
มนุษย์เงินดาวน์
มนุษย์เงินดาวน์ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
สมัยก่อนมีคำเรียกคนที่ยังชีวิตด้วยการทำงานแลกเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนว่า “มนุษย์เงินเดือน”
คนเหล่านี้มีทั้งที่ทำงานกับภาครัฐและภาคเอกชน แต่ก็มักมีปัญหาทำนองเดียวกัน คือรายรับคงที่แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งราคาสินค้า ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้น เงินเดือนจึงไม่ค่อยจะชนเดือน ตามมาด้วยการกู้หนี้ยืมสิน หรือไขว้เขวไปเรื่อยๆ
มีเพื่อนเล่าให้ฟังว่า ชาวต่างประเทศที่มาทำงานในเมืองไทยมักประหลาดใจว่า คนไทยประเภทมนุษย์เงินเดือนมีชีวิตอยู่ได้ยังไง ในเมื่อแค่ครึ่งเดือนแรกเงินเดือนก็หมดแล้ว ครึ่งเดือนหลังก็ต้องยืมเงินคนอื่นใช้ พอเงินเดือนเดือนใหม่ออกก็ต้องใช้หนี้ไปส่วนหนึ่ง แต่กระนั้นก็ยังสามารถซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ทันสมัยและราคาแพงๆ ได้เสมอ
ในความคิดของชาวต่างประเทศ เมื่อเงินเดือนไม่พอใช้ ต้องเป็นหนี้เป็นสินเช่นนี้แล้วจะทนทำงานนั้นไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ดิ้นรนหางานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าก็น่าจะอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ดีกว่าหรือ? และเมื่อเงินเดือนน้อย ทำไมถึงต้องขนซื้อเสื้อผ้าหรือข้าวของราคาแพงๆ ซึ่งทำให้เป็นหนี้หนักขึ้นไปอีก
ผมฟังเพื่อนเล่าแล้ว ก็เดาได้ทันทีว่าชาวต่างประเทศเหล่านั้น คงไม่รู้จักคนไทยเพียงพอ เพราะคนไทยนั้นสิ่งที่ห่วงมากที่สุดก็คือเรื่องหน้าตา ดังนั้น จึงมีคำพังเพยประเภท “หน้าใหญ่ใจโต” หรือ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ต่อให้มีรายได้แบบ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ก็ตาม
การที่มนุษย์เงินเดือน จะกลายเป็นมนุษย์เงินผ่อน หรือมนุษย์เงินกู้ จึงเป็นเรื่องปกติ ขอเพียงให้มีอะไรเทียมหน้าเทียมตาเพื่อนฝูงก็พอใจแล้ว
ถึงตรงนี้ก็นึกถึงเรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ขึ้นมาได้ เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งมีขบวนเสด็จทางชลมารค วัดวาอารามริมแม่น้ำเจ้าพระยาพากันตกแต่งประดับประดาอย่างงดงาม มีเพียงวัดระฆังฯ ที่ไม่ได้ทำอะไรพิเศษ และสมเด็จฯ โต ก็ลงมาเฝ้ารับเสด็จฯ อยู่ในเรือซึ่งจอดอยู่หน้าวัด เมื่อมีผู้ถามว่าเหตุใดจึงไม่ตกแต่งวัดระฆังฯ อย่างวัดอื่น สมเด็จฯ ท่านก็ตอบว่า “วัดอื่นเขาขายผ้าเอาหน้ารอด แต่วัดของฉันยอมขายหน้าเพื่อเอาผ้ารอด” ครับ ถ้าคนไทยมีอนุสติตามคำของเจ้าประคุณสมเด็จฯ โต เราก็คงจะไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินกันบานเบอะหรอกครับ
เมื่อผมเอ่ยเรื่องมนุษย์เงินเดือนกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เขาก็พูดยิ้ม ๆ ว่า มนุษย์เงินเดือนนั้นเชยไปแล้วเพ่ ตอนนี้เขาเป็นมนุษย์เงินดาวน์กันต่างหาก นั่นคืออยากได้อะไรไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหน ก็หาเงินมาวางดาวน์ ต่อจากนั้นก็ผ่อนเป็นรายเดือนไปเรื่อยๆ หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นมนุษย์พลาสติก ตั้งหน้ารูดบัตรเครดิตที่ทำด้วยพลาสติกแบบเมามัน เอาเงินอนาคตมาใช้ล่วงหน้า โดยยอมเสียดอกเบี้ยเอาหน่อย วิธีนี้นอกจากไม่ต้องตากหน้าไปขอกู้เงินจากใครแล้ว เวลาใช้บัตรก็ยังดูกิ๊บเก๋ เท่ทันสมัย อีกต่างหาก แต่ถ้าเอาแต่รูดโดยไม่บันยะบันยัง ถึงกำหนดใช้หนี้ หน้าที่เคยใหญ่โต ก็อาจจะหดเหลือนิดเดียวได้เหมือนกัน
มีคนเคยตั้งคำถามว่า ถ้าจะให้คนไทยอยู่อย่างมีความสุข ไม่เดือดร้อนเรื่องหนี้สิน ควรจะตั้งเงินเดือนให้มนุษย์เงินเดือนสักเท่าไหร่ดี? คำตอบก็คือเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกครับ ถ้าไม่จำกัดความต้องการเสียก่อน เพราะความต้องการของมนุษย์ไม่มีขอบเขต ยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งใช้มาก แล้วก็ยิ่งเป็นหนี้มากกว่าเดิม
นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องราคาสินค้าที่ต้องขึ้นตามค่าแรง และปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งค่าเงินเฟ้อนะครับ
การขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรง ไม่ใช่แก้วสารพัดนึกหรอกครับ หนำซ้ำอาจจะกลายเป็นแก้วสารพัดพิษ เพราะค่าครองชีพจะต้องสูงเป็นเงาตามตัว หรืออาจจะล้ำหน้าเงินที่เพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ
และหากไม่รณรงค์แก้ไขเรื่องวินัยการเงิน เรื่องค่านิยมในทางที่ผิด และพัฒนาระบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม มนุษย์เงินเดือนก็ยังคงเป็นมนุษย์เงินดาวน์ต่อไปตามเดิม



