
กก.สมานฉันท์ ถกเข้ม ม.237มีมติแก้ ยกเลิกโทษยุบพรรค
กก.สมานฉันท์ ถกเข้ม มาตรา 237 มีมติแก้ให้ ยกเลิกโทษยุบพรรค ส่วนหน.-กก.บห. ให้เอาผิดเฉพาะตัว และเพิ่มโทษให้มากขึ้น เลื่อนลงมติที่มาของส.ส. ไปวันพุธนี้ หลังเสียงแตก 2 ฝ่าย และองค์ประชุมไม่ครบ
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 มิ.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ประธานคณะกรรมการ เป็นประธานการประชุม พิจารณาผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการฯ รายงานว่า คณะอนุกรรมการฯได้ข้อสรุป 7 ประเด็น แบ่งเป็น 6 ประเด็นที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ 1.มาตรา 68 และมาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค โดยเสียงส่วนใหญ่ในคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้ยกเลิกโทษยุบพรรคและการเอาผิดแบบเหมารวมยกเข่ง 2.ระบบที่มา ส.ส. อนุกรรมการเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ส.ส.มาจากการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 คน และเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ขณะที่ส่วนหนึ่งเห็นว่า ควรคงไว้ตามระบบปัจจุบัน 3.ระบบที่มาส.ว. เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ให้ส.ว.มาจากเลือกตั้งทั้งหมดจำนวน 200 คน แต่อีกส่วนเห็นว่า ให้คงรูปแบบตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 4.มาตรา 190 ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นร่วมกันว่า ให้คงหลักการตามเดิม แต่ให้เพิ่มข้อความเกี่ยวกับประเภทหนังสือสัญญา ที่ต้องได้รับความเห็นชอบต่อรัฐสภา และเร่งรัดให้ออกกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า 5.มาตรา 265 การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ คณะอนุกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่า ควรเปิดให้ส.ส.ไปเป็น เลขานุการ ที่ปรึกษา ผู้ช่วยรัฐมนตรีได้ 6.มาตรา 266 ว่าด้วยการสั่งการข้าราชการของ ส.ส.ให้ตัด (1) เพื่อให้ส.ส.และส.ว.เข้าช่วยทำประโยชน์หรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นผ่านส่วนราชการต่างๆได้ ส่วนประเด็นอื่นที่มีการเสนอให้แก้ไขแต่คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า ยังไม่ควรนำมาพิจารณาในตอนนี้ เช่น การบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การแก้ไขเรื่องการกำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกระบวนการตัดสินโดยศาลเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าสู่การพิจารณารายประเด็น นายดิเรก กล่าวว่า ประเด็นที่มีความเห็นว่า คงต้องมีการลงมติเพื่อเป็นข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ทำให้กรรมการฯมีความเห็นด้วยและคัดค้าน โดยกรรมการจากสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ คัดค้านทั้งนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.สสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ นางผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่กรรมการจากพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทยและกรรมการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา หนุนให้โหวตแต่ละมาตราเพื่อหาข้อยุติ โดยนายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ นายประกิต พลเดช กรรมการ สัดส่วนพรรคเพื่อไทย นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน และนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กรรมการ กล่าวว่า แต่ละมาตรา คณะกรรมการฯต้องหาข้อยุติเดียวว่าจะแก้หรือไม่ ส่วนความเห็นแย้ง ค้นได้จากบันทึกการประชุม ส่วนเมื่อเสนอไปแล้ว รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะทำอย่างไร ก็ให้ขึ้นกับการตัดสินใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกรรมการที่มาจากวุฒิสภาและนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา และนายวุฒิสาร ตันไชย เลขานุการคณะกรรมการฯ แย้งว่า ไม่ควรโหวตในประเด็นที่ยังเห็นต่าง โดยเห็นว่า คณะกรรมการมีหน้าที่ศึกษารวบรวมความคิดเห็นต่อประธานรัฐสภา ดังนั้นควรเสนอประเด็นที่เห็นด้วย ส่วนประเด็นที่ไม่เห็นด้วยก็เสนอความเห็นในมุมต่างๆไปด้วย แต่อย่าไปเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้ง และต้องทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองให้ได้ อย่างไรก็ตามหลังจาก ถกเถียงนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง นายดิเรก กล่าวว่า ฟังเสียงทุกฝ่าย เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า แต่ละมาตราคณะกรรมการฯต้องมีมติออกมา ฉะนั้นมาตราไหนไม่เห็นพ้อง ก็ต้องมีการโหวต
จากนั้นจึงนำเข้าสู่การพิจารณารายประเด็นเริ่มจาก มาตรา 68 และ มาตรา 237 โดย พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเผือกร้อน แต่ฟังเสียงประชาชนแล้ว และเกือบทุกพรรค ยกเว้นพรรคเดียวก็เสนอมาว่า ให้ตัดมาตรา 237 วรรคสอง ที่กำหนดว่า หากมีนักการเมืองเพียงคนเดียวเป็นกรรมการบริหารพรรคแล้วไปทำผิด ต้องยุบพรรคและตัดสิทธิ์หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด เพราะไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย และไม่มีประเทศใดยุบพรรคง่าย อย่างไรก็ดี เรื่องนี้หากขัดแย้งมากก็ให้ทำประชามติ ส่วนความผิดเรื่องยุบพรรคในมาตราอื่นเช่น ปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ยังคงอยู่
นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยเฉพาะ พรรคที่ตั้งใจจริงในการเสนอตัวมา หรือพรรคเก่าแก่ ทั้งนี้เรื่องการยุบพรรค พรรคไม่ใช่แค่ของนักการเมืองแต่เป็นของประชาชน ยุบแล้ว ก็มีการไปตั้งใหม่ ก็เห็นๆอยู่ ตนคิดว่า การทำให้เกิดความสมานฉันท์ อย่ามาสมานฉันท์ที่นักการเมืองอย่างเดียว แต่ต้องมองที่ระบบการเมืองที่ทำให้ไม่สมานฉันท์ จนเกิดการแบ่งสี แบ่งฝ่าย ร้าวลึก ผู้นำประเทศออกไปเยี่ยมเยียนประชาชนไม่ได้ ซึ่งเกิดเพราะนักการเมืองทำให้ประชาชนแตกแยกออกเป็นหลายฝ่าย กติกาที่เขียนเป็นบันไดทำให้ไม่เกิดความเป็นธรรมในสังคม กติกามาจากอะไรก็รู้กันอยู่
นายอรรคพล สรสุชาติ กรรมการจากสัดส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า มาตรานี้ คงไม่ได้แก้ทั้งมาตรา โดยต้องยืนยันหลักการการแก้ปัญหาการซื้อเสียง แต่สำหรับโทษนั้น ไม่ควรให้พรรคถูกยุบง่ายเกินไป ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า มาตรานี้มีปัญหา ต้องนำเรื่องการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมาพูดด้วย โดยหากดูกรณี บ้านเลขที่ 109 ในสำนวน กกต. และศาลรัฐธรรมนูญบางคน ก็เป็นที่รู้กันว่า กรรมการบริหารบางคนไม่ได้รู้เห็น แต่ที่ทั้งสององค์กรต้องตัดสินแบบนั้นเพราะกฎหมายเขียนไว้ อย่างไรก็ดี ใครที่ทำผิดก็ต้องเพิ่มโทษเฉพาะบุคคลให้หนัก
นายคณิน บุญสุวรรณ กล่าวว่า มาตรานี้เป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานกับคนที่ไม่ได้รับรู้การทำผิด จึงสนับสนุนให้มีการแก้ไข ส่วนเรื่องคืนสิทธิ์ ทั้งกรณีบ้านเลขที่ 111 จากประกาศคปค. และกรณีบ้านเลขที่ 109 เป็นอีกประเด็นที่ค่อยหารืออีกครั้ง ส่วนนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการ กล่าวว่า ควรตัดทิ้งโทษยุบพรรค ส่วนโทษตัดสิทธิ์แบบเหมารวมควรยกเลิก แต่ควรเอาโทษเฉพาะคนที่ผิดและมีส่วนสนับสนุน รู้เห็น และเพิ่มโทษให้มากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยว่าจะให้ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนางผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วน นายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.สัดส่วน เห็นพ้องว่า ควรยุบพรรค แต่โทษของกรรมการบริหารพรรคต้องยังอยู่ โดยให้เหตุผลว่า ถ้าทำความผิดตามมาตรา 68 ว่าด้วยการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิใช่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 237 เป็นปัญหาความไม่เป็นธรรม นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการเมือง โทษยุบพรรค อาจตัดออกได้ แต่โทษของกรรมการบริหารที่รู้เห็น ต้องมีอยู่ และต้องมีมากกว่าสมาชิกธรรมดา
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา กรรมการ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 237 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำลายสถาบันพรรค หรือลงโทษเฉพาะใคร ซึ่งถ้ามองแบบให้ความเป็นธรรมกับรัฐธรรมนูญ ต้องดูที่ผู้ใช้รัฐธรรมนูญด้วย ประเทศไทยมีปัญหาทุจริตเลือกตั้งอยู่มาก หากพรรคเข้มแข็งบนพื้นฐานการซื้อเสียง ตนคิดว่า เป็นความเข้มแข็งจอมปลอม ฉะนั้นต้องคงหลักการเรื่องนี้ แต่สำหรับโทษ ได้แก่ โทษยุบพรรค หากเห็นว่าแรงไป ก็ต้องหามาตรการอื่นมาทดแทน ส่วนที่ว่าโทษการตัดสิทธิ์เป็นการเหมารวมไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมนั้น ตามกฎหมาย ศาลจะตัดสินตามพยานหลักฐานว่า ผู้ใดเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนและใครได้ประโยชน์บ้าง จึงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าตัดวรรคสอง จะเหลือแต่วรรคแรกที่ระบุโทษถึงผู้สมัครที่ทุจริตนั้น ก็จะมีปัญหาอีกว่า หากหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค ที่ไปรู้เห็นด้วย จะรับผิดชอบอย่างไร จึงขอให้ที่ประชุมพิจารณาดีๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดหรือไม่เกิดความสมานฉันท์ของประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการจากสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ยังอภิปรายโจมตีการทำงานของกกต. ในการวินิจฉัยกรณีต่างๆ ที่ใช้ดุลพินิจ ประกอบกับกฎหมายบัญญัติว่า ในการตัดสินให้พิจารณาพยานหลักฐานอัน “ควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต ทำให้บางครั้งอาจเกิดสองมาตรฐาน เช่น นายประยุทธ ศิริพานิชย์ กรรมการสัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า กกต.ใหญ่มาก พูดถึงไม่ได้ พอพูดถึงการให้พ้นสภาพของกกต. กกต.รายหนึ่งก็ออกมาขู่ว่า จะถอนการรับรองความเป็นส.ส. ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นขนาดนั้น ซึ่งเมื่อกฎหมายกำหนดไปในทางให้ใช้ดุลพินิจ ก็มีข้อสงสัยในการวินิจฉัย จึงเสนอว่า ควรมีศาลเลือกตั้งมาวินิจฉัยใบแดงใบเหลืองแทน
ทั้งนี้หลังจากอภิปรายกว่า 2 ชั่วโมง นายดิเรก สรุปว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับยกเลิกโทษยุบพรรคตามมาตรา 237 ส่วนโทษหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ให้เป็นความผิดเฉพาะตัว และเพิ่มโทษคนทำผิดให้มากขึ้น ส่วนข้อเสนอให้สามารถตรวจสอบอำนาจกกต. จะทำข้อเสนอให้มีศาลเลือกตั้ง เป็นผู้ตัดสินการให้ใบแดงใบเหลืองทั้งก่อนและหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งต่อไป
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาจากนั้นจึงได้เริ่มพิจารณาต่อในมาตรา 93-98 ว่าด้วยที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการสมานฉันท์ เสนอว่า จริงๆแล้วตนอยากจะได้เขตใหญ่เพราะสบายดีสำหรับบ้านตน หากเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวจะทำให้สู้กันหนัก ส่วนการนับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อให้นำคะแนนที่นับได้เป็น 100% เช่นเดียวกับนายวิรัช รัตนเศรษฐ กรรมการจากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่เห็นด้วยกับการใช้ระบบเขตใหญ่ แต่เห็นว่ายังไม่ควรแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในขณะนี้ ขณะที่นายประกิต พลเดช กรรมการจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากถามตรงๆว่าร่างรัฐธรรมนูญปี50 ออกมาเป็นแบบนี้เพราะกลัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรใช่หรือไม่ เลยพยายามจำลองแบบจากต่างประเทศมาใช้กับประเทศไทย และหวังผลทางการเมืองให้พรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงมากกว่าอีกพรรคการเมืองหนึ่ง จึงควรยอมรับความจริงว่าเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้ง
ด้านนายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ได้สอบถามว่าต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าเหตุใดจึงจะเข้ามาแก้ไขปัญหาที่มาของส.ส. อยากทราบว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของส.ส.หรือปัญหาของประชาชนกันแน่ ทีระบบเขตอยากได้เขตเดียวเบอร์เดียวแต่เหตุใดบัญชีรายชื่อจึงให้ทำแค่บัญชีเดียวเลือกทั่วประเทศ ซึ่งพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานอนุกรรมการศึกษารัฐธรรมนูญฯ ชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง อาทิ การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะทำให้ส.ส.ดูแลประชาชนได้ทั่วถึงกว่า รวมทั้งเรื่องนี้ก็เป็นความเห็นตรงกันของเกือบทุกพรรคการเมืองยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ที่เห็นว่ากฎกติกาปัจจุบันยังไม่เป็นธรรม
ท้ายสุดนายนิพนธ์ วิศิษฎยุทธศาสตร์ กรรมการจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อที่ประชุมว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นเป็นอย่างไรพร้อมจะรับฟังและปฏิบัติตาม เพียงแต่อยากให้ได้แสดงเหตุและผลกันให้ชัดเจนในที่ประชุมเสียก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง นายดิเรก กล่าว เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นด้วยว่า จะให้กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน แต่ปรากฏว่า กรรมการบางคนทักท้วงว่า องค์ประชุมครบจะลงมติได้หรือไม่ ในที่สุดที่ประชุมจึงได้มีมติให้ไปลงมติมาตรา 93-98 ว่าด้วยที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมวันพุธที่ 10 มิ.ย.



