ข่าว

อย่าหยุดที่'เณรคำ'

อย่าหยุดที่'เณรคำ'

12 ก.ค. 2556

อย่าหยุดที่'เณรคำ' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

 

              ท่ามกลางเรื่องน่าสังเวชใจหลายเรื่องราวที่กระทบต่อพระพุทธศาสนา เราได้เห็นการรุกคืบหน้าของหลายหน่วยงานประสานสอดคล้องในการชำระความสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในเวลานี้ ส่วนจะลูบหน้าปะจมูก จะมีเจตนามุ่งมั่นแก้ไขสิ่งผิดจะต้องติดตามเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่กังวลจะคล้ายๆ กับกรณีการแก้ปัญหาการรุกที่ดินรัฐปลูกสร้างรีสอร์ทผิดกฎหมายที่พอพ้นวาระของ คุณดำรง พิเดช สิ่งที่ดำเนินการผ่านมาอย่างเหนื่อยยากกลับเหมือนไฟไหม้ฟางไม่มีผู้สานต่อ

              ทำให้กรณีของ "นายพีรพล อดีตเณรคำ" ควรที่สังคมจะต้องช่วยกันเอาคนผิดและขบวนการฉ้อโกงประชาชนทุกคนมาลงโทษตามกฎหมายอย่างสาสมเพื่อให้เกิดความหลาบจำ และมิให้เป็นเยี่ยงอย่างกับคนเถียรจิตคิดร้ายต่อสังคม เท่าที่เห็นบุคคลหลายคนที่เข้าข่ายผู้ให้การสนับสนุนปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สินเงินทองที่ได้มาโดยมิชอบ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกจากคัดกรองมาเป็นพยานหากพบว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิดไม่พึงเกรงใจ มีข้อยกเว้นใดๆ กับเหล่ามิจฉาชีพ

              ล่าสุดยังคงมีขบวนการที่มีแนวโน้มไปในทางที่อาจสร้างความเสียหายต่อสังคมอีกหลายเรื่องราว ทั้งหลักสูตรการศึกษาอบรมที่หมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิดของสาธารณชนในแง่ของการแต่งเครื่องแบบชั้นยศคล้ายทหารตำรวจ ซึ่งเห็นเป็นข่าวอยู่สองสามวันในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับแล้วหายไปจากสื่ออย่างผิดสังเกต กระทั่งกรณีล่าสุดมีขบวนการโกงภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่งถูกเปิดโปงขึ้น จึงไม่ต้องหาข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ใดๆ ว่าการโกงกัน การเอารัดเอาเปรียบกันนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกอณูขุมขน

              เฉพาะอย่างยิ่งการโกงที่มีข้าราชการบุคลากรของรัฐเข้าร่วมขบวนการถือเป็นเรื่องน่าห่วงใยมาก เพราะช่องทางโอกาสในการฉ้อฉลจะยากลำบากหากไม่มีการรู้เห็นเป็นใจจากผู้มีอำนาจหน้าที่ อย่างกรณีการโกงภาษีน่าเชื่อได้ว่ากระทำเป็นขบวนการมาระยะเวลานานพอสมควร มูลค่าความเสียหายหากย้อนไปได้คงนับได้มหาศาล ปกติการขอคืนภาษีไม่กี่พันบาท ทางสรรพากรยังเรียกขอดูเอกสารย้อนหลัง หากบอกว่าขอคืนภาษีด้วยการนำชื่อที่อยู่ของชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาปู้ยี่ปู้ยำจะทำได้โดยทั้ง "กรมศุลกากร" ที่ต้องตรวจสอบการสำแดงเท็จกระทั่ง "กรมสรรพากร" ผู้รับหน้าที่เก็บภาษีสังกัดหน่วยงานเดียวกันคือกระทรวงการคลังจะมาบอกไม่รู้ไม่เห็นคงเป็นการพูดที่ขาดความน่าเชื่อถืออย่างที่สุด

              วันนี้การทุจริตคอร์รัปชั่นของสังคมนี้กำลังกลายเป็นปัญหารุนแรงและบั่นทอนภาพลักษณ์หลายๆ อย่าง แต่คอร์รัปชั่นจะแก้ไขเยียวยาได้ถ้าประการหนึ่งสังคมรับรู้ได้ว่า "คนกระทำผิดได้รับการลงโทษอย่างจริงๆ จังๆ" ขณะเดียวกัน สังคมจะต้องร่วมกันช่วย "ลงโทษทางสังคม (social sanction) กับคนเลวร้ายเหล่านั้น" คงไม่ต้องถึงกับเอาตัวไปยิงทิ้งกลางที่ชุมชนเหมือนอย่างในบางประเทศ แต่ถ้าอย่างอ่อนๆ ที่เคยเห็น หากคนคนนั้นเป็นนักการเมืองถูกจับได้ว่าร่วมขบวนการแม้เพียงรู้เห็นเป็นใจไม่รับทรัพย์ก็เรียกได้ว่าคนคนนั้นจบชีวิตทางการเมืองของเขาในทันที ไม่เหมือนกับระบบการเลือกตั้งของสังคมนี้ที่ยังคงให้โอกาสเลือกกลับมาเพียงเพราะผลประโยชน์เบื้องหน้าไม่กี่พันบาท และหากเป็นข้าราชการหรือนักธุรกิจร่วมกันก็ต้องอัปเปหิคนเหล่านี้ไปทั้งธุรกิจผลประโยชน์นอกจากยึดกลับมาเป็นของรัฐ จะเปลี่ยนชื่อสกุลกันกี่ครั้งต้องให้โอกาสประชาชนเข้าถึงข้อมูลคนเหล่านี้ได้ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าเรายังมีความหวังและ "ไม่มีคำว่าสายสำหรับการทำคุณงามความดี"