แต่ถ้าเป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือคนที่สนับสนุนรัฐบาล จะได้รับการปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง ไม่มีการใช้กำลังจากตำรวจเหมือนที่เกิดขึ้นหน้ากระทรวงกลาโหม
นายชวนนท์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างกรณี เวทีผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ที่คนเสื้อแดงปิดล้อม ไม่ให้ตน และ ส.ส.รวมทั้งประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของพรรค แต่ตำรวจก็ไม่เคยดำเนินการกับคนเสื้อแดง หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้กฎหมายแบบ 2 มาตรฐาน คุกคามปิดกั้นสิทธิผู้อื่น ประเทศไทยก็เดินใกล้จุด 100 องศาฯแล้ว มีแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะลดอุณหภูมิลงได้ เพราะเป็นผู้บริหารสูงสุดมีสิทธิสั่งการ จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเลือก ไม่ใช่ด้านหนึ่งยิ้มออกทีวีแล้วสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปคุกคามประชาชน ก็ไม่มีทางที่จะบริหารประเทศได้อย่างสงบสุข
นายชวนนท์ กล่าวว่า นอกจากนี้บริเวณแยกวงเวียนบางเขน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะอยู่หน้าสถานีตำรวจนครบาลบางเขน คนเสื้อแดงไปยึดพื้นที่เปิดหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการห้ามปราม ตรงกันข้ามอาจจะได้รับการอำนวยสะดวกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า ซึ่งคนไทยเห็นภาพเหล่านี้ไม่สบายใจ เพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของคนเสื้อแดงและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากยังทำแบบนี้ประเทศจะแบ่งเป็นสองฝ่ายจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ถ้านายกไม่ยับยั้งก็ต้องรับผิดชอบต่อการพาประเทศเข้าสู่วิกฤตการเมืองอีกครั้ง
เรียกร้อง 'ยิ่งลักษณ์' 7 ข้อ แสดงจุดยืน ไม่ทำตามแผนการในคลิปเสียง
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคลิปเสียงปริศนาของสองชาย ซึ่งน่าจะชัดเจนแล้วว่าเสียงชายคนที่หนึ่งเป็นเสียงใคร แต่อีกเสียงหนึ่งยังไม่ชัด อย่างไรก็ตามหากผลการพิสูจน์เส้นเสียงจากนิติวิทยาศาสตร์ออกมาแล้วว่า เป็นเสียงของบุคคลที่หลายฝ่ายสงสัย ตนก็อยากเรียกร้อง 7 ข้อดังนี้
1. ขอให้ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ประกาศต่อสาธารณะว่า แผนการตามคลิปจะไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด 2. ขอให้ออกคำสั่งต่อสภากลาโหม และกองทัพทุกเหล่าทัพว่า แผนหนูช่วยราชสีห์ตามคลิปนั้น ไม่มีจริง และห้ามทางการทหาร อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเป็นคำสั่งลงบันทึกราชการเวียนออกไปตามหน่วยต่างๆ ครบทั้ง 4 เหล่าทัพด้วย 3. ขอให้นโยบายงานชายแดนออกมาอย่างชัดเจนภายในเร็ววัน โดยเฉพาะนโยบายที่ชัดเจนกับเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และระบุด้วยว่า กองทัพจะไม่เกี่ยวข้องใดๆ และให้การสนับสนุนการทำประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวของบุคคลตามเนื้อหาในคลิปบางช่วงบางตอน 4. ให้ยืนยันทางนโยบายกับประชาชนและกองทัพว่า ชื่อของนายพลพม่า ที่ปรากฏในคลิปเสียงตรงนี้จะไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับงานทางราชการระหว่างไทยและพม่า และถือเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลในคลิปที่ต้องรับผิดชอบเอง
น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า 5. ต้องประกาศให้ทุกฝ่ายได้ตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายพลถังเช่า หรือใครก็ตามในรัฐบาล มี หรือ ไม่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน สินทรัพย์ หรือบ้านในเขตเนเมียว หรือ อสังหาริมทรัพย์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย รวมถึงมีผลประโยชน์ด้านน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ในพม่า 6 .หากเหตุการณ์เป็นไปตามคลิปเสียงแผนหนูช่วยราชสีทั้งหมด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะรมว.กลาโหม จะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกทั้ง 2 ตำแหน่ง และพล.อ.ยุทธศักดิ์ ต้องพิจารณาตัวเอง 7. หากผลพิสูจน์คลิปเสียงเป็นเสียงของจริง บุคคลที่มีตำแหน่งในรัฐบาล ก็ต้องรับผิดชอบต่อกรณีการโกหกของตัวเอง ในฐานะที่ปล่อยให้นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน ก้าวล่วง จาบจ้วง ต่อรองเรื่องตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
สิ่งที่ตนพูดทั้ง 7 ข้อ อยากให้นายกฯเเละรมช.กลาโหม และผบ.เหล่าทัพ รวมถึงผบ.สส. ได้ยึดถือเอาจุดนี้ ให้สัญญาประชาคมต่อสาธารณะ เพราะถือว่า หากทำตามแผนตามคลิป จะเป็นสัญญาณอันตราย บั่นทอนความมั่นคง และผลประโยชน์ทับซ้อน
ชี้หนี้ครัวเรือนปัจจุบัน สูงกว่าสมัย 'ปชป.' กว่า 2 เท่าตัว
นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.กทม. ในฐานะ รมว.คลังเงา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่า หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันต่ำกว่าสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ครัวเรือน พบว่าหนี้ครัวเรือนในปี 2556 สูงถึง 1.9 แสนบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2555 ถึง 12% และเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ในขณะที่หากเทียบกับสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ปี 2552 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 1.4 แสนบาทต่อครัวเรือนเท่านั้น
นายสรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ การพิจารณาหนี้ครัวเรือนต้องพิจารณาควบคู่กับไปกับรายจ่ายประชาชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ารายจ่ายของประชาชนในปี 2555 อยู่ที่เดือนละ 1.9 หมื่นบาท ในขณะที่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 2552 อยู่ที่เพียง 1.6 หมื่นบาทต่อเดือน หรือหากย้อนดู รายละเอียดในปี 2553 เพิ่มขึ้น 600 บาท และ ปี 2554 เพิ่มขึ้นมา 600 บาท แต่ปี 2555 ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารรายจ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1,400 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ กว่า 2 เท่าตัว ดังนั้นจึงอยากให้คนที่ออกมาตอบ ศึกษาข้อมูลให้ดีกว่านี้ และอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเรื่องนี้โดยตรงมากกว่า
จี้รัฐสร้างความเชื่อมั่นข้าวไทย
นายชวนนท์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบแก้ปัญหา กรณีพบข้าวเน่าโดยเร็วที่สุด หากไม่แก้ไขจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว่าที่คาดคิด ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อข้าวไทย ขอฝากถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ว่า เป็นเรื่องสำคัญ เพราะภาพที่ปรากฏสะท้อนไปถึงต่างประเทศ ตนยังเชื่อว่าข้าวไทยมีคุณภาพ แต่ถ้ารัฐบาลไม่เร่งรีบแก้ไข ใช้แต่วิธีการตอบโต้อย่างดุเดือดต่อคนที่ออกมาให้ข้อมูล จะแก้ปัญหาไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
นายชวนนท์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องตรวจสอบปัญหาคุณภาพข้าวตามกระบวนทางวิทยาศาสตร์ ว่า ข้าวไทยมีปัญหาหรือไม่ ถ้ามีเกิดจากอะไร จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร และต้องอธิบายว่า ข้าวเสียหายจากอะไร จึงขอเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องเร่งเข้าไปดูแล ซึ่งตนเตือนด้วยความหวังดี เพราะหากฝ่ายค้านไม่เตือน วงการค้าข้าวจะยิ่งแย่ รวมถึงคุณภาพข้าวด้วย
"รมว.พาณิชย์ ต้องแก้ไขโดยด่วน ฟื้นฟูภาพลักษณ์ข้าวไทย หากไม่ทำ อย่าหวังว่าจะขายข้าวได้เดือนละ 5 แสนตัน แต่อาจขายได้แค่ราคาตามเช็ค 8 หมื่นบาท ที่อ้างว่าเป็นการขายแบบจีทูจี"
ร้อง 'ปปง. - ปปช. - กรมสรรพากร' ตรวจสอบ 'โรงสี' ถูกถอดจากบัญชีดำ
นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) , กรรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบถึงการดำเนินธุรกรรม การเสียภาษี และจำนวนการรับจำนำข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ของโรงสีที่ก่อนหน้านี้ถูกองค์การคลังสินค้า (อคส.) ขึ้นบัญชีดำ และล่าสุดได้รับการถอดออกจากบัญชีดำ และเข้าร่วมโครงการรับจำนำ ฤดูกาลผลิต 54/55 แล้ว
"ผมได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบโรงสีทั้ง 2 แห่ง โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ปรากฏว่า ทางผู้ดูแลไม่ให้เข้าไปตรวจสอบภายใน อย่างไรก็ตาม ผมสงสัยว่าอาจจะมีโรงสีที่ถูกขึ้นบัญชีดำ และได้รับการปลดชื่อออกจากบัญชีดำอีกหลายแห่ง เนื่องจากเป็นการร่วมมือกันระหว่างเจ้าของโรงสี และข้าราชการที่ต้องการทำทุจริต ดังนั้นขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน"



