
สหรัฐในตะวันออกกลาง:จากรัฐประหารอิหร่านถึงอียิปต์
สหรัฐในตะวันออกกลาง:จากรัฐประหารอิหร่านถึงอียิปต์ : วิถีมุสลิมโลก โดย ศราวุฒิ อารีย์ [email protected]
นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐก็กลายเป็นมหาอำนาจผู้มีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางแทนที่จักรวรรดิอังกฤษ ผลประโยชน์ที่สหรัฐได้รับในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นความได้เปรียบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าถึงน้ำมันราคาถูก และการหนุนหลังรักษาความมั่นคงให้อิสราเอล ล้วนเป็นปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้สหรัฐต้องเข้าแทรกแซงกิจการภายในของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผลประโยชน์ของตนเองถูกคุกคาม ดังจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่างข้างใต้นี้
1.ในปี 1953 หลังจากรัฐบาลอิหร่านภายใต้การนำของ มุฮัมมัด มูศอดดิก (ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย) ได้ประกาศนโยบายนำกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐ จนสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของบริษัทน้ำมันของชาติตะวันตก ด้วยเหตุนี้ หน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) จึงปลุกระดมและเข้าแทรกแซงให้เกิดการรัฐประหาร หลังจากนั้นสหรัฐจึงผลักดันให้กษัตริย์ชาห์ขึ้นมาปกครองประเทศ ผลประโยชน์ด้านน้ำมันกลับมาเป็นของตะวันตกอีกครั้ง ขณะที่ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย คนส่วนใหญ่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบอย่างหนัก จนนำไปสู่การปฏิวัติอิหร่านในปี 1979
2.ในปี 1963 สหรัฐให้การสนับสนุนพรรคบาธ (Ba’ath Party) ในอิรักทำการรัฐประหาร จนทำให้ ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในภายหลัง เนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น อันเป็นการต่อสู้กันระหว่างโลกเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐ กับค่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต ทางสหรัฐจึงคัดรายชื่อคอมมิวนิสต์ให้รัฐบาลใหม่อิรักกำจัด ซึ่งรัฐบาลใหม่ของอิรักก็จัดการให้อย่างกระตือรือร้น นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
3.ในปี 1992 ฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จากสหรัฐ ได้เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในของแอลจีเรีย ล้มรัฐบาลนิยมแนวทางอิสลามที่เพิ่งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างขาวสะอาด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ขบวนการติดอาวุธมุสลิมกลุ่มต่างๆ อ้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงตอบโต้ความอธรรม จนนำประเทศไปสู่สงครามกลางเมือง สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ และทำให้คนตายไปจำนวนนับแสน
นี่เป็นแค่บางส่วนของประวัติศาสตร์การรัฐประหารในตะวันออกกลาง แต่ก็พอที่จะเป็นหลักฐานได้ว่า หลายครั้งที่มีการรัฐประหาร มหาอำนาจก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เสมอ และการแทรกแซงโดยมหาอำนาจก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยในตะวันออกกลางยังไปไม่ถึงไหน
หันมามองการรัฐประหารล่าสุดที่อียิปต์ แม้ประธานาธิบดีโอบามาจะออกมาปฏิเสธการชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่ท่าทีของสหรัฐที่ไม่ประณามการรัฐประหาร และไม่กดดันให้กองทัพอียิปต์คืนอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก็ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสงสัยในบทบาทของสหรัฐ
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านอื่นๆ ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการที่อียิปต์มีผู้นำที่นิยมแนวทางอิสลาม ซึ่งรังแต่จะขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกองทัพอียิปต์กับสหรัฐ (ดูได้จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากว่า 30 ปี สหรัฐให้เงินสนับสนุนด้านการทหารและความมั่นคงแก่อียิปต์ปีละไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ) ก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า กองทัพอียิปต์คงไม่ตัดสินใจยึดอำนาจอย่างรวดเร็วอย่างนี้ได้ หากปราศจาก "ไฟเขียว" ที่สหรัฐส่งสัญญาณมาให้
แต่ไม่ว่าสหรัฐจะอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในอียิปต์ครั้งนี้หรือไม่ ประเด็นสำคัญคือผลพวงที่จะตามมาหลังจากนี้ ดูจากกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาก็พอสรุปได้แล้วในระดับหนึ่งว่า การรัฐประหารในประเทศต่างๆ ของตะวันออกกลางที่ผ่านมา ได้นำมาซึ่งความแตกแยกในสังคม การกดขี่ทำลายสิทธิมนุษยชน และการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน จนบางกรณีบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด
สถานการณ์การเมืองอียิปต์หลังรัฐประหารกำลังเดินทางไปในจุดนั้น?



